โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อิสราเอล-อิหร่านดวลเดือดยุทธเวหา

สยามรัฐ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 11.07 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 11.05 น.

ยกให้เป็นสถานการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนก ช็อกโลกอย่างน่าสะพรึงกันอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับ ยุทธเวหา ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ระหว่างกองทัพอิสราเอล กับกองทัพอิหร่าน ซึ่งไฟสงครามการสู้รบ ได้ปะทุขึ้นเมื่อเช้าตรู่ของวันศุกร์สัปดาห์ที่แล้ว ต่อเนื่องมาถึง ณ ชั่วโมงนี้ ก็ยังไม่ทีท่าว่าจะยุติลงแต่ประการใด

สงครามการสู้รบข้างต้น ก็ต้องบอกว่า ทางฝั่งอิสราเอล ที่เป็นฝ่าย “เปิดเกมก่อน” ในแผนปฏิบัติการที่ชื่อว่า “ราชสีห์ผงาด (Rising Lion)” ด้วยข้ออ้างที่ต้องถล่มอิหร่านครั้งนี้ ก็คือ เพื่อลดทอน หรือทำลายล้างประสิทธิภาพของแสนยานุภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน อันถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านความมั่นคงของอิสราเอลในอนาคตอันใกล้

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเสียหายของโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในเมืองนาตันซ์ หลังถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศ (Photo : AFP)

อย่างไรก็ดี การเปิดเกมก่อนของอิสราเอลข้างต้น จะเข้าทำนองที่ว่า “เปิดก่อนได้เปรียบ” หรือ “เปิดก่อนได้ปูด” ก็ต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป เพราะเหล่าบรรดานักวิเคราะห์ ต่างพากันแสดงทรรศนะว่า ทั้งสองฝ่ายคงไม่ปิดฉากกันง่ายๆ ต้องตอบโต้กันไปมากันสักระยะหนึ่ง ท่ามกลางเสียงข่มขู่ของแต่ละฝ่ายว่า จะสางแค้น เอาคืน กันแบบให้ราพณาสูร พังพินาศ กันไปข้าง

ทว่า จากผลของยุทธเวหาที่ผ่านมา ล้วนต่างก็สูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็มีอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระยะไกลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธและโดรนติดอาวุธ แถมมิหนำซ้ำอาวุธยุทโธกรณ์เหล่านี้ ก็ทรงอานุภาพทำลายล้างสูงอีกต่างหากด้วย ไม่นับเรื่องความแม่นยำทั้งในด้านข่าวกรองทางการทหาร และเทคโนโลยีดาวเทียมอันล้ำสมัย ในการนำมาประยุกต์ใช้ในการโจมตีที่มีขึ้นด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ดังปรากฏเป้าหมายที่ถูกโจมตีนั้น ส่วนใหญ่ก็มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แทบทั้งสิ้น

อย่างเป้าหมายในอิหร่านที่อิสราเอลโจมตีนั้น อาทิ “โรงงานนิวเคลียร์ในเมืองนาตันซ์” จนทำให้คณะนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ ต้องเสียชีวิตไปถึง 6 นาย ในจำนวนนี้ก็มีนายเฟเรย์ดอน อับบาซี ดาวาดี และนายโมฮัมหมัด เมห์ดี เตห์รานซี ซึ่งเป็นสองนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ระดับมือทองของอิหร่าน ส่วนฐานทัพทางหารทหารของอิหร่านที่ตกเป็นเป้าถล่มวันแรกข้างต้นนั้น ก็เป็น “สำนักงานใหญ่ของกองบัญชาการกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม” ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ผลของการโจมตีเป้าหมายข้างต้น ก็ทำให้ “พล.ต. ฮอสเซน ซาลามี” ผบ. กองทัพดังกล่าว ถูกปลิดชีพ

โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศ จนเกิดเพลิงไหม้ (Photo : AFP)

โดยการโจมตีดังกล่าว ก็นับเป็นการถล่มแบบสายฟ้าแลบ แบบอิหร่านไม่ทันตั้งตัว แต่ทางการสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็น่าจะทราบ เพราะได้มีคำสั่งอพยพเจ้าหน้าที่และกำลังคนออกจากพื้นที่เสี่ยงในภุมิภาคตะวันออกกลาง ไม่กี่วันก่อนหน้าที่อิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม เมื่ออิหร่าน ตั้งหลักได้ ก็ตั้งลำขีปนาวุธและโดรน จำนวนนับร้อยลูก/ลำ โจมตีทางอากาศเอาคืนอิสราเอลแบบไม่ทันข้ามวันกันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ แม้ “ไอรอนโดม” ที่ทางอิสราเอลจะเป็นผู้นำการวิจัยพัฒนาเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ และ “ระบบโล่ขีปนาวุธแพทริออต” ของสหรัฐฯ จะสามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนที่อิหร่านยิงและส่งมาได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็มีขีปนาวุธและโดรนอีกจำนวนหนึ่ง หลุดรอดเข้าไปถล่มโจมตีพื้นที่เป้าหมายสำคัญของอิสราเอลได้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานของมอสซาด ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล อันเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนที่สำคัญในปฏิบัติการโจมตีอากาศครั้งล่าสุดของอิสราเอล รวมไปถึงกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ในกรุงเทลอาวีฟ ของอิสราเอล ตลอดจนยุทโธปกรณ์สำหรับการยิงขีปนาวุธอีกจำนวนหนึ่ง

อาคารและทรัพย์สินของทางการอิสราเอลแห่งหนึ่งใกล้กรุงเทลอาวีฟ พังเสียหายอย่างยับเยิน หลังถูกอิหร่านโจมตีทางอากาศตอบโต้ (Photo : AFP)

ความสูญเสียจากการโจมตีทางอากาศของทั้งสองฝ่าย ซึ่งดำเนินมาถึงต้นสัปดาห์นี้ ก็คร่าชีวิตผู้คนไปทั้งสองข้าง โดยทางฝั่งอิหร่านที่ตกเป็นเป้าถล่มก่อน ก็มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 224 ราย บาดเจ็บอีกไม่น้อยกว่า 1,277 ราย ส่วนทางฟากอิสราเอล ที่ถูกตอบโต้ ก็เสียชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 24 ราย สูญหาย 4 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 494 ราย

ตัวเลขข้างต้นไม่ใช่สรุปสุดท้ายอย่างแน่นอน เพราะการโจมตียังไม่สู่ช่วงท้ายสุด โดยต่างโต้ตอบกันไปมาอย่างไม่หยุดยั้ง

สร้างความหวั่นวิตกกังวลให้แก่ตลาดทุนโลกกันโดยพลัน อย่างทันทีชนิดเสียงระเบิดดังกัมปนาทขึ้น

ไล่ไปตั้งแต่ตลาดทองคำโลก ที่ราคาทองคำทะยานพุ่งทันทีร้อยละ 1.3 ไปอยู่ที่ 3,428.10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์แสดงทรรศนะคาดการณ์ว่า ราคาทองคำในตลาดโลกช่วงสัปดาห์นี้ จะพุ่งทะยานขึ้นไปอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 4

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ราคาทองคำพุ่งกระฉูดและผันผวน ก็ถึงขนาดทำให้ร้านทองชื่อดังบางแห่งในไทยเรา ต้องปิดการซื้อขายกันเลยทีเดียว

ส่วนราคาน้ำมันในตลาดโลก ก็น่าสะพรึงยิ่งไปกว่า เพราะสืบเนื่องจากอิหร่าน ขู่ที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญแห่งหนึ่งของโลกพลังงาน ที่ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวโอมานกับอ่าวเปอร์เชีย ก็ยิ่งซ้ำเติมกับความหวาดกลัวของสงครามในทางจิตวิทยา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทะยานเพิ่มขึ้นทันทีบาร์เรลละ 4.87 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 7.02 ไปอยู่ที่ 74.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แถมมิหนำซ้ำระหว่างการซื้อขายก็ยังขึ้นไปทดสอบที่บาร์เรลละ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเหล่านักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะไม่หยุดอยู่เพียงนี้แน่ หากการยิงตอบโต้ยังดำเนินต่อไป และถ้าหากสถานการณ์บานปลายออกไป ตลาดพลังงานโลกก็น่าเป็นห่วง จากราคาที่จะพุ่งทะยานต่อไป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เมื่อครั้งแถลงถึงแผนวิจัยพัฒนาโกลเดนโดม หรือโดมทอง ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศสหรัฐฯ คล้ายกับไอรอนโดมของอิสราเอล (Photo : AFP)

ความน่าสะพรึงจากการโจมตีทางอากาศระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน นอกจากสร้างความหวาดหวั่นเป็นประการต่างๆ ข้างต้นแล้ว แม้แต่ทางการสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังอดสะพรึงต่อฉากความเสียหายที่บังเกิดขึ้นจากการถล่มโจมตีกันในรอบนี้ เพราะถึงขนาดต้องมาคิดทบทวนกันใหม่ในแผนพัฒนา “โดมทอง” หรือ “โกลเดนโดม” ซึ่งเป็นแผนวิจัยพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศ ที่ต้องบอกว่า ต้องให้ล้ำหน้ายิ่งกว่า “ไอรอนโดม” ของอิสราเอล จึงจะ “เอาอยู่” ในการที่จะสกัดขีปนาวุธชนิดต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาจนมีศักยภาพการโจมตีได้อย่างน่าหวั่นเกรงเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...