โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ส่งออกไทยเดือน พ.ค. 68 พุ่ง 18.4 % มูลค่า สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หวังทั้งปีโตทะลุ 10 %

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 21.24 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 04.13 น.

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนพ.ค. 2568 มีมูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.4 % ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 38 เดือน นับตั้งแต่มี.ค. 2565 และถือเป็นมูลค่าการส่งออกรายเดือน สูงสุดในประวัติศาสตร์

หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัวสูง 20.3 % ซึ่งสะท้อนถึงภาวะการค้าโลกที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับการชะลอการใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งผลให้สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และแผงวงจรไฟฟ้า เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะ มันสำปะหลัง ทุเรียน มังคุด และเงาะ ก็กลับมาฟื้นตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน

สำหรับภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกไทยขยายตัว 14.9 % หากไม่รวมสินค้าน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวที่ 13.9 %

สินค้าเด่นและตลาดสำคัญที่ขยายตัว สินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวถึง 22.9 % ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 นำโดย คอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า รถยนต์ และอัญมณี (ไม่รวมทองคำ) สินค้าเกษตร: กลับมาขยายตัว 6.8 %หลังชะลอตัวหลายเดือน โดยเฉพาะผลไม้สด มันสำปะหลัง และมะม่วง

ตลาดส่งออกสำคัญที่เติบโตดี ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัว 35.1% โตต่อเนื่อง 20 เดือน จีน 28.0% ตะวันออกกลาง 22.8% เอเชียใต้ 22.3% แอฟริกา 21.4% สหภาพยุโรป 16.6% อาเซียน 8.8%

ทั้งนี้ 8 เดือนที่ผ่านมา การส่งออกไทยขยายตัวแล้วถึง 13.3 % สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศรวมกว่า 215,798.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 7.23 ล้านล้านบาท และคาดว่าหากแนวโน้มยังคงอยู่ในทิศทางบวก จะเป็นปีทองของการส่งออกไทยอย่างแท้จริง

“ ปีนี้จะเป็น ‘ปีทอง’ ของการส่งออก เราไม่ได้เติบโตเพียงเพราะนโยบายต่างประเทศของบางประเทศ แต่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของสินค้าไทยและการทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันของทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ ผมมั่นใจว่าในสิ้นปีนี้ เราจะเห็นการขยายตัวแตะตัวเลข สองหลัก ได้แน่นอน ซึ่งผมอยากเห็นที่ 10% ขึ้นไป เพราะ 5 เดือนแรกก็เกือบ 15% ทำได้ขนาดนี้ เป็นที่น่าพอใจ เกินกว่าที่คาดหมายไปเยอะมาก” นายพิชัยกล่าว

สำหรับความคืบหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐนั้น ขณะนี้ได้เริ่มเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการ โดยเชื่อว่าสุดท้ายแล้วผลเจรจาจะออกมาในทิศทางที่ดี ทำให้การส่งออกไม่ประสบปัญหา และเศรษฐกิจไทยไม่แย่อย่างที่หลายฝ่ายวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งตัว อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร โดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย ที่ค่าเงินอ่อนลงจนสามารถตั้งราคาสินค้าได้เปรียบในการแข่งขัน ขอให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ช่วยดูแลเงินบาทให้อ่อนค่าลงบ้าง เพราะปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าสวนทางกับสกุลเงินอื่น ๆ ทำให้สินค้าไทยมีปัญหาการแข่งขันด้านราคา

โดยขอให้ธปท. เร่งดูแลเงินเฟ้อที่ติดลบ และเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งผู้ว่า ธปท ควรไปดูงานของท่านก่อนจะมาวิจารณ์คนอื่น ทั้งเงินเฟ้อที่ติดลบ บาทที่แข็งค่า ขอให้มองตัวเองก่อน ของเรากระทรวงพาณิชย์การส่งออกทำได้ดี ยังไม่ไปวิจารณ์คนอื่นเลย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การส่งออกในเดือนพ.ค. มีมูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.4 % ส่วน การนำเข้า มีมูลค่า 29,928.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.0 % ดุลการค้า เกินดุล 1,116.4 ล้านดอลลาร์ ภาพรวมการส่งออก 5 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 138,202.0 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 14.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 139,325.9 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.3 % ส่งผลให้ไทยขาดดุล 1,123.9 ล้านดอลลาร์

การส่งออกในเดือนพ.ค.ที่ขายตัว 18.4 % มาจากสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 8.1 % กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร ขยายตัว 6.8 % กลับมาขยายตัวในรอบ 5 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 10.1 % ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป

ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว ยางพารา และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 0.2 %

ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 22.9 % ขยายตัวต่อเนื่อง 14 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ)

ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ทั้งนี้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 19.6 %

ตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาดสำคัญ ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากประเทศผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้า ในช่วงที่สหรัฐฯชะลอการบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทนเป็นระยะเวลา 90 วัน โดยการส่งออกขยายตัวเร่งขึ้นในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และตลาดรอง อาทิ ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา

โดยภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ ตลาดหลัก ขยายตัว 19.0 % โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 35.1 % จีน 28.0 % สหภาพยุโรป (27) 16.6 % และ CLMV 20.8 % แต่หดตัวเล็กน้อยในตลาดอาเซียน (5) 0.3 %และญี่ปุ่น 0.9 % ส่วนตลาดรอง ขยายตัว 18.6 % โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 22.3 % ทวีปออสเตรเลีย 8.4 % ตะวันออกกลาง 22.8 % แอฟริกา 21.4 % ลาตินอเมริกา 15.9 % รัสเซียและกลุ่ม CIS 18.0 % และสหราชอาณาจักร 20.0 % (3) ตลาดอื่น ๆ หดตัว 15.0 %

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การส่งออกที่ขยายตัวปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเร่งนำเข้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีทรัมป์ แต่ตลาดอื่นๆก็ขยายตัว ส่วนแนวโน้มเดือนมิ.ย.ที่หลายฝ่ายมองว่า การส่งออกจะชะลอตัว ก็คงต้องติดตามสถานการณ์ ทั้งนี้ถ้าให้การส่งออกถึง 10% ในปีนี้ 7 เดือนที่เหลือ จะต้องส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 27,482.9 ล้านดอลลาร์ ต่อเดือน

ส่วนแนวโน้มการส่งออกในปี 2568 ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ต้องติดตามผลการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีความคืบหน้า หลังจากที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่กรุงปารีส โดยไทยได้จัดส่งข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบความร่วมมือที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีผลตอบรับในเชิงบวกจากฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปูทางไปสู่การเจรจาเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ทางการค้า และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรอบเจรจาที่เน้นสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเฝ้าติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ความวุ่นวายในภูมิภาคตะวันออกกลาง และปัญหาการเบี่ยงเบนการค้า ซึ่งทางกระทรวงฯ ให้ความสำคัญสูงสุดและติดตามอย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกฝ่าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...