โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เมอร์เคิล แคปปิตอล แนะกลยุทธ์จัดพอร์ตคริปโทฯ “เริ่มต้นอย่างเข้าใจ เติบโตอย่างยั่งยืน”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 11.56 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 04.54 น.

เมอร์เคิล แคปปิตอล ชี้ อัตราดอกเบี้ย, เงินเฟ้อ, ภาพรวมเศรษฐกิจ และนโยบายการเงิน ส่งผลต่อตลาด การปรับพอร์ตให้เหมาะสมตามสภาวะ "Risk On" หรือ "Risk Off" เป็นสิ่งจำเป็น การกำหนดสัดส่วน, การกระจายความเสี่ยงด้วยโมเดลพอร์ตยอดนิยม และการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน เพื่อบริหารความเสี่ยง สร้างความมั่งคั่งระยะยาว

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ในยุคที่โลกการเงินกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก คือ คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ซึ่งแม้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ การจัดพอร์ตการลงทุนในคริปโทฯ จึงจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macro Economic) และพฤติกรรมของตลาดคริปโทฯ โดยเฉพาะ

นายวรเมธ จันทร์เสน ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด เปิดเผยว่า สินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวสูงต่อปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินทุนและระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนสามารถยอมรับได้ โดยในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ “Risk On” (นักลงทุนมีความกล้าในการรับความเสี่ยง) ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลมักปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากตลาดอยู่ในภาวะ “Risk Off” (นักลงทุนลดความเสี่ยง) มักจะเกิดแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งรวมถึงคริปโทเคอร์เรนซีด้วยเช่นกัน

สัญญาณสำคัญจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  • อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) หากแนวโน้มดอกเบี้ยลดลง จะส่งผลดีต่อตลาดคริปโทฯ เพราะจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นปัจจัยกดดันเม็ดเงินลงทุน
  • อัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ มีเป้าหมายให้อยู่ที่ระดับ 2% หากเงินเฟ้อสูงเกินเป้า จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดคริปโทฯ
  • ภาพรวมเศรษฐกิจ (Economic Outlook) อ้างอิงจากตัวเลข GDP การจ้างงาน และการบริโภคภาคเอกชน หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว อาจส่งผลเชิงลบต่อการลงทุนในคริปโทฯ
  • นโยบายการเงิน เช่น มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะที่ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการตึงตัวเชิงปริมาณ (QT) ซึ่งเป็นการลดสภาพคล่องในตลาด

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด มีสัญญาณเชิงบวกหลายประการที่บ่งชี้ว่าตลาดกำลังฟื้นตัวและเริ่มเข้าสู่ภาวะ “Risk On” อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจลดลง การชะลอตัวของเงินเฟ้อ รวมถึงกระแสเงินทุนจากสถาบันการเงินที่เริ่มไหลเข้าสู่สินทรัพย์หลักอย่างBitcoin และ Ethereum อีกทั้งมูลค่าตลาดรวมของคริปโทฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ Altcoin หลายเหรียญจะยังคงมี Upside สูง

ดังนั้น การจัดพอร์ตให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยควรพิจารณาให้คริปโทฯ เป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของพอร์ตทั้งหมด เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม แนวทางเบื้องต้นสามารถดำเนินการได้ดังนี้

  • การกำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้ลงทุนประมาณ 5-10% ของพอร์ตทั้งหมด ขณะที่นักลงทุนที่มีประสบการณ์และสามารถรับความเสี่ยงได้สูง อาจขยับสัดส่วนขึ้นเป็น 20-30% ส่วนที่เหลือควรกระจายไปยังสินทรัพย์อื่น เช่น พันธบัตร หุ้น ทองคำ หรือเงินสด
  • การจัดสรรพอร์ตคริปโทฯ อย่างเป็นระบบ โดยสามารถเลือกใช้โมเดลพอร์ตยอดนิยม เช่น Core-Satellite Portfolio แบ่งสัดส่วนเป็น Core 85% ลงทุนในสินทรัพย์หลัก เช่น Bitcoin หรือ Stable Coin และ Satellite 15% กระจายไปยัง Ethereum, Solana, เหรียญ RWA หรือ Altcoin ที่มีศักยภาพสูง Barbell Portfolio ถือสินทรัพย์ปลอดภัย 85–90% เช่น พันธบัตรหรือ Stable Coin และถือสินทรัพย์เสี่ยงสูง 10–15% เช่น Meme Coin หรือ Altcoin ขนาดเล็ก Tactical Portfolio ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับภาวะตลาด เช่น เพิ่มสัดส่วน Altcoin เมื่อสัญญาณ “Risk On” ปรากฏชัดเจน
  • การเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน (Optimization) โดยสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Stable Coin หรือ Bitcoin ไปสร้างรายได้ในรูปแบบของ Yield ราว 4–5% ต่อปี ผ่านแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้โดยไม่จำเป็นต้องขายเหรียญ

ตัวอย่างพอร์ตการลงทุนในคริปโทฯ สำหรับระยะยาว (มากกว่า 4 ปี) อาจมีโครงสร้างดังนี้ Bitcoin 50% เพื่อความมั่นคงและสร้าง Yield, Stable Coin 30% ใช้เป็นเงินสำรองหรือนำไปซื้อตอนตลาดปรับฐาน, Large Cap Altcoin 15% เพื่อโอกาสเติบโตตามรอบตลาด และ Small Cap Altcoin 5% แม้มีความเสี่ยงสูง แต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระดับหลายเท่า ทั้งนี้ พอร์ตการลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความรู้ ประสบการณ์ และระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละรายสามารถรับได้

สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน ดังนั้น การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจโลก และการจัดสรรพอร์ตอย่างมีวินัย จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับทุกสภาวะของตลาด โดยก่อนเข้าสู่โลกคริปโทฯ นักลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าสภาวะเศรษฐกิจขณะนั้นเหมาะสมหรือไม่

ทั้งนี้ การลงทุนในคริปโทฯไม่ใช่เพียงเรื่องของโชค แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ หากเริ่มต้นด้วยการประเมินเศรษฐกิจมหภาค จัดพอร์ตอย่างมีหลักการ และเลือกใช้กลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความสามารถของตนเอง โอกาสในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวจากสินทรัพย์ดิจิทัลก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ คริปโทเคอร์เรนซี ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...