CIB เผยคืบหน้า ปมยักยอกทรัพย์"คดีวัดไร่ขิง" ยัน อดีตเจ้าอาวาส รู้ "อรัญญาวรรณ" เอาเงินไปเล่นการพนัน มากกว่า 800 กว่าล้าน
CIB เผยคืบหน้า ปมยักยอกทรัพย์"คดีวัดไร่ขิง" ยัน อดีตเจ้าอาวาส รู้ "อรัญญาวรรณ" เอาเงินไปเล่นการพนัน มากกว่า 800 กว่าล้าน พร้อมเปิดคลิปเสียง ย้ำความสัมพันธ์ลึกซึ้งของทั้งคู่ ส่วนสำนักพุทธฯ เตรียมยกระดับการตรวจสอบวัด 4 หมื่นวัดทั่วประเทศ
วันนี้ 22 พ.ค. 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.), นายคณพศ หงสาวรางกูร ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.3) และเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดีทุจริตยักยอกเงินวัดไร่ขิง ของ "ทิดแย้ม" หรืออดีตพระธรรมวชิรานุวัตร อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงและเจ้าคณะภาค 14 ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาทุจริตและยักยอกเงินวัดไปเล่นการพนันออนไลน์
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว กล่าวเสริมว่า เมื่อ 7 วันก่อน ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นไปแล้ว และตนได้รับมอบหมายให้มาแถลงความคืบหน้าในวันนี้ โดยยอมรับว่าการสืบสวนเบื้องต้นยังไม่ลงลึกในรายละเอียดเท่าที่ควร จึงได้สั่งการให้สืบสวนเพิ่มเติมอย่างละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลตลอด 7 วันที่ผ่านมา และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มุ่งเน้นการหยุดยั้งการกระทำผิดที่สร้างความเสียหายต่อวัดและประชาชน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และจะนำข้อมูลที่ตรวจพบส่งให้สำนักพุทธฯ นำไปแก้ไขต่อไป
นายสิริพงษ์ ศรีตุลา กล่าวว่า หลังจากเจ้าอาวาสและผู้เกี่ยวข้องมอบตัวและถูกจับกุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทีมสอบสวนได้ขยายผลสืบสวนทุกมิติ ทั้งการหาบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขยายผลทรัพย์สิน และมุ่งเป้าดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง พร้อมแก้ไขปัญหาระยะยาวในการบริหารจัดการวัดไร่ขิงอย่างเต็มระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ย้อนกลับไปในปี 2564 เจ้าหน้าที่ ปปง. ได้ขยายผลจากข้อมูลเบื้องต้นที่พบเงินกว่า 300 ล้านบาท และจากการตรวจสอบพบความผิดปกติที่ไม่สอดคล้องกับคำให้การของผู้ต้องหา จึงส่งรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในคดีนี้ไปยัง ปปง. เพื่อตรวจสอบระบบการรายงานธุรกรรมจากสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสและบุคคลอื่น ๆ ทั้งหมด
สำหรับรายได้ของวัดไร่ขิงที่มีหลายช่องทาง โดยแบ่งออกเป็น 2 บัญชี คือบัญชีวัดและบัญชีมูลนิธิ พบความผิดปกติในบัญชีวัดหลายรายการ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการทำบัญชีที่ไม่โปร่งใส เช่น รายได้จากการเช่าร้านค้า ที่ปกติปีละประมาณ 30 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ปี 2563 เงินไม่ได้ถูกนำเข้าบัญชีวัดตามกระบวนการ แต่กลับถูกนำส่งให้อดีตเจ้าอาวาสแทน ซึ่งตรวจสอบแล้วพบเงินหายไปประมาณ 200 กว่าล้านบาท นอกจากนี้ เงินกฐิน ก็ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสเช่นกัน ส่วนเรื่อง ร้านค้าสวัสดิการ และวัตถุมงคล พบว่าเงินเข้าบัญชีของสองสามีภรรยาผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
พ.ต.ต.ภัทราวุธ อ่อนช่วย ผู้กำกับการ 5 บก.ป. อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของคดีมาจากหนังสือร้องเรียนที่พบว่าพระนำเงินวัดไปใช้ส่วนตัวตั้งแต่หลักหมื่นจนถึง 10 ล้านบาท และมีข้อมูลว่าอดีตเจ้าอาวาสน่าจะนำเงินไปใช้ในทางที่ไม่สุจริต หลังจากได้รับคำสั่ง ผู้การฯ จึงให้สืบสวนลับ จัดตั้งคณะทำงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และเจ้าหน้าที่ภาคสนาม โดยได้เข้าสอบสวนคนในวัดและดูความเชื่อมโยงของผู้กระทำความผิด เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานจึงเชื่อได้ว่าอดีตเจ้าอาวาสยักยอกเงินวัดไปเป็นของส่วนตัวและใช้ในทิศทางที่ไม่เหมาะสม และยังพบว่าเงินถูกโอนให้นางสาวอรัญญาวรรณ ซึ่งหลังจากได้รับเงิน นางสาวอรัญญาวรรณได้นำไปเล่นการพนัน
ในส่วนของการสอบสวนเพิ่มเติมเรื่องบัญชีธนาคารทั้งหมด ทั้งบัญชีของผู้ที่เกี่ยวข้อง วัด และมูลนิธิ รวมทั้งสิ้น 51 บัญชี โดยเป็นบัญชีส่วนตัวของเจ้าอาวาส 21 บัญชี และของนางสาวอรัญญาวรรณ 12 บัญชี โดยเจ้าหน้าที่มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบเงินหมุนเวียนของนางสาวอรัญญาวรรณ พบว่าตั้งแต่ปี 2559 มีเงินหมุนเวียนกว่า 2,000 ล้านบาท โดยมี 4 ช่องทางหลักในการรับเงิน ได้แก่ การฝากเงินสดเข้าบัญชี, การรับเงินอื่น ๆ, การรับโอนเงินจากอดีตพระเอกพจน์ และการรับโอนเงินจากนายฉัตรชัย
นายคณพศ หงสาวรางกูร ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวเสริมว่า ทาง สตง. ได้จัดทีมเข้าร่วมตรวจสอบมูลนิธิของวัดไร่ขิง 3 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ มูลนิธิหลวงพ่อวัดไร่ขิง มีเงินมากที่สุด และพบว่าประธานมูลนิธิคืออดีตเจ้าอาวาสได้กู้ยืมเงินจากมูลนิธิดังกล่าวไป 35 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2563 และคืนเพียง 5 ล้านบาทในปี 2567 นอกจากนี้ยังมีการยืมเงินจากอีก 1 มูลนิธิจำนวน 9 ล้านบาท และมีการคืนไปประมาณ 1.1 ล้านบาท ทำให้รวมแล้วอดีตเจ้าอาวาสเป็นหนี้มูลนิธิรวม 38 ล้านบาท ส่วนบัญชีอื่น ๆ ก็จะต้องตรวจสอบต่อไป
นายสุทธิศักดิ์ สุมน จาก ปปง. กล่าวว่า ความผิดของอดีตเจ้าอาวาสเข้าข่ายเป็น ความผิดมูลฐานการฟอกเงิน จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินเชิงลึก เพื่อดูว่าอดีตเจ้าอาวาส มีข้อมูลการเชื่อมโยงกับใครบ้าง และจากการตรวจสอบรายชื่อพบว่ามีธุรกรรมการเงินจำนวนมากพอสมควร จึงได้ส่งข้อมูลให้ บก.ปปป. (กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ) ทำการวิเคราะห์ตรวจสอบต่อไป
นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวปิดท้ายว่า หลังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สำนักพุทธฯ ได้นำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมมหาเถรสมาคม และได้มีมติ 4 ประการ พี่จะใช้ในการตรวจสอบวัดจำนวน 40,000 วัดทั่วประเทศประกอบไปด้วย 1. จัดตั้งคณะอนุกรรมการวางแนวทางการจัดการทรัพย์สินของวัด โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการ มส. และประธานฝ่ายสาธารณูปการของ มส. เป็นประธาน 2. จัดทำแนวทางบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดให้ทันสมัยและตรวจสอบได้ โดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ 3. รณรงค์ให้ทุกวัดใช้ระบบ E-Donation ในการรับบริจาคจากพุทธศาสนิกชน และ 4. ปรับปรุงโครงสร้างของ พศ. ในการจัดตั้ง กองศาสนสมบัติวัด ขึ้นมาดูแลการจัดการศาสนสมบัติของวัดโดยเฉพาะ
ซึ่งภายหลังจากการแถลงข่าวภาพรวมแล้ว ได้มีการเปิดคลิปเสียงที่ อดีตเจ้าอาวาสคุยกับอรัญญาวรรณโดยเนื้อหา คล้ายกับว่าอรัญวรรณพยายามขอเงินแต่ อดีตเจ้าอาวาส บอกว่าไม่มีเงินจะให้แล้ว ซึ่งน้ำเสียงที่ใช้คุยเป็นน้ำเสียงออดอ้อน
ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ อธิบายว่าคลิปดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อปลายปี 67 นางสาวอรัญญาวรรณพยายามจะขอเงินอดีตเจ้าอาวาสเพื่อจะนำไปใช้ในการเล่นการพนัน โดยในคลิปมีการพูดถึงเงิน 4 งวด จำนวนรวม 2 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่า อดีตเจ้าอาวาสรู้อยู่แล้วว่าอรัญญาวรรณขอเงินเพื่อไปเล่นการพนัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าอดีตเจ้าอาวาสเล่นการพนันด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง
ส่วนแนวทางการสอบสวนพบว่าความสัมพันธ์ ระหว่างอรัญญาวรรณและอดีตเจ้าอาวาสมี 2 ช่วงคือช่วงหวานและช่วงขม ช่วงหวานเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนปี 63 อรัญญาวรรณมีการเข้ามายืมเงินอดีตเจ้าอาวาสจำนวน 5-6 หมื่นบาท จนมีการพัฒนาความสัมพันธ์โดยมีการแลกไลน์กันไว้ และมีการพูดคุยในเชิงชู้สาวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เงินของวัดถูกโอนออกไปเรื่อยๆเช่นเดียวกัน
ส่วนการรู้จักกันเริ่มต้นจากนางสาวอรัญญาวรรณเป็นเด็กที่อาศัยอยู่แถววัดไร่ขิง และเรียนอยู่ในโรงเรียนแถววัด ซึ่งเคยพบหน้าเจ้าอาวาสตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กแล้ว อรัญญาวรรณสมัยยังเป็นเด็กเคยทำกิจกรรมให้กับวัดจนได้เครื่องรางของขลังเป็นแหวนวัดไร่ขิง ซึ่งเจ้าอาวาสเคยบอกไว้ว่าใครที่มีแหวนวัดไร่ขิงหากมีเรื่องเดือดร้อนสามารถเข้ามาขอความช่วยเหลือกับทางวัดได้
จากนั้นช่วงปลายปี 67 คือช่วงที่ความสัมพันธ์ของอดีตเจ้าอาวาสและอรัญญาวรรณเริ่มขื่นขม ซึ่งเป็นช่วงที่อดีตเจ้าอาวาสไม่มีเงินแล้ว ประกอบกับอรัญญาวรรณและแฟนหนุ่มถูกตำรวจไซเบอร์จับกุม ในคดีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ โดยอรัญญาวรรณจะวรรณได้ติดต่อไปหาอดีตเจ้าอาวาสและอ้างว่ามีคลิปที่คุยกับอดีตเจ้าอาวาสในเชิงชู้สาวอยู่ในโทรศัพท์ ถ้าไม่อยากให้คลิปดังกล่าวถูกนำไปเปิดเผย ให้โอนเงินมาให้ตนวิ่งเต้นคดี
ด้าน พ.ต.ท.สิริพงษ์ (ป.ป.ท.) ได้ให้ข้อมูลเสริมว่า อดีตเจ้าอาวาสวัดเป็นเหมือนเจ้าพนักงานที่ต้องควบคุมดูแลทรัพย์สินภายในวัด แต่มีการนำเงิน ออกจากวัดไปให้คนอื่น ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ส่วนทางอรัญญาวรรณที่มีการรับเงินจากอดีตเจ้าอาวาส เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ไม่ถือว่าเป็นการทำความผิดร่วมกัน
จากการตรวจสอบมีการฝากถอนเงินของวัดไปสู่บุคคลอื่นมากกว่า 20,000 รายการ ซึ่งจากประสบการณ์การทำคดี คดีในลักษณะดังกล่าวจะไม่สามารถติดตามนำเงินกลับคืนมาได้ ซึ่งตอนนี้ตรวจพบว่ามีการนำเงินของวัดไปซื้อที่ดิน แถวปากช่องและเขาใหญ่ นอกจากนี้ยังมีบุคคลอื่นที่มาเกี่ยวข้อง การกระทำความผิดนี้อีกซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบในเชิงลึกให้มากขึ้นต่อไป
ขณะที่เรื่องของหมอเตยและแฟนหมอเตย ตรวจสอบเชิงลึกพบว่าทั้งคู่ได้เข้ามารู้จักกับอดีตเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 51 ซึ่งหมอเตยไม่ใช่แพทย์แต่เป็นร่างทรง และทราบว่ามีอิทธิพลอย่างมากในการบริหารจัดการเรื่องเงินภายในวัด ซึ่งอิทธิพลของหมอเตยที่มีต่อเจ้าอาวาสนั้น ตำรวจสอบสวนกลางเองก็อยากจะทราบเหตุผลเช่นเดียวกัน ว่าทำไมหมอเตยถึงมีอิทธิพลมากขนาดนี้
ซึ่งหมอเตยทำหน้าที่ในการจัดการเรื่องร้านค้าสวัสดิการภายในวัด นอกจากนี้ พบว่าอดีตเจ้าอาวาสยังมีการเปิดร้านกาแฟให้กับหมอเตย ซึ่งร้านกาแฟดังกล่าวถูกร้องเรียนจากชาวบ้าน เนื่องจากการสแกนคิวอาร์โค้ดของร้านเป็นบัญชีของหมอเตย ไม่ใช่ของวัด
ซึ่งตำรวจพยายามหาข้อมูลจากบุคคลใกล้ชิดของหมอเตย ทำไมใบเตยมีอิทธิพลกับอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งเท่าที่ได้ข้อมูลมา พบว่าหมอเตยเคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับอดีตชาติ โดยอ้างว่าชาติก่อนของหมอเตยและอดีตเจ้าอาวาสมีความเชื่อมโยงกันจึงทำให้อดีตเจ้าอาวาสลงเชื่อและได้รู้จักกัน
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการใช้เงินเพื่อซื้อตำแหน่งเจ้าคณะภาค 14 จริงหรือไม่ ตัวแทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาบอกว่า ไม่ทราบเรื่อง ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ที่ผ่านมาสำนักงานพระพุทธศาสนาไม่เคยระแคะระคาย เข้าไปตรวจสอบวัดไร่ขิงเลยหรือ โดยสำนักพุทธบอกว่าตั้งแต่ปี 61 ถึง 67 วัดไร่ขิงมีการรายงานบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดเป็นปกติ ทั้ง 4 บัญชี จึงไม่รู้สึกระแคะระคาย