โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐเดินหน้าบังคับใช้ PDPA ลงโทษปรับหน่วยงานที่ปล่อยข้อมูล ปชช.รั่วไหล

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 01 ส.ค. 2568 เวลา 14.07 น. • เผยแพร่ 01 ส.ค. 2568 เวลา 07.07 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

1 ส.ค. – สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เดินหน้าบังคับใช้ PDPA ลงโทษปรับหน่วยงานที่ปล่อยข้อมูลประชาชนรั่วไหล เอาจริงทั้งภาครัฐและเอกชน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้แถลงข่าวร่วมกับ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล,ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สคส. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า การคุ้มครองสิทธิมีความสำคัญ รัฐบาลมีความมุ่งหวังสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งถ้าหากข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนหลุดไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพก็อาจนำไปสู่การหลอกลวงประชาชนได้ ในการบังคับใช้กฎหมายไม่เพียงแต่เป็นการคุ้มครองสิทธิ์แต่เป็นการสร้างความมั่นใจและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน ซึ่งไทยได้รับความเชื่อมั่นในระดับที่ดี

ในปี 2567 มีการ คำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง 5 กรณี

กรณีที่ 1 มีคำสั่งทางปกครอง ลงโทษหน่วยงานรัฐที่ไม่มีการรักษาความมั่นคงของระบบสารสนเทศ รวมถึงใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอ อีกทั้งยังละเลยการทำข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลกับบริษัทพัฒนาระบบที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประมวลผล จึงเข้าข่ายความผิด มีคำสั่งปรับหน่วยงานละ กว่า 150,000 บาท

ในกรณีที่ 2 เหตุเกิดที่โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏภาพถึงขนมโตเกียวที่ทำจากเอกสารเวชระเบียนของผู้ป่วย จากการตรวจสอบพบว่ามีเอกสารเวชระเบียนของผู้ป่วยหลุดไปกว่า 1,000 ฉบับในขั้นตอนการส่งทำลายเอกสาร ซึ่งทางโรงพยาบาลไม่ได้มีการติดตาม ควบคุม หรือตรวจสอบกระบวนการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จึงมีมติโทษปรับโรงพยาบาลดังกล่าวเป็นเงินกว่า 1,200,000 บาท และปรับบุคคลธรรมดาที่ต้องเป็นผู้ทำลายเอกสารกว่า 16,000 บาท

กรณีที่ 3 เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลจากหน่วยงานเอกชนที่เป็นหน่วยงานด้านการค้าส่ง ค้าปลีกและสินค้าออนไลน์ ซึ่งไม่มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม จึงมีคำสั่งลงโทษปรับ 7 ล้านบาท

กรณีที่ 4 เป็นหน่วยงานขายเครื่องสำอาง ไม่มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม มีคำสั่งลงโทษปรับ 2.5 ล้านบาท

และกรณีสุดท้าย เป็นหน่วยงานขายของเล่นสะสม ไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมมีคำสั่งลงโทษปรับหน่วยงานผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล 500,000 บาทและลงโทษปรับหน่วยงานประมวลผลข้อมูลบุคคลอีก 3 ล้านบาท

นายประเสริฐ ยังกล่าวอีกว่า 5 กรณีนี้ถือเป็นสัญญาณชัดเจนถึงทุกภาคส่วนที่ต้องรับผิดชอบ และต้องมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย การประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ และกลไกกำกับติดตามที่โปร่งใส ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของประชาชน โดยเป้าหมายของรัฐบาลในเรื่องนี้คือต้องการให้ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์ ซึ่งตอนนี้มีข้อมูลรั่วไหลอยู่ที่ 0.3% ยังมีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลอยู่บ้างในปริมาณที่ลดลง

ตอนนี้มีศูนย์ Eagle Eye ตรวจสอบและเฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ / ส่วนหน่วยงานที่มีคำสั่งลงโทษจะต้องจ่ายค่าปรับและแก้ไขระบบที่ถูกแฮกภายใน 30 วัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามวันที่กำหนดจะมีค่าปรับเพิ่มเติมอีกวันละ 500,000 บาท / เพราะฉะนั้นทุกหน่วยงานควรมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPO ทุกหน่วยงานเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยข้อมูล ป้องกันการรั่วไหลอย่างเป็นระบบ / ควรมีการพัฒนาความปลอดภัยอยากทันสมัย และตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ สุดท้ายคือการรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนตระหนักถึงสิทธิ์ของตนเอง รู้ทันและรับมือได้.-420-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...