โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เยี่ยม ‘เฮือนเหียง’ บ้านเก่าในที่ใหม่ท่ามกลางหุบเขาของสาวสองพันปี ริก้า ดีล่า

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 15.57 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 08.57 น. • HELLO! Magazine Thailand
ริก้า ดีล่า 

ทันทีที่เข้ามาภายในอาณาบริเวณ 40 ไร่ของหุบเขาอันเขียวขจีที่ปากช่องซึ่งเธอซื้อมากว่า 30 ปีแล้ว เราก็สะดุดตากับวิลล่าสองสามหลังซึ่งตั้งอยู่กระจัดกระจายตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ ก่อนที่รถจะหยุดลงตรงปลายเนิน HELLO! เขม้นมองผ่านสวนป่าสไตล์ญี่ปุ่นที่มีชื่อเรียกว่า ‘มิยาวากิ’ ซึ่งสุภาพสตรีเจ้าของบ้านลูกครึ่งญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์เป็นผู้บัญชาการการปลูกด้วยตัวเอง

ริก้า ดีล่า

HELLO! กวาดสายตาทะลุแมกไม้ ก็ยังไม่พบตัวบ้าน พบเพียงหลังคาสีเข้มที่แฝงตัวอยู่บนยอดเนิน ผู้มาเยือนจำเป็นจะต้องสละรถเพื่อเดินไปตามทางลาดชันท้าทายแรงโน้มถ่วง เหมือนจะบอกผู้มาเยือนว่าต้องฟิตแอนด์เฟิร์มเท่านั้นถึงจะไปถึงเฮือนเจ้าของบ้านได้

แต่ยังไม่ทันเหนื่อยดี ก็เห็นสนามหญ้าที่มีซุ้มไม้ดัดหลายอันแขวนโคมไฟกระดาษหลากสีสัน และนำสายตาสู่บ้านไม้สองชั้นขนาดใหญ่สีเข้มจนเกือบดำ ประตูและหน้าต่างเป็นรูปร่างแปลกตาจากเรือนไม้ทั่วไป เพราะประตูไม้ทรงโค้งนั้นมาจากอินเดีย ส่วนหน้าต่างที่วางตะแคงเป็นบานกระทุ้งได้จากโรงแรมเก่าที่เขารื้อขายแยกเป็นชิ้นๆ กับบานเฟี้ยมที่มีกระจกดัดแปลงจากฝาประตูตู้เสื้อผ้า

เจ้าของบ้านสาวสองพันปีที่ลงจากเฮือนมาต้อนรับด้วยตัวเอง คุณริก้า ดีล่า คุณย่าป้ายแดงซึ่งคุณลีโอ (เสฏฐนันท์ ราฟาเอล เตชะวิบูลย์) ลูกชายคนเล็กเพิ่งจะมีหลานให้เชยชม ต้องบอกว่าคุณริก้ามีอสังหาริมทรัพย์ในไทยหลายแห่ง และที่นี่เป็นแห่งล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาในพอร์ตของเธอ

“คนอื่นอาจจะทำธุรกิจเก่ง แต่ริก้าชอบทำบ้าน เรามีบ้านชายทะเลที่จอมเทียน ตรงนั้นทำเป็น BnB คนจองเต็มตลอด กับบ้านที่สุขุมวิท 53 และที่เอกมัย รวมทั้งพระราม 3 กับพัทยาอีกสองหลัง และมาหลังนี้ที่ปากช่อง เดี๋ยวนี้เลยไม่ไปพัทยา แต่มาที่นี่แทน” เจ้าของบ้านสาวกับเรือนผมสีเงินแซมดำตามธรรมชาติ เธอทาปากสีแดงเข้ม กรีดตาด้วยอายไลน์เนอร์ กับร่าง petite ในเสื้อผ้าที่มีลวดลายและสีสัน ดูเก๋และสวยสมวัย ต้องบอกว่ากาลเวลาทำอะไรเธอไม่ได้เลย เธอพูดไทยติดสำเนียงฝรั่ง และมีสายตาที่เฉียบคมตามประสาคนที่คลุกคลีกับธุรกิจประมูลงานศิลปะ อีกทั้งยังเคยเปิดร้านอาหารชิคๆ ในย่านสุขุมวิทอีกหลายแห่ง

ถามว่าเพราะอะไรถึงมาลงตัวสร้างบ้านที่เขาใหญ่ เธอบอก HELLO! ว่า “เพราะริก้าจะได้มาง่ายหน่อย แค่ชั่วโมงครึ่งจากกรุงเทพฯ กำลังพอดีไม่เหนื่อย ริก้ามีที่อยู่แม่กำปอง ซึ่งใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ก็จริง แต่เราไม่ค่อยได้ขึ้นไป ก็เลยคิดว่าที่นี่แหละ วิวก็ดีอากาศก็ดี ก่อนจะย้ายมาปลูกบ้าน ก็มาสำรวจพื้นที่ก่อน โดยมีโจทย์ว่าต้องตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด หรือถ้าจะตัดก็แค่ต้นกระถิน หรือไม่ก็เจาะหลังคาบ้านให้ต้นไม้ทะลุหลังคาไปเลย

คุณริก้าบอก HELLO! ว่า เธอใช้เวลาสร้างบ้านหลังนี้อยู่นาน 1 ปี และจะเรียกว่าเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตก็ใช่ เพราะบ้านหลังนี้เป็นเรือนไม้เก่าตั้งอยู่ที่เชียงใหม่ และลูกหลานต้องการขายตัวบ้าน ร้านขายของเก่าเจ้าประจำของคุณริก้าจึงส่ง SMS มาแจ้งข่าว และปรากฏว่าคุณริก้าอยู่เชียงใหม่เวลานั้นพอดี จึงโทร.กลับไปนัดเจอตอนบ่ายสองโมงของวันเดียวกันนั้นเลยทันที

“พอไปถึงรู้สึกว่าเป็นเหมือนดวงที่คนขายของเก่าส่งมาให้ เห็นบ้านไม้สองชั้นสวยงามมาก อายุร้อยกว่าปี ทำด้วยไม้เหียงซึ่งมีสีดำ คนไทยไม่ชอบแต่ว่าเราชอบ เราไม่ชอบไม้สักเพราะสีออกเหลือง เราชอบสีเข้ม อันนี้เป็นสีเดิม ไม่ได้ทาสีเลยนะคะ แค่ลงแว็กซ์ให้ไม่มีเสี้ยน และซื้อไม้ชิงชันมาเพิ่ม เพราะตอนรื้อบ้านมาปลูกที่นี่เสียไม้ไปเยอะ เดี๋ยวจะให้ดูไม้ชิงชัน ซึ่งมีลายเหมือนม้าลายเลย ไปกันได้กับไม้เหียง ส่วนพื้นห้องนอนของริก้าเป็นไม้แผ่นใหญ่มาก ได้จากอยุธยา น่าจะเป็นไม้มะค่า

“ก็คุยกับทายาทเขาว่าขอราคาสุดท้าย หลังจากตกลงราคาได้ ห้าโมงเย็นวันนั้นเราก็ซื้อพวงมาลัยไปไหว้เจ้าของเดิม บอกท่านว่าไม่ต้องห่วง ของทุกอย่างทั้งกระเป๋าเดินทาง วิทยุ ไม้เทนนิส และของอื่นๆ ที่อยู่ในบ้านริก้าจะเอาไปด้วย จะพาไปปากช่องนะ และจะทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม

“แม้กระทั่งหน้าบ้านเดิมมีต้นละมุดกับต้นชบา เราก็ไปซื้อมาปลูก ให้เหมือนที่เชียงใหม่ ของๆ ท่านก็เอามาด้วย เพราะกลัวท่านเหงา”

พอไปถึงรู้สึกว่าเป็นเหมือนดวงที่คนขายของเก่าส่งมาให้ เห็นบ้านไม้สองชั้นสวยงามมาก อายุร้อยกว่าปี ทำด้วยไม้เหียงซึ่งมีสีดำ คนไทยไม่ชอบแต่ว่าเราชอบ

คุณริก้ายังบอกอีกว่า ตอนที่เห็น ‘เฮือนเหียง’ ครั้งแรกก็เกิดแรงบันดาลใจทันที เธอยกบ้านมาประกอบใหม่ทั้งหลังโดยมี ‘พี่เคน’ แฮนดี้แมนคนเก่ง ซึ่งดูแลเรื่องการก่อสร้างทั้งหมดร่วมกับทีมงาน อะไรเสียอะไรซ่อมได้อะไรใหม่ ต้องผ่านมือพี่เคนทั้งหมด คุณริก้าบอกว่าเธอทำบ้านโดยเก็บดีเทลทุกอย่างไว้หมดเลยเหมือนต่อจิกซอว์

ทว่าเนื่องจากบ้านเดิมนั้นทึบมาก คุณริก้าจึงปรับเปลี่ยนให้เอาผนังออก เพื่อมองเห็นด้านนอก และเพิ่มระเบียงเข้าไป ส่วนบันไดไม้เป็นบันไดเดิม ลายฉลุลูกไม้ก็ยังคงเดิม หน้าต่างเป็นของเดิม แต่หน้าต่างด้านบนกรอบสีขาวเขียวซื้อจากบ้านเก่า ที่คนไทยอาจจะไม่ชอบ เพราะรู้สึกว่ามันบ้านๆ ไปหน่อย แต่เธอชอบก็เลยเอามาติดตั้งที่นี่

“ริก้าเกิดเมืองไทยก็จริง แต่มองทุกอย่างด้วยสายตาฝรั่ง ก็เลยเห็นสิ่งที่คนไทยอาจจะมองข้าม เตียงที่ทำจากเหล็กดัด เราก็ชอบ และพรุ่งนี้จะตั้งศาลพระภูมิ” คุณริก้าเล่าถึงบ้านหลังนี้ โดยมีเพลงเก่าจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงบรรเลงคลอเหมือนจำลองบรรยากาศของอดีต

มิน่าเล่าเมื่อก้าวเข้าสู่ตัวบ้าน ก็พบวิทยุ กระเป๋าเดินทาง และของสะสมต่างๆ ของเจ้าของบ้านเดิม วางคละเคล้าไปกับที่นอนหมอนอิง งานจักสานรูปทรงต่างๆ และโคมไฟกระดาษตั้งอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เหมือนของแต่งหน้าเค้กที่ทำให้เฮือนเหืองดูสดใสน่าอยู่ขึ้นมาทันที และถ้าจะบอกว่าเป็นการตกแต่งสไตล์ eclectic ก็น่าจะได้

เมื่อขึ้นบันไดไปชั้นสอง เห็นฟูกวางเรียงรายเป็นจำนวนมาก คุณริก้าบอกว่าที่ทำที่นอนไว้เยอะ ก็เผื่อว่าจะมีเพื่อนฝูงมาปฏิบัติธรรมที่นี่

“เรือนไทยโบราณจะทำใต้ถุนสูง และทำครัวบนชั้นสองของตัวบ้าน แต่ริก้าปรับครัวเป็นห้องนอน สำหรับทำโยคะและนั่งสมาธิ นอนได้เป็น 20 คน มีห้องน้ำด้านนอก 6 ห้อง และมีวิลล่าอีก 4 หลัง สตูดิโออีก 2 หลัง กะว่าอีกหน่อยจะให้เช่า โดยทำทางเพื่อให้รถบักกี้วิ่งขึ้นมา เพราะบางคนอาจจะเดินไม่ไหว ใครมีแรงหน่อยก็เดินลงทางโน้น ซึ่งเป็นทางสวยมาก เหมือน secret garden มีสะพานแขวนด้วย

“ต้นไม้พวกนี้ริก้าปลูกเองทั้งหมด ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน เป็นสวนป่าสไตล์ญี่ปุ่น เรียกว่า มิยาวากิ โดยให้ปลูกต้นไม้ 5 ต้น ที่มีความสูงใหญ่ กลาง เล็ก และไม้คลุมดินลดหลั่นกันไปภายในพื้นที่ 1 ตารางเมตร และรดน้ำต้นไม้แค่ 2 ปี หลังจากนั้นมันจะเลี้ยงตัวมันเอง จุดสำคัญของมิยาวากิคือ เราต้องใช้ต้นไม้ในพื้นที่ จะมาปลูกมะฮอกกานีไม่ได้ (ทำเสียงสูง)

“แต่หน้าบ้านนี้ริก้าปลูกต้นไม้จากออสเตรเลียค่ะ (หัวเราะ) เป็นสนออสเตรเลียหมดเลย สลับกับทุ่งปอเทือง เพื่อให้ดินมีวิตามิน เราจะได้ปลูกไม้อะไรก็ได้ในอนาคต ริก้าต้องปลูก 2 รอบ เพื่อเป็นปุ๋ยให้ดิน ริก้าทำสวนเองกับทีมงาน ทำอย่างจริงจังมาก แต่ปลูกผักไม่ขึ้น ปลูกมา 3 ปีแล้ว ไม่มีอะไรงอกมาให้กินได้เลย” เจ้าของบ้านพูดกลั้วหัวเราะ

“ต้องบอกว่าบ้านหลังนี้ของริก้ามีความ sustainable มาก เพราะไม่มีของใหม่เลยสักชิ้น ไม้ดั้งเดิมของบ้านก็คือไม้เหียง พื้นเสาและคานทั้งหมดเป็นของเดิม ส่วนเฟอร์นิเจอร์มีบางชิ้นที่เป็นของใหม่ เก้าอี้ซื้อใหม่ ที่เหลือเป็นของเก่าเก็บ โต๊ะจากร้านอาหารแต่ละร้านที่เคยเปิดตอนนี้ปิดไปแล้ว กับร้านเฟอร์นิเจอร์ อะไรที่ขายไม่ได้ก็มาไว้ที่นี่ เรียกว่าทุกอย่างมีเมมโมรี่ เพราะเป็นคนไม่ทิ้งอะไรเลย”

คุณริก้ามาที่นี่แทบทุกสัปดาห์ เพราะเธอบอกว่าสบายกว่าอยู่กรุงเทพฯ และลูกชายทั้งสองของเธอ คุณแก็บบี้ (ฉัตรเมธ เกรเบรียล เตชะวิบูลย์) และคุณลีโอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณลีโอชอบที่นี่มาก เธอจึงทำพินัยกรรมแจกแจงมรดกทั้งหมดว่าจะมอบให้ใคร

“เพราะดูรายการทีวีที่มีคนทะเลาะกันฟ้องร้องเรื่องมรดก แล้วคิดว่าฉันจะไม่เป็นแบบเขา ก็เลยทำพินัยกรรม ยกงานศิลปะให้ลีโอหมด เพราะแก็บบี้ไม่สนใจ ลีโอไม่ยอมให้ขายอะไรเลยในบ้าน ลีโอก็มาช่วยปลูกต้นไม้ที่นี่ด้วย และยังมีที่ให้ลงต้นไม้อีกเยอะ นี่ก็เพิ่งปลูกต้นกล้วยไป”

ถามถึงแพสชั่นในการทำบ้าน คุณริก้าบอก HELLO! ว่า “ชอบสร้างบ้าน ไม่รู้ทำไม ริก้าเก่งเรื่องพวกนี้ แค่จับๆๆๆ มาวางๆๆๆ ไม่ได้ดูสี ไม่ได้ดูอะไร มันก็ mix and match เข้ากันไปเอง เวลาจะทำบ้านก็เปิดโกดังเอาของเก่าที่เก็บไว้มาทำใหม่ เป็น sustainability ของจริง เป็นการ reused โดยมีช่างคือพี่เคนซึ่งเป็นพ่อบ้านของริก้า สามารถทำได้ทุกอย่าง เป็นคนดูแลบ้านหลังนี้”

เฟอร์นิเจอร์มีบางชิ้นที่เป็นของใหม่ ที่เหลือเป็นของเก่าเก็บ โต๊ะจากร้านอาหารแต่ละร้านที่ตอนนี้ปิดไปแล้ว เรียกว่าทุกอย่างมีเมมโมรี่ เพราะเป็นคนไม่ทิ้งอะไรเลย

นั่นน่ะสิแสงไฟภายในบ้านหลังนี้ก็เป็นฝีมือของพี่เคน ซึ่งมาจากสปอตไลท์ที่ฝังอยู่ตามหัวเสา คุณริก้าไปเห็นไฟที่บ้านเพื่อนคนหนึ่งในเสียมราฐ เธอจึงเอามาทำบ้าง

“ไฟที่แอบอยู่ตามเสา เราไปเห็นบ้านเพื่อนฝรั่งที่เสียมราฐ เขาทำไฟแบบนี้ เวลาเปิดแสงจะสาดลงที่เสาสวยมาก ก็เลยเอาไอเดียนี้มาทำกับบ้านตัวเองบ้าง ตำแหน่งห้องนอนของริก้าเดิมก็เป็นที่จอดรถ ริก้าเลยทำเป็นห้องซึ่งพี่เคนจัดการให้ทุกอย่าง ไม่ต้องใช้ผู้รับเหมาเลย”

HELLO! ถามถึงของในบ้านที่มีความหมายสำหรับเธอ สิ่งนั้นคืออะไร คุณริก้าตอบว่า “อาจจะไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นพื้นไม้ชิ้นใหญ่มากที่เราเก็บมานานเป็น 10 ปี ตอนนี้หาไม้ใหญ่และหนาขนาดนั้นไม่ได้อีกแล้ว ก็เอามาปูพื้นห้องนอน

“แล้วบ้านหลังนี้มีความเย็นสบาย นอนสบาย วิวก็ดี ลมก็ดี มี energy ที่ดีมาก มี vibe ที่สดใสแฮปปี้ บ้านหลังนี้เปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตของริก้ามากเลย มีความ slow life มากขึ้น เพราะเราอยู่กับธรรมชาติ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะวัยด้วยหรือเปล่า เป็นสถานที่ heal ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ถามว่าจะจบที่บ้านหลังนี้เป็นหลังสุดท้ายหรือเปล่า ไม่แน่ใจ อย่างที่บอกเรายังมีโปรเจคท์สร้างบ้านอยู่เรื่อยๆ เพราะชอบ…สนุก”

ริก้าปลูกต้นไม้เองทั้งหมด เป็นสวนป่าสไตล์ญี่ปุ่น เรียกว่า มิยาวากิ โดยให้ปลูกต้นไม้ 5 ต้น ที่มีความสูงใหญ่ กลาง เล็ก และไม้คลุมดินลดหลั่นกันไป

Wealth managementสไตล์ริก้า

คุณริก้าสั่งสมประสบการณ์ทางด้านธุรกิจมานานตั้งแต่ยังสาว เธอจับธุรกิจมาแล้วหลายอย่าง และล่าสุดคือธุรกิจประมูลงานศิลปะที่เธอชื่นชอบ และยังทำคลิปวิดีโอสั้นๆ ว่าด้วยเรื่องต่างๆ จากมุมมองของผู้หญิง เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า

“ริก้าเริ่มทำคลิปขำๆ จากเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร ที่พอปล่อยไปแล้วมีคนเข้ามาด่าเพียบ แต่ยิ่งถูกด่า คนก็ยิ่งเข้ามาดู ไปตลาดคนก็ทัก ไปหาหมอเขาก็ทัก จนตอนนี้ริก้ายังทำคลิปเพราะอยากให้ทุกคนที่มักจะคิดว่า 60 แล้วจะแย่ ทำอะไรไม่ได้เหมือนก่อน ไม่ใช่!!! ริก้าทำคลิปขึ้นมาเพราะอยากให้ทุกคนคิดอีกมุมหนึ่งว่า 60+ มีแต่สิ่งดีๆ หลายอย่างเลย ริก้าแฮปปี้กับตัวเอง ตอนเด็กๆ เราอาจจะมีปมด้อยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ตอนนี้ 60 แล้วไม่มีละ เพราะเราอยู่กับตัวเองมา 60 ปีแล้ว ไอแฮปปี้แล้ว

“ริก้าไปหาหมอ anti-aging ก่อนหน้านี้จะรู้สึกเฉื่อย ไม่อยากออกไปไหนเลย หมอก็เลยงดฮอร์โมน แต่ให้ทาเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนตอนกลางคืน เพื่อป้องกันกระดูกพรุน ตอนนี้เลยไม่เฉื่อยแล้ว และออกกำลังข้อต่อทุกวัน ยกเวทนิดหน่อย เพราะเราอายุมากแล้ว

“และข้อดีอีกอย่างของวัย 60+ ก็คือความจำเราจะสั้น ไม่ว่าใครทำอะไรให้เรารู้สึกหงุดหงิด ผ่านไปพักเดียวก็ลืม จำอะไรไม่ได้ นี่เป็นข้อดี เพราะทำให้เรารู้สึกแฮปปี้ตลอดเวลา เรายังสามารถดูแลตัวเอง ยังรักสวยรักงาม มีพลังมากพอที่จะทำอะไรได้อีกเยอะ ยังสร้างบ้านได้อีก (หัวเราะ) ริก้ายังมีที่อยู่บางปะกง ซึ่งจะทำบ้านเป็นโปรเจคท์ต่อไป และยังต้องรีโนแวทบ้านในซอย 53 อีก”

ส่วนเรื่องการวางแผนเก็บเงินในวัย 60+ คุณริก้าบอก HELLO! ว่า ตอนเธอเป็นสาวมองว่าคนอายุ 60 เป็นคนแก่หมดเลย ทำให้เธอวางแผนออมเงินไว้ถึงแค่ 60 เพราะเธอคิดว่าถ้าอายุครบ 60 เมื่อไรจะไม่ทำอะไรอีกแล้ว จะอยู่กับบ้าน และสังขารคงชรามาก เพราะยุคนั้นคนอายุ 60 จะเข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จึงออมเงินไว้เที่ยวจนถึงแค่วัย 60 หลังจากนั้นจะหยุดเที่ยว

“แต่แล้ววันหนึ่งตื่นมาถึงได้คิดว่า Oh! my god. พฤศจิกายนปีนี้ริก้าจะครบ 60 เต็ม ฉันจะ 60 แล้ว แต่ฉันยังแข็งแรง ยังอยากเที่ยวอยู่ เงินที่เซฟไว้ไม่พอ อันที่จริงก่อนหน้านี้ริก้าเกษียณไปรอบหนึ่งแล้ว ไม่ทำอะไรเลย ตอนนี้ต้องลุกขึ้นมาทำงานอีก เพราะไม่อยากให้ลูกจ่ายให้เรา อย่างเวลาไปเที่ยวแก็บบี้ก็ช่วยออกให้ เพราะเขามีรายได้จากการทำงานกับพ่อเขา และเขายังไม่มีครอบครัว ลีโอมีครอบครัวแล้วแต่ไปญี่ปุ่นลีโอก็ช่วยจ่าย แต่เราก็อยากเที่ยวของเราเอง ก็เลยกลับมาทำงานอีกหน เพื่อจะเก็บเงิน

“ตอนนี้ก็ต้องคิดใหม่แล้ว เราต้องเก็บเงินให้ได้ถึงอายุสัก 80 โดยที่เราต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ทว่า 80 แล้วเรายังเที่ยวได้ ก็เลยต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เผื่อเรานึกอยากเที่ยวหรืออยากทำอะไรขึ้นมา จากที่เมื่อก่อนเคยใช้เงินไปเรื่อยๆ ไม่คิดมาก ตอนนี้เริ่มคิดแล้ว เพราะฉันอาจจะอยู่ถึง 100 ปีก็ได้ (หัวเราะ) ใครจะไปรู้ แล้วถ้าฉันไม่สบายขึ้นมาละ

“ก็เลยต้องซื้อประกันชีวิตเพิ่ม เพราะกรมธรรม์เดิมคุ้มครองถึงแค่อายุ 60 เมื่อสองปีที่แล้วถึงเพิ่งมาคิดใหม่ ว่าเดี๋ยวนี้เข้าโรงพยาบาลทีจ่ายเป็นล้านเลยนะ แค่เข้าไอซียูโดยไม่ต้องผ่าตัดก็ 5-6 แสนบาทแล้ว พออายุสัก 90 ยังไงก็ต้องเข้าไอซียู ก็เลยคุยกับประกันว่าจะขยายความคุ้มครองจนถึง 99 ปี

“เพราะเดี๋ยวนี้การแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้น พ่อแม่เราอายุยืน และเราต้องดูแลพ่อแม่ ตอนนี้แม่ริก้าอายุ 91 แล้ว อยู่กับริก้าที่บ้าน ริก้าก็เลยให้คุณหมอมาดูแลถึงบ้านเลยพร้อมกับพยาบาล ไม่ได้รักษา แต่เพื่อประคับประคองไม่ให้ล้มป่วย ไม่มีโรคแทรก โดยมาที่นี่เดือนละครั้ง หรือถ้าไม่เป็นอะไร ก็มาสามสี่เดือนครั้ง ค่าใช้จ่ายก็เลยไม่สูง ริก้าบอกลูกๆ ไว้เลยว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับหม่ามี้ ขออยู่ที่บ้านกับหมานะ”

เจ้าของบ้านสาวจบคำพูดด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง HELLO! เหมือนจะเห็นบรรดารูปปั้นอดีตสุนัขที่คุณริก้าเคยเลี้ยงและหมดอายุแล้วกระดิกหางแข่งกับสุนัขที่ยังมีชีวิตของเธอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...