โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

อ้วนแล้วรวยไม่ขึ้น ความจริงที่นักลงทุนต้องรู้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 14.45 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 03.00 น.

สวัสดีค่ะ กลับพบกันอีกครั้ง สำหรับเดือนนี้ หมออยากชวนทุกคนมาคุยเรื่องใกล้ตัวแต่สำคัญมาก คือ “โรคอ้วน” ในฐานะแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยมาหลายปี ได้พบเจอผู้ป่วยกลุ่มนักลงทุนและนักการเงินเป็นจำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่หมอสังเกตเห็นชัดคือ พวกเขาเก่งมากในการบริหารพอร์ตการลงทุน แต่กลับบริหาร “พอร์ตสุขภาพ” ได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำหนักตัว”

ดังนั้น วันนี้เรามาทำความรู้จัก “โรคอ้วน” ภัยเงียบที่อาจทำให้ความมั่งคั่งของคุณหายไปโดยไม่รู้ตัวกันค่ะ

เมื่อ "พุง" คือ "หนี้สิน" ที่คุณไม่อยากมี

เคยสังเกตไหมว่า ไขมันส่วนเกินที่สะสมในร่างกาย ก็ไม่ต่างจากหนี้สินที่ค่อยๆ พอกพูนขึ้น ยิ่งปล่อยไว้นาน ดอกเบี้ย (โรคแทรกซ้อน) ก็ยิ่งทบต้นมากขึ้น คนไข้หมอหลายๆ ท่านไม่เคยทราบมาก่อนเช่นกันว่า “โรคอ้วน” นอกจากทำให้เรามีไขมันส่วนเกินสะสม สัดส่วนไม่น่าดูแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด โรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง แต่ละโรคที่ว่ามานั้น นอกจากจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตแล้ว ยังทำให้ต้องสูญเสียเงินทองเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องในการรักษาอีกด้วย

หมอขอยกตัวอย่างคนไข้ท่านหนึ่งของหมอมาเล่าให้ฟังค่ะ

คุณเอ อายุ 42 ปี เป็นผู้จัดการกองทุน มาพบหมอด้วยอาการปวดเข่า ตรวจพบว่า BMI อยู่ที่ 32 (อ้วนระดับ 2) และยังเป็นทั้งเบาหวาน ความดันฯ และไขมันในเลือดสูง ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคต่างๆ รวมแล้วเกือบ 200,000 บาท/ปี แค่เริ่มตัวอย่างแรกมาก็พอจะเห็นแล้วนะคะว่า เรามีแนวโน้มจะขาดทุนไปได้ขนาดไหน

ความอ้วนในมุมมองนักลงทุน:

  • ไขมันส่วนเกิน = หนี้สินในงบดุล
  • โรคแทรกซ้อน = ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
  • ค่ารักษาพยาบาล = ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้

The Real Cost of Obesity (ต้นทุนที่แท้จริงของความอ้วน)

หมอจะลองคำนวณให้ดูคร่าวๆ นะคะว่า ต้นทุนทางการเงินโดยตรงของคุณเอ จะเป็นประมาณเท่าไหร่

รวมเฉลี่ยต่อปี 100,000-200,000 บาท ยังไม่นับรวมค่ารักษาอาการปวดเข่าเลยนะคะเนี่ย ลองคิดดูว่า ถ้านำเงินก้อนนี้ไปลงทุนแบบ DCA ทุกเดือนจะได้ผลตอบแทนขนาดไหน?

นอกจากต้นทุนทางการเงินที่เราเสียไปโดยตรงกับการรักษาแล้ว ยังมีต้นทุนที่หายไปจากการสูญเสียโอกาส เช่น ค่าเสียโอกาสจากสุขภาพที่ถดถอย การลางานบ่อย หรือพลาดโอกาสการเลื่อนตำแหน่งอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มี BMI > 30 ยังมีโอกาสถูกเรียกเก็บเบี้ยประกันแพงกว่าปกติ หรือถูกปฏิเสธการทำประกันได้เลย

ดังนั้น เรามาจัด "พอร์ตสุขภาพ" ฉบับลดความอ้วน กันดีกว่านะคะ

Asset Allocation แบบ 40-30-20-10

40% - ควบคุมอาหาร (Core Investment) อย่าคิดว่าต้องอดอาหารนะคะ ให้คิดว่าเป็นการ "ปรับพอร์ต" อาหาร

  • ลดคาร์โบไฮเดรตง่าย (ข้าวขาว ขนมหวาน) = ลด Junk Bond
  • เพิ่มโปรตีน (ไข่ อกไก่ ปลา) = เพิ่ม Blue Chip Stock
  • เพิ่มผักใบเขียว = เพิ่ม Defensive Asset
  • ดื่มน้ำเปล่า 2-3 ลิตร/วัน = Maintain Liquidity

เคล็ดลับจากหมอ : “ลองใช้จานขนาดเล็กลง 2 นิ้ว คุณจะกินน้อยลงโดยอัตโนมัติ 20-30% โดยที่ไม่รู้สึกหิว

30% - ออกกำลังกาย (Growth Strategy) ไม่จำเป็นต้องไปฟิตเนสราคาแพงก็ได้ค่ะ

  • เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ = Small Cap Growth
  • จอดรถไกลๆ แล้วเดิน = Dollar Cost Averaging (DCA)
  • ยืนประชุมแทนนั่ง = Active Management

คำแนะนำเพิ่มเติม : “เดินเร็ว 30 นาที/วัน 5 วัน/สัปดาห์” ช่วยเผาผลาญได้ 1,000-1,500 แคลอรี่/สัปดาห์ ลดได้ 7-10 กก./ปี

20% - จัดการความเครียด (Risk Management) ความเครียดทำให้ฮอร์โมน Cortisol สูง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อ้วนง่าย โดยเฉพาะอ้วนพุง

  • ทำสมาธิ 10 นาที/วัน
  • นอนหลับ 7-8 ชั่วโมง
  • หาเวลา Me Time หรือช่วงเวลาส่วนตัวในการผ่อนคลาย หรือทำกิจกรรมที่ชอบ สัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมง

10% - วิตามินเสริม (Alternative Investment)

  • Green Tea Extract : เพิ่มการเผาผลาญ
  • Probiotics : ปรับสมดุลลำไส้
  • Vitamin D : เสริมภูมิคุ้มกัน (คนอ้วนมักขาด)
  • Fiber Supplement : ช่วยให้อิ่มนาน

ข้อควรระวัง : ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัว

Case Study : จากอ้วนสู่สุขภาพดี

คุณสมบูรณ์ (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ผู้จัดการกองทุน

สุขภาพพื้นฐานเริ่มต้น

  • น้ำหนัก 95 กก. ส่วนสูง 170 ซม. (BMI 32.9)
  • เบาหวาน ความดันสูง นอนกรน
  • ค่ายา 8,000 บาท/เดือน
  • Work Performance ลดลง 40%

หลังปฏิบัติตาม “พอร์ตสุขภาพ” 1 ปี

  • น้ำหนักลดเหลือ 75 กก. (BMI 25.9)
  • หยุดยาความดันฯ ลดยาเบาหวานได้ 50%
  • ประหยัดค่ายาไป 60,000 บาท/ปี
  • ได้เลื่อนตำแหน่ง และโบนัสเพิ่มขึ้น 30%

นี่เท่ากับว่า ROI ของการลดน้ำหนัก = 300%+ ใน 1 ปีเชียวนะ คุ้มค่าการลงทุนไหมคะทุกคน

นอกจากการจัดการพอร์ตแล้ว การมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนก็จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ดังนั้นก่อนจะจากกันวันนี้ หมอฝาก 3 หลักการสร้างพอร์ตสุขภาพที่ยั่งยืน” ได้นำไปปรับใช้กัน

  • Set Realistic Goals การตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้อย่างมุ่งมั่น และมีกำลังใจ อย่าเพิ่งกดดันตัวเองแล้วตั้งเป้าสูงจนเป็นการทำลายกำลังใจตัวเอง

  • ลด 5-1 กก./สัปดาห์ = Sustainable Growth

  • ลด 2-4 กก./เดือน = Achievable Target

  • ลด 10% ของน้ำหนักใน 6 เดือน = Healthy Return

  • Track Your Progress ติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ให้เหมือนการดู Portfolio Performance

  • ชั่งน้ำหนักเวลาเดิมทุกวัน

  • วัดรอบเอวทุกสัปดาห์

  • ถ่ายรูป Progress ทุกเดือน

  • ตรวจเลือดทุก 3-6 เดือน

  • Diversify Your Approach อย่าพึ่งวิธีเดียว ใช้หลายวิธีร่วมกันจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนมากขึ้น

  • 70% ควบคุมอาหาร

  • 20% ออกกำลังกาย

  • 10% ปรับพฤติกรรม

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ไม่ยากเกินไปใช่ไหม อย่าลืมนะว่าการลงทุนกับสุขภาพคือการลงทุนระยะยาว การลดความอ้วนก็เช่นกัน หากลองลดน้ำหนักด้วยตัวเองแล้วยังไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะกับตัวคุณ อย่าหลงเชื่อการลดน้ำหนักแบบเร่งรัดที่เป็นการโฆษณาเกินจริง และอย่าซื้อยามาใช้เองนะคะ ยาลดความอ้วนดีๆ มีมาก แต่จะให้ดีต้องแน่ใจว่าเป็นของจริงที่ผ่านการรับรองทางมาตรฐานแล้วเท่านั้น

หมอแน่ใจว่า ท่านผู้อ่านทุกท่าน เป็นผู้ที่เก่งเรื่องการวิเคราะห์หุ้น จัดพอร์ตการลงทุน ต้องจัดการกับน้ำหนักตัวเองได้อย่างแน่นอน ขอแค่ใช้ความรู้และวินัยแบบเดียวกับที่คุณใช้ในการลงทุน มาใช้กับ "การลงทุนในสุขภาพ" ของตัวเอง

เริ่มลงทุนในสุขภาพวันนี้ เพื่อ "ผลตอบแทน" ที่ยั่งยืนตลอดชีวิต ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง แล้วพบกันค่ะ

พญ.มณฑลี สุทธิธรรม
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู
รพ.ธนบุรี

ประวัติการศึกษา

  • แพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2555
  • วุฒิบัตร สาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ.2558
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...