โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“ผบ.ทหารสูงสุด” โชว์ปึ้ก ยกคณะเยือนเวียดนาม หารือความมั่นคงในภูมิภาค ปราบ สแกมเมอร์

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 12.16 น.

“ผบ.ทหารสูงสุด” โชว์ปึ้ก ยกคณะเยือนเวียดนาม พบ ประธาน เสธ.ร่วม เวียดนาม หารือความมั่นคงในภูมิภาค -ปราบ สแกมเมอร์ แจง เหตุพิพาทไทย-กัมพูชา ยัน ทหารไทยต้องปกป้องอธิปไตยจากการรุกรานคุ้มครองรักษาความปลอดภัยประชาชนตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นผืนแผ่นดินในราชอาณาจักรไทยมาโดยตลอด ไทยจะไม่รุกรานประเทศอื่น และจะตอบโต้การรุกรานเท่าที่จำเป็น ชี้ ฝ่ายไทย เสนอ ปรับลดกำลังเผชิญหน้า -นำอาวุธยิงระยะไกล กลับสู่ที่ตั้งปกติ -เจรจาทวิภาคี

พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2568

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้เข้าสักการะและวางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานทหารกล้าบั๊กเซิน และสุสานประธานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์และเกียรติยศของประเทศเวียดนาม

ก่อนจะเข้าร่วมพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ กระทรวงกลาโหมเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ พลเอก เหงวี๋ยน เติน เกือง ประธานคณะเสนาธิการทหาร กองทัพเวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในโลกและในภูมิภาค

รวมถึงประเด็นความมั่นคงร่วมกัน เช่น ความตึงเครียดในพื้นที่ทางทะเล ความร่วมมือในกรอบอาเซียน ความท้าทายด้านชายแดนของประเทศในอาเซียน กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กล่าวเน้นย้ำ แสดงความชื่นชมจิตวิญญาณของบรรพบุรุษชาวเวียดนามที่เสียสละแม้ชีวิตในการปกป้องประเทศ คำกล่าวที่อนุสรณ์สถานโฮจิมินห์ ที่กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งอื่นใดที่มีค่าไปกว่า อิสรภาพและเสรีภาพ” นับว่าสำคัญยิ่งต่อความรักชาติของชาวเวียดนาม

สถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความอ่อนไหวสูง เราจะต้องติดตามและเรียนรู้ร่วมกัน

ไทยมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคต่างๆ - ไทยสนับสนุนแนวทางของอาเซียนในการแก้ปัญหาความไม่สงบในประเทศเมียนมา และต้องร่วมมือกันในการปราบปรามยาเสพติด/การค้ามนุษย์/การหลอกลวงทางเทคโนโลยี (scam center)

สถานการณ์ชายแดนไทยมีจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยจากการรุกรานและคุ้มครองรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นผืนแผ่นดินในราชอาณาจักรไทยมาโดยตลอด ไทยจะไม่รุกรานประเทศอื่น (non-aggression) และจะตอบโต้การรุกรานเท่าที่จำเป็น (proportional response)

ฝ่ายไทยเสนอที่จะคลี่คลายสถานการณ์ผ่านขั้นตอนของการปรับลดกำลังเผชิญหน้าและนำอาวุธยิงระยะไกล กลับสู่ที่ตั้งปกติ ดำรงการเจรจาในลักษณะทวิภาคีระดับพื้นที่และระดับกระทรวงกลาโหม ดำรงความสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศตามแนวชายแดนเพื่อความผาสุขของทั้งสองประเทศ

ไทยและเวียดนาม เคยมีบทบาทที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อยุติความรุนแรงภายใน ช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมต่อผู้ลี้ภัยสงคราม (humanitarian assistance) ก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน สนับสนุนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ (UN) และส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งเป็นบทบาทที่น่ายกย่องเพราะเป็นความร่วมมือที่นำสันติภาพมาสู่ภูมิภาคนี้

โดย ขอให้เวียดนามร่วมมือ ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ scam center

พร้อม ชื่นชมการพึ่งพาตนเองในเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเวียดนาม และ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือน การฝึกศึกษา การฝึกร่วมทาง บก/เรือ/อากาศ การลาดตระเวนร่วม การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับฟังความคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ของกองทัพเวียดนามที่ผ่านช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งมาอย่างยาวนานถึง 40 ปี ได้แสดงความยินดีในวาระครบรอบ 50 ปีของการรวมชาติ

กล่าวชื่นชมต่อหลักนโยบายป้องกันประเทศ “4 ไม่” ของเวียดนาม ซึ่งประกาศในสมุดปกขาวด้านความมั่นคงปี 2019 โดยการ-ไม่เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรทางทหารกับต่างชาติ
- การไม่เข้าข้างฝ่ายใดเพื่อเป็นปรปักษ์กับประเทศที่สาม
- การไม่ยินยอมให้มีฐานทัพต่างชาติในประเทศเพื่อโจมตีอีกประเทศหนึ่ง
- การไม่ใช้กำลังข่มขู่ประเทศอื่นในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ซึ่งสะท้อนจุดยืนที่มุ่งรักษาสันติภาพ ความเป็นกลาง และเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างยั่งยืน หากไทยและเวียดนามยึดถือหลักการนี้ร่วมกันอย่างมั่นคง ก็จะช่วยส่งเสริมความสงบสุข ความไว้วางใจ และความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาคได้เป็นอย่างดี

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้กล่าวชื่นชมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเวียดนาม โดยเฉพาะความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีความมั่นคงที่ทันสมัยของ บริษัทViettel (ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงกลาโหมเวียดนาม)

พร้อมแสดงความประสงค์ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ไทยและเวียดนามยังมีความร่วมมือทางทหารในระดับเหล่าทัพอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชุมฝ่ายเสนาธิการระดับอาวุโส (Senior Staff Talk : SST) การแลกเปลี่ยนนายทหาร การใช้เครื่องบินฝึกแบบเดียวกันระหว่างกองทัพอากาศ และการลาดตระเวนร่วมตามแนว KC-Line ระหว่างกองทัพเรือปีละ 2 ครั้ง ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความมั่นคงร่วมกัน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความเป็นเอกภาพของอาเซียน (ASEAN Centrality) ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ พร้อมผลักดันให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระดับสูงไทย-เวียดนาม (High-Level Committee: HLC) ในระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภายในปีนี้ เพื่อยกระดับกลไกความร่วมมือด้านกลาโหมให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวเชิญเวียดนามเข้าร่วมการประชุม Chief of Defence Forces (CHOD) Conference 2025 ซึ่งประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งได้เชิญประธานคณะเสนาธิการทหาร กองทัพเวียดนาม เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสอันเหมาะสม เพื่อสานต่อความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...