ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่กว่า 8 หมื่นล้านบาท ชู สินเชื่อบ้านผู้สูงวัยรับ Aging Society
ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่แล้วกว่า 8 หมื่นล้านบาท มั่นใจปี 68 ปล่อยได้ตามเป้า 2.41 แสนล้านบาท ชูสินเชื่อบ้านเพื่อผู้สูงวัย รับ Aging Society เผยคุณสู้เราช่วยเข้าร่วมแล้ว 22% ส่วนใหญ่เลือกเข้ามาตรการช่วยเหลือของธนาคาร
นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ยังคงเดินหน้าดำเนินการตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ควบคู่กับบทบาทในการเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลอดระยะเวลากว่า 71 ปี ธอส.ทำให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4.6 ล้านครอบครัว
โดยผลการดำเนินงาน (ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2568) ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้วกว่า 80,000 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 30.75% คิดเป็น 35% ของเป้าหมายในปี 2568 ที่ตั้งไว้ที่ 241,780 ล้านบาท ยังคงครองแชมป์สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) 42.8% ณ ไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 แม้ว่ามีเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นแต่มีผลกระทบระยะสั้น แต่ยอดการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม ธอส.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เป็นว่าประชาชนยังคงเชื่อมั่นและต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งมีปัจจัยบวกมาจากการจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำที่หลากหลายและตรงกับความต้องการของลูกค้ารวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การประกาศใช้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ในการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
การปล่อยสินเชื่อของธอส. มาจากกลุ่มรายได้ประจำเป็นหลัก อย่างไรก็ตามธอส. ได้พยายามปล่อยสินเชื่อในกลุ่มอาชีพอิสระด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันต้องให้สินเชื่ออย่างระมัดระวังเนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มมีความไม่มั่นคง ดังนั้นธอส. ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านรายได้ของผู้กู้ด้วย
อย่างไรก็ตามเรามั่นใจว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะ ธอส. มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านที่ครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้ปานกลาง ประกอบกับในปีนี้ยังมีการออกสินเชื่อใหม่ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย
ทั้งนี้ในส่วนของกำไรของธนาคารในปีนี้คาดว่าจะลดลงซึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและมาตรการลดดอกเบี้ยของธนาคารเพื่อช่วยลูกค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ
“กำไรของธนาคารในปีนี้คาดว่าจะลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ขณะที่ดอกเบี้ยสินเชื่อใหม่ของธอส. อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ประกอบกับการที่ธนาคารได้ออกมาตรการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยลูกค้าในบางกลุ่มส่วนนี้ก็กระทบกับกำไรขาดทุนของธนาคาร แต่ก็อยู่ในภาวะที่เรายอมรับได้เพื่อแลกกับการที่ทำให้คนไทยมีบ้านและดำรงชีวิตอยู่ได้”
ขณะเดียวกัน ธอส. ยังจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อและมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของ ธอส. อย่างเต็มที่ หลังจากได้รับมอบนโยบายจากกระทรวงการคลัง
ซึ่ง ธอส. ได้จัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2568 ประกอบด้วย
(1) สินเชื่อบ้าน Premier Home : หนุนกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยวงเงินตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป ให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ขยายตัวดีขึ้น กรอบวงเงิน 3,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้น 1.79% ต่อปีกรณีลูกค้าที่มีความประสงค์ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA / MLTA) หรือฟรีค่าจดจำนองสูงสุด 200,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดนาน 40 ปี
(2) มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC3) : ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่ม SM เพื่อเป็นการลดจำนวน NPL ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ของธนาคารที่ยังคงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจให้สามารถผ่อนชำระหนี้เงินกู้ให้ธนาคารต่อไปได้
โดยลูกค้ากลุ่ม SM ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี จะได้รับความช่วยเหลือเดือนที่ 1 - 6 คิดอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก 0% ต่อปี โดยผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาทต่อเดือน เดือนที่ 7 - 9 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90 % +100 บาท และเดือนที่ 10 -12 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 3.90 % +100 บาท กรณีลูกค้าชำระเกินที่ธนาคารกำหนดให้นำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ (หากมี)
(3) สินเชื่อซ่อม - แต่ง และสินเชื่อซ่อม - แต่ง Plus : เพิ่มเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น
โดยลูกค้าปัจจุบันของ ธอส. ที่มีการผ่อนชำระหนี้เงินกู้กับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และมีประวัติการผ่อนชำระที่ดีสม่ำเสมอทุกเดือนไม่น้อยกว่า 12 เดือน กรอบวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ให้กู้เพิ่มรวมวงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท / ราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.00% ต่อปี และอีก 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 - 3 เท่ากับ 1.99% ต่อปี และปีที่ 4 – 5 เท่ากับ 3.50% ต่อปี
สำหรับลูกค้าปัจจุบันของธนาคารที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อปรับปรุง ต่อเติม หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย อาทิ รีโนเวทบ้านใหม่ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือติดตั้ง Solar Roof ยื่นกู้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน
“เราคาดว่าวงเงินสินเชื่อซ่อม-แต่ง และ สินเชื่อ ซ่อง- แต่ง Plus จะเต็มวงเงิน 10,000 ล้านบาท ภายในปีนี้”
(4) สินเชื่อ Pre Finance Premium : เพิ่มวงเงินสินเชื่อพัฒนาโครงการ (Pre Finance) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ทำเลที่มีศักยภาพ 27 จังหวัด ที่ต้องการซื้อที่ดิน ก่อสร้างอาคาร พัฒนาสาธารณูปโภค และค้ำประกันที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดทำโครงการ อัตราดอกเบี้ยปีแรก เท่ากับ 3.90% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 4.40% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4.60% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 4.30% ปีที่ 4 - 5 เท่ากับ MLR (อัตราดอกเบี้ย MLR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.10%)
นายกมลภพ เปิดเผยว่า ธอส. มีแนวทางในการดำเนินงานของธนาคารในอนาคตตามโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ ที่มุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Bank) โดยเน้นให้ความสำคัญกับการมีที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพของลูกค้ากลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้สูงอายุรองรับสังคมผู้สูงวัย (Aging Society)
โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับสังคมสูงวัย อาทิ
(1) โครงการบ้าน ธอส. สร้างสุขเพื่อผู้สูงวัย ปี 2568 อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 1.90% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรก 2.50% กู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้ 40 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้น 4,600 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่ต้องการกู้เพื่อต่อเติม ขยาย หรือซ่อมแซมบ้านตามแบบบ้านผู้สูงอายุ และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย
(2) โครงการสินเชื่อ Aging Home ปี 2568 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 10 ปี เท่ากับ 4.25% ต่อปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้น 4,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
โดยต้องกู้ร่วมกับบุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป รวมระยะเวลากู้สูงสุด 70 ปี เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น (รีไฟแนนซ์) ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมกับการขอกู้ในวัตถุประสงค์หลัก และชำระหนี้พร้อมรีไฟแนนซ์
(3) โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage : RM) สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปี แต่ไม่เกิน 80 ปี สามารถนำที่อยู่อาศัยของตนเองที่ปลอดจำนองมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ
โดยไม่พิจารณารายได้ของผู้กู้ วงเงินให้กู้สูงสุดต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 10 ล้านบาท กรณีที่ดินพร้อมอาคาร ให้กู้ไม่เกิน 50% ของราคาประเมินที่ดินและอาคาร กรณีห้องชุด ให้กู้ไม่เกิน 30% ของราคาประเมินห้องชุด อัตราดอกเบี้ย 6.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา ระยะเวลาการให้กู้สูงสุดไม่เกิน 25 ปี
“คาดว่าในปีนี้ จะมียอดการใช้วงเงินใน 3 โครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 20-30% อย่างไรก็ตาม นอกจาก 3 ผลิตภัณฑ์นี้ ธอส. ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อผู้สูงอายุอีก 3 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งยอดใช้วงเงินก็จะกระจายไปในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย”
นายวิทยา แสนภักดี รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า NPL ของธอส. ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 4.95% ส่วนแนวโน้มในครึ่งหลังของปี 2568 แนวโน้ม NPL ทยอยลดลง โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ที่ไม่เกิน 5.13%
“NPL ที่อยู่ในช่วง Worse Case ของปีที่แล้ว ขึ้นไปสูงถึง 6% กว่า แต่ด้วยมาตรการที่เราออกมาช่วยลูกหนี้เพื่อให้รักษาบ้านเอาไว้ได้ ทำให้ NPL สิ้นปี 67 ของเราอยู่ที่ 4.95%”
ในส่วนของการขาย NPL โดยปกติแล้วธอส. จะขายเฉพาะลูกหนี้ที่ติดต่อไม่ได้แล้ว เนื่องจากไม่ต้องการฟ้องลูกหนี้ โดยธอส. ขาย NPL ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขายครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี วงเงิน 4,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปี 2568 ธอส. ยังไม่มีแผนการขาย NPL
ด้านการเข้าร่วมมาตรการคุณสู้เราช่วย ธอส. มีลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ร่วมมาตรการได้ 330,000 ราย ปัจจุบันเข้าร่วมโครงการแล้ว 22% โดยกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการเนื่องจากส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของธอส. แล้ว
“สิ่งที่สำคัญคือใน 330,000 ราย ที่มีปัญหา หรือ เข้าเกณฑ์โครงการคุณสู้เราช่วยได้ ธอส. ได้ติดต่อลูกค้ากลุ่มนี้ได้ครบแล้วทุกราย และได้ให้ลูกค้าเลือกว่าจะเข้ามาตรการไหน”
สำหรับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ นายวิทยา เปิดเผยว่า ธอส. ประเมินว่ามาตรการภาษีทรัมป์จะกระทบผู้ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15% ซึ่งจะกระทบมายังลูกค้าที่ทำงานในบริษัทเหล่านั้น อย่างไรก็ตามธอส. ได้เตรียมแนวทางการบริหารจัดการเอาไว้แล้ว