ปัญหาพรมแดนไทย-เขมร กรณี “ปราสาทพระวิหาร” ในทัศนะกัมพูชา หลังเป็นเอกราช
ปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทย-เขมร ในสมัยหลังซึ่งรับรู้กันกว้างขวางที่สุดเห็นจะเป็นประเด็นเรื่อง “ปราสาทพระวิหาร” อันเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งในมุมมองคนทั้ง 2 ชาติ
ความจริงก็คือ ไทยกับกัมพูชาต่างก็มี “วาทกรรม” เรื่องพรมแดนที่แตกต่างกัน อย่างไทยเรามองว่าการที่ฝรั่งเศสปกครองกัมพูชาในฐานะอาณานิคมคือการ “เสียดินแดน” ส่วนกัมพูชากลับมองว่าฝรั่งเศสเป็นผู้ช่วยให้ตน “รอดพ้น” จากการกดขี่คุกคามของสยาม
รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ อธิบายประเด็นดังกล่าวไว้ในหนังสือ มองเขมรแลสยาม(มติชน : 2568) ชี้ว่า “ทัศนะ” ของเขมรต่อเรื่องพรมแดนระหว่างไทย-เขมร ยังไม่เป็นที่รับรู้มากเท่าที่ควร จึงควรนำเสนอไว้เพื่อเข้าใจความคิดและทัศนคติของชาวเขมรต่อประเด็นดังกล่าวอย่าง “รู้เขารู้เรา”
ใน มองเขมรแลสยามศานติไล่เรียงความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่าง 2 ชาติ ตั้งแต่สมัยพระนคร สมัยละแวก สมัยอุดงค์ เรื่อยมาถึงยุคที่เขมรกลายเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส แต่ช่วงเวลาที่ผู้เขียนมองว่ามีผลต่อปัญหาความไม่ลงรอยกันในปัจจุบันที่สุด คือช่วงเวลาหลังจากกัมพูชาสิ้นสุดสถานะการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส กล่าวคือเป็นรัฐเอกราชที่จริงจังกับเส้นเขตแดนของตนอย่างเต็มตัวแล้ว
ประวัติศาสตร์เขมรช่วงดังกล่าวเรียกว่า“สมัยสังคมราษฎรนิยม” เป็นห้วงเวลาที่กัมพูชาสร้างสำนึกความเป็นชาติครั้งใหญ่หลังได้รับเอกราช ปัญหาปราสาทพระวิหารกลายเป็นวาระระดับชาติที่พวกเขาต้อง “เอาคืน” จากสยามให้ได้
ศานติยกข้อเขียนจากหนังสือเขมรเล่มหนึ่งชื่อ ความขัดแย้งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวอย่างการอธิบายความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในยุคสมัยข้างต้น (จากทัศนะกัมพูชา) โดยระบุว่า “…ประเทศไทยภายหลังมาเหมือนกับได้ลืมซึ่งปัญหาเหล่านี้แล้วตั้งตนเป็นเจ้าของเหนือปราสาทพระวิหาร”
ทั้งกล่าวว่าสาเหตุที่ประเทศไทยคิดเช่นนี้ อาจเนื่องมาจากปราสาทพระวิหารเป็นผลงานศิลปะที่งดงามไม่มีที่ติ รวมถึง “ภายหลังจบสงคราม อาณานิคมฝรั่งเศสไม่ทันมีความสามารถในการปกป้องแผ่นดินอาณานิคมของตน โดยเฉพาะไม่อาจกำหนดพรมแดนหรือตรวจสอบพรมแดนได้ดี อีกอย่างหนึ่งสยามไม่เคยรับรู้ว่าตนมีที่มาจากสุโขทัย และไม่เคยรับรู้ผลงานสถาปัตยกรรมเขมรแม้แต่ครั้งเดียว
ดังนั้นประเทศไทยได้ฉวยโอกาสนี้ โดยทำเพิกเฉยไม่ยอมมอบปราสาทพระวิหารคืนให้เขมรเหมือนข้อตกลงลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 1946 (พ.ศ. 2489-ผู้เขียน)ได้ชี้แจงเลยในเวลานี้เอง เรื่องพิพาทก็เริ่มเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น…”
พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชาในเวลานั้น จึงได้นำคดีนี้เสนอต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เป็นที่มาของคำตัดสินให้ “ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอธิปไตยของประเทศกัมพูชา”
หนังสือ ความขัดแย้งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังกล่าวถึงความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการกำหนดพรมแดนและการละเมิดพรมแดนที่เกิดขึ้นอีกในช่วงเวลานั้น โดยสรุปปัญหาปราสาทพระวิหารไว้ว่า [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ โดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]
“…รวมมาถึงเรื่องพิพาทปราสาทพระวิหารที่เกิดขึ้น โดยการถือเอาความคิดย้อมความจริงรวมผสมกับความคิดชาตินิยมของผู้นำไทยในสมัยนั้นต้องการครอบครองปราสาทพระวิหารอย่างขาดไม่ได้
ความคิดนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จเลย เนื่องจากมีการเรียกร้องอย่างมากจากรัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลเขมรหลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสแล้ว ปัญหาที่ทำให้ตุลาการตัดสินใจให้ประเทศเขมรชนะในเรื่องพิพาทนี้เกิดมาจากหลักฐานชัดเจนบนแผนที่ทางการทั้งหมด และมรดกประวัติศาสตร์ซึ่งบรรพบุรุษเขมรสมัยก่อนเหลือไว้
ปัญหาความขัดแย้งปราสาทพระวิหารได้จบ แต่เรื่องราวนี้ได้หลงเหลือร่องรอยหยาบ ๆ ในความรู้สึกของชนชาติเขมรและชนชาติไทย ไม่ง่ายที่จะลืมได้เลย…”
ตอนท้ายของหนังสือเขมรเล่มดังกล่าวยังสรุปเรื่องราวกรณีพิพาทอย่างเข้มข้น ดังว่า
“…ประเทศไทยมักจะละเมิดแผ่นดินเขมรตลอด แต่ประเทศนี้ไม่เคยรำลึกเลยเกี่ยวกับแผ่นดินเขมรที่ตนได้ละเมิดเอาไปและวางอยู่ภายใต้เขาตั้งแต่อดีตกาล เขายังทำเป็นลืมอีกเกี่ยวกับชนชาติเขมรนับล้านคนที่อาศัยอยู่ในบรรดาจังหวัดภาคอีสานประเทศไทยปัจจุบัน และประชาชนเหล่านั้นยังรักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และอารยธรรมเขมรอย่างเหนียวแน่นตลอดมา
ไม่เพียงแต่เท่านั้น ประเทศไทยไม่เคยได้รับรู้ว่า ตนเองได้ยืมภาษา วัฒนธรรม และอารยธรรมเขมรนั้นเลย ไทยลืมว่า ประเทศของตนเพิ่งจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 โดยการแย่งชิงแผ่นดินเขมรส่วนหนึ่ง”
นับเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงจากฝั่งเขมร แต่ก็แสดงให้เห็นถึง “ทัศนะ” อันเข้มข้นไปด้วยแนวคิดชาตินิยมของกัมพูชาได้เป็นอย่างดี นั่นคือมองว่าไทยเป็นผู้ก่อปัญหาเสมอ
ทั้งหมดเป็นการเสนอมุมมอง “ส่วนหนึ่ง” ของกัมพูชา มิใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์สำหรับโจมตีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือ “ฝ่ายเรา” กับ “ฝ่ายเขา” เพราะในสถานการณ์ที่ต้องรวมใจสร้างชาติ การให้ “ต่างชาติ” เป็นผู้ร้ายมักเป็นวิถีทางยอดนิยมเสมอ เหมือนกับภาพจำที่เรามีต่อ “พม่า” ในฐานะผู้ทำลายกรุงศรีอยุธยา ฉันใดก็ฉันนั้น…
อ่านเพิ่มเติม :
- “โจรสยาม VS เคลมโบเดีย” (ตอนที่ 2) ใคร – อะไร ทำให้ไทยกับเขมรเกลียดกันนัก ?
- “ไทย” ในแบบเรียนประวัติศาสตร์กัมพูชา ตัวร้ายแย่งชิงดินแดน-นำความวิบัติสู่เขมร?
- พรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ในทัศนะ “เขมร”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 พฤษภาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปัญหาพรมแดนไทย-เขมร กรณี “ปราสาทพระวิหาร” ในทัศนะกัมพูชา หลังเป็นเอกราช
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com