โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

กสทช. บุกจับวิทยุสื่อสารเถื่อนกว่า 2 หมื่นเครื่อง มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท

สวพ.FM91

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 08.54 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 08.54 น.

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า วันนี้ (3 ก.ค. 2568) สำนักงาน กสทช. โดยทีมพระพาย ร่วมกับตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต เข้าตรวจค้นบริษัทและบ้านพักย่านพระราม 2 พบเครื่องวิทยุคมนาคมยี่ห้อหนึ่งประมาณ 2 หมื่นเครื่อง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 20 ล้านบาท พร้อมอุปกรณ์กระจายสัญญาณ WiFi ละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานจาก สำนักงาน กสทช.จำนวนมาก รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จึงได้ทำการตรวจค้นจับกุมผู้กระทำผิด ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4 ฉบับ คือ (1) พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ฐานนำเข้า มี และจำหน่ายวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี (2) พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ฐานปลอมเครื่องหมายการค้า โทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ (3) พ.ร.บ.ปลอมแปลงเอกสารราชการ พ.ศ.2499 เป็นประมวลกฎหมายอาญา โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ (4) พ.ร.บ.เครื่องหมายราชการ พ.ศ.2482 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท เนื่องจากฐานมีนำเข้าและจำหน่ายเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกครั้งยังมีการปลอมแปลงเอกสารของสำนักงาน กสทช. และปลอมแปลงสติ๊กเกอร์ กสทช.

สำนักงาน กสทช. จึงได้รวบรวมของกลางทั้งหมดนำส่งสถานีตำรวจท่าข้าม เพื่อดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจจำหน่ายเครื่องวิทยุคมนาคมที่ผิดกฎหมาย และหลอกลวงขายของประชาชนทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้ต้องหาเรื่องการนำเข้า บริษัทได้นำเอกสารการรับซื้อสินค้าจากในประเทศมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ โดยเป็นภาษาต่างประเทศ ซึ่งผู้ต้องหาให้การว่ารับซื้อวิทยุสื่อสารมาจากบริษัทอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีหลักฐานเป็นเอกสารรับส่งสินค้าอยู่ในที่เกิดเหตุ ขั้นตอนจากนี้กรมศุลกากรจะดำเนินการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวที่ถูกอ้างถึงต่อไป หากตรวจสอบพบว่าบริษัทต้นทางไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร บริษัทต้นทาง และบริษัทที่ถูกจับกุมในวันนี้ อาจจะมีความผิดฐานรับซื้อ รับไว้ ซึ่งของที่ลักลอบหรือหลีกเลี่ยง หรือไม่ผ่านพิธีการศุลกากร มีโทษตามมาตรา 246 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็น 4 เท่าของราคาของที่รวมค่าอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้านสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม (ฝ่ายป้องกันและปราบปราม 4) กรมสรรพสามิต ระบุการจับกุมครั้งนี้จะมีฐานความผิดมีไว้เพื่อขาย ซึ่งสินค้า ที่มิได้เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพาสามิต พ.ศ. 2560 สำหรับโทษมีการคำนวนภาษีจากราคาสินค้าขายปลีกแนะนำ มีอัตราโทษปรับตั้งแต่ 5-15 เท่าของค่าภาษี

นอกจากนี้ เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ทีมพระพายยังเข้าตรวจสอบและจับผู้จำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงาน กสทช. จำนวนเกือบ 1 หมื่นเครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งมีการหลอกลวงประชาชนว่าสินค้าสามารถรับสัญญาณ 5G ได้ ทั้งที่เครื่องรับสัญญาณไม่ได้ และมีการปลอมแปลงตราครุฑของสำนักงาน กสทช. โดยสินค้าทั้งหมดไม่มีหน้าร้านขายผ่านช่องทางออนไลน์

“การเข้าจับกุมผู้ขายวิทยุสื่อสาร รวมถึงอุปกรณ์การสื่อสารต่าง ๆ เช่น มือถือไม่ได้มาตรฐาน นอกจากการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนให้ได้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้มาตรฐานแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ประชาชนไม่ถูกหลอกซื้อสินค้าปลอม สูญเสียเงิน เพราะได้ของไม่ตรงปก ของใช้ไม่ได้จริงตามที่กล่าวอ้าง และยังทำให้คนที่ผลิตสินค้าจริง ทำถูกกฎหมาย ได้รับความลำบาก ซึ่งรายได้เหล่านี้ควรหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างถูกต้อง” นายไตรรัตน์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...