โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ค้างคาว” ฮีโร่แห่งนาข้าว งานวิจัยชี้ช่วยลดศัตรูพืชได้จริง!

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 04.00 น.
รู้หรือไม่? ค้างคาวตัวเล็ก ๆ กำลังกลายเป็นฮีโร่ของชาวนา ในหลายประเทศทั่วโลก ค้างคาวกลายเป็นนักล่าศัตรูพืชชั้นเยี่ยม โดยเฉพาะ

ค้างคาวซึ่งกินแมลงศัตรูข้าว เช่น หนอนเจาะลำต้นข้าว กำลังกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของเกษตรกรในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสเปน มาดากัสการ์ หรือเม็กซิโก โดยช่วยลดความเสียหายที่เกิดกับผลผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า การผลิตข้าวทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านตันในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เป็นกว่า 700 ล้านตันในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มขึ้นของประชากร ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการวิธีควบคุมแมลงศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น แทนการพึ่งพาสารเคมีเพียงอย่างเดียว

“ค้างคาวกินแมลง” สามารถกินแมลงได้มากถึง 80–100% ของน้ำหนักตัวในแต่ละคืน จึงถือเป็นนักล่าศัตรูพืชตามธรรมชาติที่ทรงพลัง โดยในปี 1990 ที่อุทยานธรรมชาติเดลต้าเอโบร บนเกาะบูดา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย เกษตรกรเริ่มติดตั้งกล่องพักค้างคาวในแปลงข้าวแทนการใช้สารเคมีที่เคยโปรยจากเครื่องบิน ภายในเวลาไม่นาน ค้างคาวนับพันเข้ามาอยู่อาศัยในกล่องเหล่านี้ และระดับศัตรูพืชก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในปี 2015 ได้รับการเผยแพร่เพื่อยืนยันบทบาทของค้างคาวในการควบคุมศัตรูพืชอย่างเป็นระบบ และในปี 2024 การวิจัยเพิ่มเติมพบว่า แปลงข้าวที่ติดตั้งสิ่งกีดขวางไม่ให้ค้างคาวเข้าไปได้ มีศัตรูพืชมากเป็นสองเท่าของแปลงที่ค้างคาวเข้าได้

อาเดรีย โลเปซ-เบาเซลส์” นักวิจัยจากกลุ่มวิจัย BiBio แห่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เมืองกราโนลเยร์ส ประเทศสเปน อธิบายว่า “การมีอยู่ของค้างคาวในพื้นที่เกษตรกรรมช่วยลดความเสียหายจากแมลงศัตรูข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ €56 (ประมาณ 2,184 บาท) ต่อไร่”

จากผลการศึกษาดังกล่าว ทีมวิจัยและเจ้าหน้าที่อุทยานได้พัฒนากล่องพักค้างคาวแบบใหม่จากวัสดุอินทรีย์ เช่น แกลบข้าวและเส้นใยพืช เพื่อป้องกันไม่ให้ค้างคาวตายจากความร้อนจัด กล่องใหม่นี้มีน้ำหนักเบา กันน้ำ ระบายอากาศได้ดี และยังใช้วัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตข้าวอีกด้วย ถือเป็นการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ทางการแคว้นคาตาโลเนียของสเปน ได้เริ่มสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการใช้ค้างคาวในระบบเกษตร โดยร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยี BETA ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและผลผลิตทางเกษตร ตัวอย่างหนึ่งคือไร่องุ่นซึ่งใช้วิธีเกษตรอินทรีย์โดยไม่ใช้สารเคมี มีการติดตั้งกล่องค้างคาวอัจฉริยะที่มีเซ็นเซอร์สิ่งแวดล้อม กล้องอินฟราเรด และแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งสามารถถ่ายภาพรายวันและส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือของนักวิจัย เพื่อเฝ้าติดตามพฤติกรรม การผสมพันธุ์ และการอพยพของค้างคาวอย่างใกล้ชิด ต่อมาในปี 2025 นักวิจัยกลุ่มเดียวกันได้ค้นพบว่าค้างคาวในมาดากัสการ์ก็มีบทบาทสำคัญในการควบคุมศัตรูพืชเช่นกัน

มาดากัสการ์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงแต่กำลังเผชิญปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำพื้นที่ไปปลูกข้าว โดยใช้วิธี "เผาแล้วไถ" ส่งผลให้ค้างคาวต้องย้ายถิ่นและอยู่ใกล้ชุมชนมากขึ้น ความร่วมมือจากชุมชน เช่น การอนุรักษ์ถ้ำและการวางแผนใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ขณะที่ในรัฐโมเรโลส ประเทศเม็กซิโก นักวิจัยพบว่าค้างคาวช่วยลดความเสียหายจากแมลงได้ถึง 58% แม้ผลผลิตจะเพิ่มไม่มาก แต่มูลค่าที่ลดความเสียหายได้อยู่ที่ประมาณ €3–7 (ประมาณ 117–273 บาท) หรือ US$3.6–8 (ประมาณ 130–288 บาท) ต่อไร่ ซึ่งถือเป็นการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของค้างคาวในภาคเกษตรของทวีปอเมริกาครั้งแรก

ค้าวคาวถึงแม้ตัวเล็ก บางพันธุ์หนักไม่ถึง 5 กรัม แต่ค้างคาวมีอายุยืนยาวถึง 20–30 ปี และออกลูกเพียงปีละหนึ่งตัวเท่านั้น จึงฟื้นตัวได้ช้าเมื่อเผชิญกับการสูญเสียถิ่นอาศัย หรือการใช้สารเคมีในเกษตรกรรมอย่างเข้มข้น

ในคาตาโลเนียพบค้างคาว 30 สายพันธุ์ โดยหนึ่งในนั้นสูญพันธุ์ไปแล้ว บางชนิดอาศัยอยู่ตามป่าใกล้แม่น้ำ หากพบในพื้นที่ใด แสดงว่าระบบนิเวศบริเวณนั้นยังมีสุขภาพดี

ด้วยบทบาทในการควบคุมศัตรูพืชอย่างธรรมชาติ ค้างคาวจึงช่วยลดการใช้สารเคมี ปกป้องผลผลิต และรักษาสิ่งแวดล้อม งานวิจัยจากหลายประเทศยืนยันว่าค้างคาวคือพันธมิตรสำคัญของเกษตรกรรมในยุคที่โลกเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหาร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...