โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหาพรมแดนไทย-เขมร กรณี “ปราสาทพระวิหาร” ในทัศนะกัมพูชา หลังเป็นเอกราช

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 07.00 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 07.00 น.
ปราสาทพระวิหาร (Preah Vihear Temple) ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2505 (ภาพจาก หนังสือ คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศคดีปราสาทพระวิหาร, โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2505)

ปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทย-เขมร ในสมัยหลังซึ่งรับรู้กันกว้างขวางที่สุดเห็นจะเป็นประเด็นเรื่อง “ปราสาทพระวิหาร” อันเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งในมุมมองคนทั้ง 2 ชาติ

ความจริงก็คือ ไทยกับกัมพูชาต่างก็มี “วาทกรรม” เรื่องพรมแดนที่แตกต่างกัน อย่างไทยเรามองว่าการที่ฝรั่งเศสปกครองกัมพูชาในฐานะอาณานิคมคือการ “เสียดินแดน” ส่วนกัมพูชากลับมองว่าฝรั่งเศสเป็นผู้ช่วยให้ตน “รอดพ้น” จากการกดขี่คุกคามของสยาม

รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ อธิบายประเด็นดังกล่าวไว้ในหนังสือ มองเขมรแลสยาม(มติชน : 2568) ชี้ว่า “ทัศนะ” ของเขมรต่อเรื่องพรมแดนระหว่างไทย-เขมร ยังไม่เป็นที่รับรู้มากเท่าที่ควร จึงควรนำเสนอไว้เพื่อเข้าใจความคิดและทัศนคติของชาวเขมรต่อประเด็นดังกล่าวอย่าง “รู้เขารู้เรา”

ใน มองเขมรแลสยามศานติไล่เรียงความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่าง 2 ชาติ ตั้งแต่สมัยพระนคร สมัยละแวก สมัยอุดงค์ เรื่อยมาถึงยุคที่เขมรกลายเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส แต่ช่วงเวลาที่ผู้เขียนมองว่ามีผลต่อปัญหาความไม่ลงรอยกันในปัจจุบันที่สุด คือช่วงเวลาหลังจากกัมพูชาสิ้นสุดสถานะการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส กล่าวคือเป็นรัฐเอกราชที่จริงจังกับเส้นเขตแดนของตนอย่างเต็มตัวแล้ว

ประวัติศาสตร์เขมรช่วงดังกล่าวเรียกว่า“สมัยสังคมราษฎรนิยม” เป็นห้วงเวลาที่กัมพูชาสร้างสำนึกความเป็นชาติครั้งใหญ่หลังได้รับเอกราช ปัญหาปราสาทพระวิหารกลายเป็นวาระระดับชาติที่พวกเขาต้อง “เอาคืน” จากสยามให้ได้

ศานติยกข้อเขียนจากหนังสือเขมรเล่มหนึ่งชื่อ ความขัดแย้งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวอย่างการอธิบายความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในยุคสมัยข้างต้น (จากทัศนะกัมพูชา) โดยระบุว่า “…ประเทศไทยภายหลังมาเหมือนกับได้ลืมซึ่งปัญหาเหล่านี้แล้วตั้งตนเป็นเจ้าของเหนือปราสาทพระวิหาร”

ทั้งกล่าวว่าสาเหตุที่ประเทศไทยคิดเช่นนี้ อาจเนื่องมาจากปราสาทพระวิหารเป็นผลงานศิลปะที่งดงามไม่มีที่ติ รวมถึง “ภายหลังจบสงคราม อาณานิคมฝรั่งเศสไม่ทันมีความสามารถในการปกป้องแผ่นดินอาณานิคมของตน โดยเฉพาะไม่อาจกำหนดพรมแดนหรือตรวจสอบพรมแดนได้ดี อีกอย่างหนึ่งสยามไม่เคยรับรู้ว่าตนมีที่มาจากสุโขทัย และไม่เคยรับรู้ผลงานสถาปัตยกรรมเขมรแม้แต่ครั้งเดียว

ดังนั้นประเทศไทยได้ฉวยโอกาสนี้ โดยทำเพิกเฉยไม่ยอมมอบปราสาทพระวิหารคืนให้เขมรเหมือนข้อตกลงลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 1946 (พ.ศ. 2489-ผู้เขียน)ได้ชี้แจงเลยในเวลานี้เอง เรื่องพิพาทก็เริ่มเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น…”

พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชาในเวลานั้น จึงได้นำคดีนี้เสนอต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เป็นที่มาของคำตัดสินให้ “ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอธิปไตยของประเทศกัมพูชา”

หนังสือ ความขัดแย้งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังกล่าวถึงความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการกำหนดพรมแดนและการละเมิดพรมแดนที่เกิดขึ้นอีกในช่วงเวลานั้น โดยสรุปปัญหาปราสาทพระวิหารไว้ว่า [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ โดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“…รวมมาถึงเรื่องพิพาทปราสาทพระวิหารที่เกิดขึ้น โดยการถือเอาความคิดย้อมความจริงรวมผสมกับความคิดชาตินิยมของผู้นำไทยในสมัยนั้นต้องการครอบครองปราสาทพระวิหารอย่างขาดไม่ได้

ความคิดนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จเลย เนื่องจากมีการเรียกร้องอย่างมากจากรัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลเขมรหลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสแล้ว ปัญหาที่ทำให้ตุลาการตัดสินใจให้ประเทศเขมรชนะในเรื่องพิพาทนี้เกิดมาจากหลักฐานชัดเจนบนแผนที่ทางการทั้งหมด และมรดกประวัติศาสตร์ซึ่งบรรพบุรุษเขมรสมัยก่อนเหลือไว้

ปัญหาความขัดแย้งปราสาทพระวิหารได้จบ แต่เรื่องราวนี้ได้หลงเหลือร่องรอยหยาบ ๆ ในความรู้สึกของชนชาติเขมรและชนชาติไทย ไม่ง่ายที่จะลืมได้เลย…”

ตอนท้ายของหนังสือเขมรเล่มดังกล่าวยังสรุปเรื่องราวกรณีพิพาทอย่างเข้มข้น ดังว่า

“…ประเทศไทยมักจะละเมิดแผ่นดินเขมรตลอด แต่ประเทศนี้ไม่เคยรำลึกเลยเกี่ยวกับแผ่นดินเขมรที่ตนได้ละเมิดเอาไปและวางอยู่ภายใต้เขาตั้งแต่อดีตกาล เขายังทำเป็นลืมอีกเกี่ยวกับชนชาติเขมรนับล้านคนที่อาศัยอยู่ในบรรดาจังหวัดภาคอีสานประเทศไทยปัจจุบัน และประชาชนเหล่านั้นยังรักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และอารยธรรมเขมรอย่างเหนียวแน่นตลอดมา

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ประเทศไทยไม่เคยได้รับรู้ว่า ตนเองได้ยืมภาษา วัฒนธรรม และอารยธรรมเขมรนั้นเลย ไทยลืมว่า ประเทศของตนเพิ่งจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 โดยการแย่งชิงแผ่นดินเขมรส่วนหนึ่ง”

นับเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงจากฝั่งเขมร แต่ก็แสดงให้เห็นถึง “ทัศนะ” อันเข้มข้นไปด้วยแนวคิดชาตินิยมของกัมพูชาได้เป็นอย่างดี นั่นคือมองว่าไทยเป็นผู้ก่อปัญหาเสมอ

ทั้งหมดเป็นการเสนอมุมมอง “ส่วนหนึ่ง” ของกัมพูชา มิใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์สำหรับโจมตีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือ “ฝ่ายเรา” กับ “ฝ่ายเขา” เพราะในสถานการณ์ที่ต้องรวมใจสร้างชาติ การให้ “ต่างชาติ” เป็นผู้ร้ายมักเป็นวิถีทางยอดนิยมเสมอ เหมือนกับภาพจำที่เรามีต่อ “พม่า” ในฐานะผู้ทำลายกรุงศรีอยุธยา ฉันใดก็ฉันนั้น…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 พฤษภาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปัญหาพรมแดนไทย-เขมร กรณี “ปราสาทพระวิหาร” ในทัศนะกัมพูชา หลังเป็นเอกราช

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...