โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดผลทดสอบซื้อขายไฟฟ้ากันเอง (Peer-to-Peer) ที่จุฬาฯ

The Reporters

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 01.30 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 01.30 น.

เปิดผลทดสอบซื้อขายไฟฟ้ากันเอง (Peer-to-Peer) ที่จุฬาฯ ด้านเทคนิคทำได้จริง เพิ่มความมั่นใจรัฐก่อนตัดสินใจขยายผล

ภาคการผลิตไฟฟ้ากำลังของไทยกำลังอยู่ในยุคแห่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของสภาวะโลกร้อน สอดรับกับเทรนด์ของโลกและเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ โดยหนึ่งในพลังงานสะอาดที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมและกำลังได้รับความนิยมจากประชาชน คือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป เพราะมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนมากขึ้นและช่วยลดรายจ่ายด้านไฟฟ้าในแต่ละเดือน

โดยแนวโน้มในอนาคตที่เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มีต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ ภาครัฐมองว่าผู้ใช้ไฟฟ้าของไทยจะผันตัวเองมาเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิต (Prosumer) เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศทางยุโรป ที่ไปไกลถึงขั้นผลิตและขายผ่านแพลตฟอร์มของตัวเองโดยใช้ระบบสายจำหน่ายของรัฐ หรือที่เรียกว่า Peer-t-Peer ทำให้รัฐต้องเตรียมความพร้อมปรับตัวรับมือให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จึงเกิดโครงการ Peer-to-Peer ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อยู่ภายใต้นโยบาย ERC Sandbox ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ที่กำหนดให้การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันอยู่พื้นที่เฉพาะ โดย สำนักงาน กกพ. จะผ่อนปรนกฎระเบียบที่จำเป็นและมีการแก้ไขให้เป็นการชั่วคราว เพื่อดำเนินการทดสอบระบบว่าสามารถทำได้จริงหรือมีปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องเรื่องใดซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีความมั่นใจหากต้องมีการขยายผลโครงการในอนาคต

โครงการ Peer-to-Peer ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีที่ใช้ในการประกอบกิจการไฟฟ้า ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ตามมาตรา 97(4) ของ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยในการดำเนินโครงการนั้นได้ทดลองซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาของอาคารที่ถูกคัดเลือกไว้จำนวน 6 แห่ง ภายในมหาวิทยาลัย กำลังผลิตไฟฟ้ารวมกันประมาณ 8 เมกะวัตต์ ที่เรียกให้เป็นฝั่งของผู้ขาย และคัดเลือกอาคารอีก 10 แห่งที่ไม่ได้มีการติดตั้งระบบให้เป็นฝั่งของผู้ซื้อ ซึ่งการส่งกระแสไฟฟ้าเชื่อมผ่านระหว่างอาคารนั้นมีบางส่วนที่ต้องเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งจำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่ถูกเชิญให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ด้วย โดยทาง สำนักงาน กกพ. มีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ชั่วคราวให้สามารถมีไฟฟ้าไหลย้อนจากโครงการเข้าสู่ระบบของ กฟน. ได้ รวมทั้งมีการกำหนดอัตราบริการโครงข่ายของการไฟฟ้าหรือ Wheeling Charges เป็นการเฉพาะเพื่อคิดรวมเข้าไปในค่าไฟฟ้าที่จำหน่ายภายใต้โครงการนี้ด้วย

Solar Rooftop บนอาคารภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างอาคารนั้น ได้ใช้แพลตฟอร์มที่พัฒนาโดยคณาจารย์และนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอาคารที่ถูกคัดเลือกร่วมโครงการ จะมีหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ซึ่งฝั่งผู้ขายจะเสนอปริมาณไฟฟ้าและราคาที่เข้ามาในแพลตฟอร์มซึ่งต้องแข่งขันราคากันกับอาคารอื่นๆ ในขณะที่อาคารฝั่งผู้ซื้อจะแจ้งปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการใช้และตัดสินใจเลือกซื้อไฟฟ้าจากอาคารที่เห็นว่าเสนอราคาต่ำสุด โดยในช่วงระยะเวลา 2 เดือนของการทดลองซื้อขายไฟฟ้ากันนั้น ราคาไฟฟ้าที่เสนอขายต่ำสุดเมื่อบวกรวมอัตรา Wheeling Charges แล้วอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าๆ ต่อหน่วย ส่วนที่เสนอราคาสูงสุดจะอยู่ที่ 4 บาทกว่าๆ - 5 บาท ต่อหน่วย

ระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to- Peer ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพรวมมูลค่าการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการ สรุปถึงผลการทดลองซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer ว่า ในช่วงที่มีการทดลองซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันที่ต้องเชื่อมต่อกับระบบสายจำหน่ายของ กฟน. นั้น พบว่า ไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่เกิดปัญหาแรงดันเกินหรือแรงดันตกในระบบของ กฟน. ทำให้เห็นว่าความกังวลเรื่องปัญหาของกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ในการทำ Peer-to-Peer โดยเฉพาะพื้นที่ที่การผลิตและการใช้ไฟฟ้าค่อนข้างจะสมดุลกัน

พร้อมชี้ให้เห็นด้วยว่า โครงการ Peer-to-Peer ของจุฬาฯ มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐหากมีนโยบายที่จะขยายผลไปสู่การเปิดเสรีไฟฟ้าในอนาคต ในกรณีที่ผู้ผลิตไฟฟ้ามีลูกค้าที่ต้องการซื้อไฟฟ้าสะอาดที่ตัวเองผลิตได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบของการไฟฟ้าเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนของไฟฟ้าสีเขียวให้กับประเทศไทยได้ ในขณะที่หากต้องการให้มีตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าเพื่อให้มีการแข่งขันด้านราคากันนั้น ในส่วนของแพลตฟอร์มที่ทางจุฬาฯ พัฒนาขึ้นมาก็ตอบโจทย์ว่าสามารถทำได้จริง

รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดังนั้น Peer-to-Peer ที่ดำเนินการโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นก้าวแรกสำหรับการทดลองซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันว่า สามารถทำได้จริงในทางเทคนิค โดยเหมาะสมกับพื้นที่เขตเมืองที่ผู้ผลิตและผู้ใช้อยู่ในบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามหากรัฐต้องการที่จะขยายผลโครงการ Peer-to-Peer ไปสู่วงกว้างมากขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคสำหรับเชื่อมต่อกับระบบของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย รวมทั้งการกำหนดอัตราค่าใช้บริการโครงข่าย หรือ Wheeling Charges ให้เหมาะสมเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ รวมทั้งต้องประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศในภาพรวมด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะต่างๆ ของเรื่อง Peer-to-Peer นั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการรวบรวมเป็นรายงานฉบับเต็ม และจัดส่งให้กับ สำนักงาน กกพ. แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ สำนักงาน กกพ. มีความมั่นใจที่จะนำเสนอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณาต่อไป

** คำว่า Prosumer มาจากคำว่า Producer ที่แปลว่า ผู้ผลิต รวมกับ Consumer ที่แปลว่า ผู้บริโภค เอา 2 คำนี้มารวมกันเป็น Prosumer กลายเป็นศัพท์ใหม่ที่หมายถึง ผู้ที่ทั้งใช้ไฟฟ้า (เป็นผู้บริโภค) และสามารถผลิตไฟฟ้า (เป็นผู้ผลิต) ได้เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...