โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่กว่า 8 หมื่นล้านบาท ชู สินเชื่อบ้านผู้สูงวัยรับ Aging Society

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 02.15 น.

ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่แล้วกว่า 8 หมื่นล้านบาท มั่นใจปี 68 ปล่อยได้ตามเป้า 2.41 แสนล้านบาท ชูสินเชื่อบ้านเพื่อผู้สูงวัย รับ Aging Society เผยคุณสู้เราช่วยเข้าร่วมแล้ว 22% ส่วนใหญ่เลือกเข้ามาตรการช่วยเหลือของธนาคาร

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ยังคงเดินหน้าดำเนินการตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ควบคู่กับบทบาทในการเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลอดระยะเวลากว่า 71 ปี ธอส.ทำให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4.6 ล้านครอบครัว

โดยผลการดำเนินงาน (ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2568) ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้วกว่า 80,000 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 30.75% คิดเป็น 35% ของเป้าหมายในปี 2568 ที่ตั้งไว้ที่ 241,780 ล้านบาท ยังคงครองแชมป์สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) 42.8% ณ ไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 แม้ว่ามีเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นแต่มีผลกระทบระยะสั้น แต่ยอดการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม ธอส.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เป็นว่าประชาชนยังคงเชื่อมั่นและต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งมีปัจจัยบวกมาจากการจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำที่หลากหลายและตรงกับความต้องการของลูกค้ารวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การประกาศใช้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ในการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

การปล่อยสินเชื่อของธอส. มาจากกลุ่มรายได้ประจำเป็นหลัก อย่างไรก็ตามธอส. ได้พยายามปล่อยสินเชื่อในกลุ่มอาชีพอิสระด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันต้องให้สินเชื่ออย่างระมัดระวังเนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มมีความไม่มั่นคง ดังนั้นธอส. ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านรายได้ของผู้กู้ด้วย

อย่างไรก็ตามเรามั่นใจว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะ ธอส. มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านที่ครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้ปานกลาง ประกอบกับในปีนี้ยังมีการออกสินเชื่อใหม่ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย

ทั้งนี้ในส่วนของกำไรของธนาคารในปีนี้คาดว่าจะลดลงซึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและมาตรการลดดอกเบี้ยของธนาคารเพื่อช่วยลูกค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ

“กำไรของธนาคารในปีนี้คาดว่าจะลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ขณะที่ดอกเบี้ยสินเชื่อใหม่ของธอส. อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ประกอบกับการที่ธนาคารได้ออกมาตรการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยลูกค้าในบางกลุ่มส่วนนี้ก็กระทบกับกำไรขาดทุนของธนาคาร แต่ก็อยู่ในภาวะที่เรายอมรับได้เพื่อแลกกับการที่ทำให้คนไทยมีบ้านและดำรงชีวิตอยู่ได้”

ขณะเดียวกัน ธอส. ยังจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อและมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของ ธอส. อย่างเต็มที่ หลังจากได้รับมอบนโยบายจากกระทรวงการคลัง

ซึ่ง ธอส. ได้จัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2568 ประกอบด้วย

(1) สินเชื่อบ้าน Premier Home : หนุนกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยวงเงินตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป ให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ขยายตัวดีขึ้น กรอบวงเงิน 3,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้น 1.79% ต่อปีกรณีลูกค้าที่มีความประสงค์ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA / MLTA) หรือฟรีค่าจดจำนองสูงสุด 200,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดนาน 40 ปี

(2) มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC3) : ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่ม SM เพื่อเป็นการลดจำนวน NPL ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ของธนาคารที่ยังคงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจให้สามารถผ่อนชำระหนี้เงินกู้ให้ธนาคารต่อไปได้

โดยลูกค้ากลุ่ม SM ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี จะได้รับความช่วยเหลือเดือนที่ 1 - 6 คิดอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก 0% ต่อปี โดยผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาทต่อเดือน เดือนที่ 7 - 9 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90 % +100 บาท และเดือนที่ 10 -12 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 3.90 % +100 บาท กรณีลูกค้าชำระเกินที่ธนาคารกำหนดให้นำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ (หากมี)

(3) สินเชื่อซ่อม - แต่ง และสินเชื่อซ่อม - แต่ง Plus : เพิ่มเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น

โดยลูกค้าปัจจุบันของ ธอส. ที่มีการผ่อนชำระหนี้เงินกู้กับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และมีประวัติการผ่อนชำระที่ดีสม่ำเสมอทุกเดือนไม่น้อยกว่า 12 เดือน กรอบวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ให้กู้เพิ่มรวมวงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท / ราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.00% ต่อปี และอีก 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 - 3 เท่ากับ 1.99% ต่อปี และปีที่ 4 – 5 เท่ากับ 3.50% ต่อปี

สำหรับลูกค้าปัจจุบันของธนาคารที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อปรับปรุง ต่อเติม หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย อาทิ รีโนเวทบ้านใหม่ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือติดตั้ง Solar Roof ยื่นกู้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน

“เราคาดว่าวงเงินสินเชื่อซ่อม-แต่ง และ สินเชื่อ ซ่อง- แต่ง Plus จะเต็มวงเงิน 10,000 ล้านบาท ภายในปีนี้”

(4) สินเชื่อ Pre Finance Premium : เพิ่มวงเงินสินเชื่อพัฒนาโครงการ (Pre Finance) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ทำเลที่มีศักยภาพ 27 จังหวัด ที่ต้องการซื้อที่ดิน ก่อสร้างอาคาร พัฒนาสาธารณูปโภค และค้ำประกันที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดทำโครงการ อัตราดอกเบี้ยปีแรก เท่ากับ 3.90% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 4.40% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4.60% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 4.30% ปีที่ 4 - 5 เท่ากับ MLR (อัตราดอกเบี้ย MLR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.10%)

นายกมลภพ เปิดเผยว่า ธอส. มีแนวทางในการดำเนินงานของธนาคารในอนาคตตามโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ ที่มุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Bank) โดยเน้นให้ความสำคัญกับการมีที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพของลูกค้ากลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้สูงอายุรองรับสังคมผู้สูงวัย (Aging Society)

โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับสังคมสูงวัย อาทิ

(1) โครงการบ้าน ธอส. สร้างสุขเพื่อผู้สูงวัย ปี 2568 อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 1.90% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรก 2.50% กู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้ 40 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้น 4,600 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่ต้องการกู้เพื่อต่อเติม ขยาย หรือซ่อมแซมบ้านตามแบบบ้านผู้สูงอายุ และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย

(2) โครงการสินเชื่อ Aging Home ปี 2568 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 10 ปี เท่ากับ 4.25% ต่อปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้น 4,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

โดยต้องกู้ร่วมกับบุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป รวมระยะเวลากู้สูงสุด 70 ปี เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น (รีไฟแนนซ์) ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมกับการขอกู้ในวัตถุประสงค์หลัก และชำระหนี้พร้อมรีไฟแนนซ์

(3) โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage : RM) สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปี แต่ไม่เกิน 80 ปี สามารถนำที่อยู่อาศัยของตนเองที่ปลอดจำนองมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ

โดยไม่พิจารณารายได้ของผู้กู้ วงเงินให้กู้สูงสุดต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 10 ล้านบาท กรณีที่ดินพร้อมอาคาร ให้กู้ไม่เกิน 50% ของราคาประเมินที่ดินและอาคาร กรณีห้องชุด ให้กู้ไม่เกิน 30% ของราคาประเมินห้องชุด อัตราดอกเบี้ย 6.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา ระยะเวลาการให้กู้สูงสุดไม่เกิน 25 ปี

“คาดว่าในปีนี้ จะมียอดการใช้วงเงินใน 3 โครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 20-30% อย่างไรก็ตาม นอกจาก 3 ผลิตภัณฑ์นี้ ธอส. ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อผู้สูงอายุอีก 3 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งยอดใช้วงเงินก็จะกระจายไปในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย”

นายวิทยา แสนภักดี รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า NPL ของธอส. ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 4.95% ส่วนแนวโน้มในครึ่งหลังของปี 2568 แนวโน้ม NPL ทยอยลดลง โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ที่ไม่เกิน 5.13%

“NPL ที่อยู่ในช่วง Worse Case ของปีที่แล้ว ขึ้นไปสูงถึง 6% กว่า แต่ด้วยมาตรการที่เราออกมาช่วยลูกหนี้เพื่อให้รักษาบ้านเอาไว้ได้ ทำให้ NPL สิ้นปี 67 ของเราอยู่ที่ 4.95%”

ในส่วนของการขาย NPL โดยปกติแล้วธอส. จะขายเฉพาะลูกหนี้ที่ติดต่อไม่ได้แล้ว เนื่องจากไม่ต้องการฟ้องลูกหนี้ โดยธอส. ขาย NPL ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขายครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี วงเงิน 4,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปี 2568 ธอส. ยังไม่มีแผนการขาย NPL

ด้านการเข้าร่วมมาตรการคุณสู้เราช่วย ธอส. มีลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ร่วมมาตรการได้ 330,000 ราย ปัจจุบันเข้าร่วมโครงการแล้ว 22% โดยกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการเนื่องจากส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของธอส. แล้ว

“สิ่งที่สำคัญคือใน 330,000 ราย ที่มีปัญหา หรือ เข้าเกณฑ์โครงการคุณสู้เราช่วยได้ ธอส. ได้ติดต่อลูกค้ากลุ่มนี้ได้ครบแล้วทุกราย และได้ให้ลูกค้าเลือกว่าจะเข้ามาตรการไหน”

สำหรับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ นายวิทยา เปิดเผยว่า ธอส. ประเมินว่ามาตรการภาษีทรัมป์จะกระทบผู้ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15% ซึ่งจะกระทบมายังลูกค้าที่ทำงานในบริษัทเหล่านั้น อย่างไรก็ตามธอส. ได้เตรียมแนวทางการบริหารจัดการเอาไว้แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...