โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯ – จีน เห็นพ้องลดภาษี 115% สงบศึกการค้า 90 วัน มีผล 14 พ.ค.นี้

efinanceThai

เผยแพร่ 13 พ.ค. 2568 เวลา 01.48 น.

สหรัฐฯ จีน เห็นพ้องลดภาษี 115% สงบศึกการค้า 90 วัน มีผล 14 พ.ค.นี้

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 พ.ค. 68 8:48: น.

สหรัฐฯ และจีน มีมติเห็นชอบลดภาษีระหว่างกันเป็นเวลา 90 วัน โดยฝ่ายจีนจะลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ บางส่วน ลงเหลือ 10% จาก 125% ขณะที่สหรัฐฯ จะลดภาษีให้จีนเหลือ 30% จาก 145%โดยจะเริ่มในวันที่ 14 พ.ค. นี้ หลังการแถลงผลเจรจาการค้าเบื้องต้นระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองฝ่าย ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์วานนี้ (12 พ.ค.)

ทั้งนี้ การเจรจาดังกล่าวสร้างเซอร์ไพรส์ไปทั่วโลก ท่ามกลางความพยายามในการแก้ไขปัญหาสงครามการค้าที่ดำเนินมาหลายเดือน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะลดภาษีตอบโต้ลง 115% อย่างไรก็ดี ภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บจากจีน ในอัตรา 20% จะยังคงมีผลต่อไป

นอกจากนี้ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนจะระงับหรือยกเลิกมาตรการตอบโต้ที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งบังคับใช้กับสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในมาตรการตอบโต้เหล่านี้ครอบคลุมการจำกัดส่งออกแร่แรร์เอิร์ธไปยังสหรัฐฯ, การจัดทำรายชื่อบริษัทอเมริกันบางแห่งเข้าบัญชีรายชื่อนิติบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ และบัญชีควบคุมการส่งออก รวมไปถึงการเปิดฉากสอบสวนบริษัทเคมีของสหรัฐฯ DuPont ฐานผูกขาดตลาด

แถลงการณยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตระหนักดีถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ยั่งยืนในระยะยาว และให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ในช่วงที่ผ่านมา สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนแล้ว ในฝั่งสหรัฐฯ นั้น มีรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสแรก หดตัว 0.3% เป็นครั้งแรกในรอบสามปี หรือตั้งแต่ต้นปี 2022 เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่มาตรการขึ้นภาษีจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ขณะที่การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ ร่วงลง 21% ในเดือนเม.ย. ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ของประเทศ โดยกิจกรรมภาคการผลิตของจีนหดตัวมากที่สุดในรอบ 16 เดือนในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหลังจากที่จีนและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงว่า จีนตกลงยอมเปิดทาง โดยทรัมป์ให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับพัฒนาการที่เกิดขึ้น แต่กล่าวว่า อาจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นจากการเจรจาการค้าระดับสูงระหว่างสองมหาอำนาจ โดยทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า เราต้องทำให้ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนจะลงนามในคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการกำหนดราคายาของสหรัฐฯ

จัดตั้งกลไกเดินหน้าเจรจา

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบจัดตั้งกลไกเพื่อเดินหน้าหารือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าต่อไป โดยมีนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีของจีน, นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เป็นผู้นำในการเจรจา

แถลงการณ์ระบุว่า การหารือเหล่านี้สามารถดำเนินการสลับกันในจีนและสหรัฐฯ หรือประเทศที่สาม ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน ซึ่งหากจำเป็น ทั้งสองฝ่ายอาจดำเนินการปรึกษาหารือในระดับปฏิบัติการเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าที่เกี่ยวข้อง

ในการแถลงข่าวที่นครเจนีวา เบสเซนต์กล่าวว่า คณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ไม่มีฝ่ายใดต้องการแยกขาดออกจากกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นจากภาษีที่สูงมากเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการคว่ำบาตร ซึ่งไม่มีฝ่ายใดต้องการให้เป็นเช่นนั้น เราต้องการทำการค้า ต้องการความสมดุลในการค้ามากขึ้น ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายมีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น

ด้านโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจาและหารือที่มีจุดยืนเดียวกัน เพื่อวางรากฐานและกำหนดเงื่อนไขเพื่อประสานช่องว่างและกระชับความร่วมมือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ท่าทีของจีนในเชิงบวกและมีความหวังแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากแถลงการณ์ในประเด็นความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งจีนแสดงจุดยืนที่พร้อมท้าทาย โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีนำเข้าต่อจีนทั้งหมดก่อน จึงจะยอมร่วมโต๊ะเจรจา ซึ่งความคืบหน้าครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แม้จะชั่วคราวก็ตามเรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เบสเซนต์พยายามเลี่ยงความคาดหวังของผลการเจรจา โดยระบุว่า เป้าหมายของตนเองในการเจรจาครั้งนี้คือ เพื่อลดระดับความตึงเครียด ไม่ใช่การบรรลุข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ เนื่องจากสหรัฐฯ และจีนอยู่ในภาวะชะงักงันตั้งแต่ทรัมป์บังคับใช้ภาษีศุลกากร

ที่มา CNN และ CNBC

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...