การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (7)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ
: แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (7)
แฟชั่นการคลุมผมสมัยจอมพล ป.
เมื่อกล่าวถึงแฟชั่นในช่วงสงครามแล้ว คนมักจะนึกถึงแต่แฟชั่นการสวมหมวกสมัยรัฐบาลจอมพล ป. ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นสตรีในช่วงสงคราม แต่อีกแฟชั่นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงน้อยในฐานะแฟชั่นช่วงนั้น คือ แฟชั่นคลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมผม ซึ่งกำเนิดขึ้นในช่วงก่อนการรณรงค์ให้สวมหมวกเล็กน้อย หรืออาจเกิดร่วมสมัยกัน
บนหน้าปกนิตยสารโวค ฉบับปี 1942 (2485) ได้นำแฟชั่นการใช้ผ้าคลุมผมมาขึ้นปก แฟชั่นการใช้ผ้าคลุมผมเป็นเครื่องประดับศีรษะนั้น ผู้หญิงในครั้งนั้นแต่งเติมความทันสมัยด้วยพับครึ่งผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนใหญ่ตามแนวทแยงเพื่อสร้างรูปทรงสามเหลี่ยม จากนั้นนำมาพันรอบศีรษะ และมัดปลายผ้าเข้าด้วยกันที่ด้านหลังบริเวณท้ายทอย หากต้องการให้ผ้าโพกผมแน่น ไม่หลุดเลื่อนได้ง่ายๆ ด้วยการหากิ๊บมาหนีบผ้าคลุมติดเข้ากับผมของตนเอง ผู้หญิงสามารถใช้แฟชั่นผ้าคลุมผมให้เข้าชุดได้กับหลายแบบการแต่งกายได้ทำให้การแต่งกายนั้นดูน่ารักและสวยเก๋ขึ้นมาได้อย่างง่ายๆ ในช่วงเวลานั้นหญิงไทยนิยมใช้ผ้าคลุมผม ในสังคมไทยปรากฏภาพอยู่ไม่น้อยบนหน้าปกนิตยสารชั้นนำและภาพถ่ายส่วนตัวร่วมสมัยของไทยในครั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม แฟชั่นการใช้ผ้าคลุมผมกลับมีชีวิตยาวนานกว่าการสวมหมวก ด้วยพลันที่จอมพล ป.สิ้นอำนาจลงในช่วงปลายสงครามนั้น ความนิยมสวมหมวกก็ดูจะเลือนหายไป
แต่แฟชั่นการใช้ผ้าคลุมผมนั้นยังสืบต่อในช่วงหลังสงครามหรือตลอดทศวรรษ 2490 ดังภาพ น.ส.วรรณา รัตนไชยพันธุ์ คุณแม่ของข้าพเจ้าใช้ผ้าคลุมผมของเธอในวัยสาวเมื่อต้นทศวรรษ 2490
แฟชั่นสวมหมวกสมัยสงคราม
ภายหลังที่จอมพล ป.กำชัยชนะในการปฏิวัติการแต่งกายของชายไทยให้เลิกนุ่งกางเกงแพรออกนอกบ้านมานุ่งกางเกงขายาวออกนอกบ้านแทน รวมทั้งการชักชวนให้ชาย-หญิงสวมรองเท้ากันอย่างแพร่หลายผ่านรายการวิทยุชื่อ “นายมั่น-นายคง” สังข์ พัธโนทัย หรือ “นายมั่น” เล่าว่า ต่อมาเขาและพระราชธรรมนิเทศ รับคำสั่งใหม่จากจอมพล ป. ให้ใช้วิทยุเปลี่ยนการแต่งกายของหญิงไทยที่ส่วนใหญ่นุ่งโจงกระเบน บ้างนุ่งซิ่นหรือผ้าถุง ให้นุ่งกระโปรงแบบฝรั่งแทน
ต้นปี 2485 จอมพล ป.เขียนบทความชื่อ “มาลานำไทยเปนมหาอำนาด” (2485) แจงประโยชน์ที่เกิดจากการสวมหมวกว่า “เราจะได้ประโยชน์อะไรจากการมีผู้ชมว่า ไทยเปนชาติที่นิยมการสวมหมวกทั่วถึงทุกคนจนเปนที่หนึ่งในโลกนี้ ขอตอบว่า เราได้ประโยชน์ในการทำให้ชาวต่างประเทสนับถือไนความเปนระเบียบและความสามัคคีของชาติเราและเปนชาติที่มีเกียรติยิ่งกว่าชาติใดๆ ทั้งนี้ก็เท่ากับเราช่วยกันยกย่องหมวกให้เปนเกราะป้องกันเอกราช เปนกำลังหนุนไห้ชาติของเราก้าวสู่การเปนชาติใหย่เร็วยิ่งขึ้น” (สามัคคีไทย, 2486, 10)
เขาเห็นว่า ที่ผ่านมาหมวกในสังคมไทยเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้สวมศีรษะป้องกันแดด กันฝุ่น กันละออง กันฝน กันผมยุ่ง หรืออาจช่วยป้องกันศีรษะล้านได้เท่านั้น คนไทยสวมหมวกมานานแล้ว แต่ “หมวกไม่มีส่วนได้เคยช่วยชาติเลย…แต่บัดนี้เองหมวกจะเข้ามาช่วยส่งเสิมให้ชาติไทยสูงเด่นมีเกียรติและจะเปนสิ่งที่ช่วยให้ชาติไทยเปนมหาอำนาดก็ได้ ถ้าเปนไปได้ พี่น้องชาวไทยทุกคนทั้งเหยิงชายและทุกวัย ควนได้สวมหมวกกันหย่างไม่มียกเว้น ไม่ว่าจะมองไปทิสทางใด ไนที่สาธารณะก็พบแต่คนสวมหมวกและสวมกันหย่างเรียบร้อยเหมาะสมแก่หน้าตา ไม่สักแต่ว่าหยิบหมวกได้ก็สวมสีสะซึ่งจะเปนหย่างไรก็ช่าง ถ้าทำได้ดังนี้ ในสายตาของชาวโลกหรือชาวต่างประเทส ไทยก็จะได้รับความชมเชยว่า เปนชาติที่นิยมการสวมหมวกเรียบร้อยตามคำวิวอนของนายกรัถมนตรีเป็นที่หนึ่งของโลก ไม่มีชาติใดสู้ เปนการสแดงและความเปนน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพวกเราชาวไทยอีกด้วย”
(สามัคคีไทย, 9-10)
สวมหมวกสร้างชาติให้อารยะและผดุงเอกราช
จอมพล ป.เห็นว่า เมื่อประชาชนแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อยอย่างพร้อมเพียงแล้วย่อมสร้างการยอมรับจากมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยแห่งสงครามนี้ “ถ้าพูดถึงงานส้างวงไพบูลย์ของมหาเอเชียในเวลานี้ซึ่งมียี่ปุ่นเปนผู้นำหยู่นั้น ถ้าพี่น้องชาวไทยได้ช่วยผู้นำของท่านโดยสวมหมวกกันให้พร้อมเพรียง เหยิงก็สวมหมวกทุกคนโดยเรียบร้อยด้วย สวยด้วย ประกอบกับกระโปรงก็เหมาะเจาะดี จะแลไปทางใดก็พบแต่ชายแต่งตัวดี มีหมวก เสื้อนอก กางเกง รองเท้า เหยิงก็มีหมวก กระโปรง รองเท้าดังนี้แล้ว ท่านนึกไหมว่า ยี่ปุ่นมหามิตรของไทยจะชมเชยเราเพียงใด และจะยกย่องชาติไทยให้เปนตัวหย่างในในมหาเอเชียนี้เพียงใด
เชื่อว่ายี่ปุ่นอาดยอมให้เราเปนชาติตัวหย่างไนการแต่งกาย ไนการสวมหมวกแก่ชาติอื่นๆ ก็ได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เราคงจะได้แต้มเต็มสิบสองแต้มนั่นเอง ถ้าการเปนหย่างนี้ ท่านเชื่อไหมว่า หมวกหรือจะพูดไห้หมดก็คือ การแต่งกายไห้ถูกต้องตามวัธนธัมนั้น เปนการส้างชาติไห้สูงเด่นยิ่ง อาดถึงกับผดุงเอกราชของชาติได้หย่างดีด้วย” (สามัคคีไทย, 2486, 11)
ในช่วงสมัยสงคราม การปฏิวัติแฟชั่นใหม่ของทั้งชายและหญิงตั้งแต่ด้วยการแต่งกายแบบสมัยใหม่ สวมกางเกง นุ่งกระโปรง สวมรองเท้าและสวมหมวก เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้น ถือเป็นการสร้างชาติให้เป็นอารยะและช่วยรักษาเอกราชของไทย
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ : แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (7)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly