โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

Business Today Thai Politics 9 มิถุนายน 2567

Businesstoday

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 17.39 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 10.39 น. • Businesstoday

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯไทยทั่วโลก ขอทำงานเชิงรุกต่อยอดจุดแข็งของไทย

ทำเนียบ วันนี้ ( 9 มิ.ย.) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายผ่านบันทึกวีดิทัศน์ ในพิธีเปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจําปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “การทูตเชิงรุกที่ตอบโจทย์ประชาชน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ” โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีต่อการจัดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกในครั้งนี้

พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ ในฐานะด่านหน้าของประเทศไทยในประชาคมโลก โดยการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจัดทำแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนประเทศไทยร่วมกัน ภายใต้หัวข้อการประชุมซึ่งมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบริบทโลกในปัจจุบันที่กำลังปรับสู่โครงสร้างโลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World) โดยระบบพหุภาคีกำลังเสื่อมถอยลง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสงครามการค้าและเทคโนโลยี การแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญคือไทยจะวางยุทธศาสตร์อย่างไร ในบริบทการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและมีความท้าทายอย่างรอบด้านนี้ เพื่อให้ไทยและประชาชนชาวไทยได้ประโยชน์สูงสุด ภายใต้โครงสร้างอำนาจและระเบียบโลกใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อไป

โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำ 2 ประเด็นสำคัญ ภายใต้บริบทปัจจุบัน ได้แก่ 1) การเสริมสร้างและต่อยอดจุดแข็งของประเทศ และ 2) การแสวงหาและช่วงชิงโอกาสใหม่ ๆ ภายใต้ความท้าทายได้อย่างฉับไวทันท่วงที โดยไทยมีจุดยืนทางการทูตที่ชัดเจนคือ ความเป็นมิตรและเข้าได้กับทุกฝ่าย รวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับนานาประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน ทำให้ไทยสามารถรักษาผลประโยชน์ ควบคู่กับการสร้างโอกาสได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในบริบทโลกในปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 และเห็นถึงความสอดคล้องในทิศทางการต่างประเทศของไทยกับอาเซียนหลายประการ ได้แก่ (1) การมุ่งหาโอกาสและเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศและภูมิภาคให้มากขึ้น (2) การหาเพื่อนและหุ้นส่วนใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ (3) การยึดมั่นในระบอบพหุภาคีและระบบการค้าพหุภาคี (4) ความมุ่งมั่นในการรับมือกับความท้าทายทั้งในปัจจุบันและอนาคต และ (5) การดำเนินนโยบายที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจากความสอดคล้องเหล่านี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ไทยควรร่วมกันขับเคลื่อนการทูตในเชิงรุกที่ฉับไวและเป็นเอกภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก โดยเฉพาะการเร่งจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTAs) กับประเทศหรือกลุ่มประเทศเป้าหมาย เพื่อรักษาโอกาสในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว พร้อมใช้โอกาสนี้ในการสตาร์ทเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ผ่านการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์แห่งอนาคต และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทยให้มีความอยู่ดีกินดี มีรายได้ที่มั่นคง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยต่อยอดจุดเด่นด้านที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ผ่านการส่งเสริมความเชื่อมโยงทั้งทางบก เรือ และอากาศ โดยเฉพาะโครงการ Landbridge ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการยกระดับทักษะที่จำเป็น เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคต

นายกฯ ประกาศเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน ปลื้มชาวกาญจนบุรีแห่ให้กำลังใจ

วันนี้ ( 9 มิ.ย.) ในการตรวจราชการของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางเยี่ยมชมโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะ 2 บ้านหนองบัวหิ่ง ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา เพื่อรับฟังปัญหาภัยแล้งและการจัดหาน้ำบาดาลในพื้นที่ และพบปะประชาชนที่ได้รับประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สะท้อนปัญหาและความต้องการในการดำเนินโครงการ เช่น เรื่องค่าไฟฟ้า

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับประชาชน โดยอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ได้เข้าไปสวมกอดนายกรัฐมนตรี พร้อมกับชูป้าย เราจะสู้ไปด้วยกัน นายกฯขวัญใจชาวไทย ผู้นำเพื่อประชาชน เป็นกำลังใจให้นายกฯ พร้อมกับขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ยินดีที่ได้มาเจอประชาชน ก่อนนี้และได้ไปดูโครงการพระราชดำริอีกแห่งหนึ่ง และได้เน้นย้ำว่าน้ำเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประชาชน รัฐบาลเล็งเห็นว่าน้ำมีความจำเป็น และน้ำที่ขึ้นมาตรงที่นี้เป็นน้ำเทวดาที่มาจากฟ้าจริงๆเพราะได้ฟังเรื่องราวตั้งแต่มาขุดในพื้นที่เอกชน และเอกชนขายให้กับรัฐเพื่อดูแลประชาชนในหมู่บ้าน เป็นแหล่งน้ำที่เห็นมีความอะเมซซิ่ง และเอกชนก็ใจดีที่บริหารน้ำให้กับประชาชน ถือเป็นความโชคดี ทั้งนี้การบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญ และเล็งเห็นถึงปัญหาค่าไฟที่แพงขึ้น

ดังนั้นการใช้โซล่าเซล์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบฯ ให้กับกระทรวงทรัพยากรฯไปแล้ว ต่อไปจะกระจายเรื่องโซล่าเซล์ไปถึงชุมชนเพื่อให้กับประชาชน เพราะเป็นเรื่องจำเป็น

“อะไรที่เป็นปัจจัย 4 รัฐบาลเล็งเห็นและอยากให้ประชาชนได้ครบทั้งหมด การมาครั้งนี้เป็นการให้กำลังใจประชาชนว่าปัญหาที่มีอยู่รัฐบาลจะทำการบ้านอย่างดี เพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาให้ประชาชน ต้องขอบคุณในการต้อนรับที่ดีทำให้รู้สึกประทับใจ และหวังว่าจะได้กลับมาและมีเวลา มาเพิ่มขึ้นด้วย” นางสาวแพทองธาร กล่าว

“ภูมิธรรม” มองไทย-กัมพูชา หารือกันได้ดี มั่นใจสถานการณ์คลี่คลาย

นายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาว่า เมื่อวานได้ผล ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในข้อเท็จจริง มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ และกระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่มีการพยายามพูดคุยกันทุระดับ ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี กระทั่งผู้บัญชาการสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก และระดับแม่ทัพ

สิ่งที่เกิดขึ้นมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง ได้ให้ทูตทหาร ของเราที่กัมพูชาเป็นตัวขับเคลื่อนประสานงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือได้คุยกันทุกระดับ ซึ่งมีการพูดคุยกันต่อเนื่องจนถึงเมื่อวาน ตอน 11:00 น. ที่สรุปไปแล้วว่า ทางสมเด็จฮุนเซนต์ อยากหาข้อสรุปที่เป็นสันติด้วยกัน เพราะคิดว่าการเกิดสงครามไม่มีประโยชน์ ตนเองจึงได้เรียนไปว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ การสั่งให้ทหารรบการมันเร็วและง่าย แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไรให้เกิดการยุตติโดยที่ไม่ต้องมีการสูญเสียนั่นคือทิศทางหลักที่เราทำ

นายภูมิธรรมระบุอีกว่า ได้คุยกัน วันศุกร์เสาร์อาทิตย์ได้คุยกันอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายสิ่งที่สำคัญคือเราอยากขอลดการเผชิญหน้า และมีมาตรการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเราได้คุยกันตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้คุยกับ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตนเองได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ข้อสรุปขั้นต้นหนึ่ง และพยายามที่จะเคลียร์ แต่ว่าในที่สุดตอนที่ออกมา ที่ตนเองออกมามีความเข้าใจกันที่คลาดเคลื่อน ทำให้เหมือนกับว่าตกลงการคุยกันจะไม่ยุติ มีการคุยกันใหม่ ตนเองได้ออกจุดยืนไป เพราะมีคำชี้แจงของเขาออกมา ตนเองก็พยายามจุดยืนตรงนั้นและได้ออกไป ซึ่งได้คุยกันหลังจาก ระดับสูงของเขายินยอมที่จะหาทางออกร่วมกัน

หลังจากนั้นได้ประสาน ให้กองทัพประสาน กองทัพกัมพูชาประสานผ่านมาทางทูตทหาร ให้ลงไปดูซึ่งเราตกลงกันว่าไปดูด้วยกัน อยากให้จับมือไปสำรวจพื้นที่ด้วยกัน และอยากให้ไปดูว่าจริงๆมันเป็นอย่างไร และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่มีการปะทะกันคือหัวใจสำคัญ ได้ส่งนายทหารมา เราก็ส่งรองแม่ทัพภาคที่สอง คิดว่ารองแม่ทัพภาคที่สองคุ้นเคยกับพื้นที่ รู้ภาษาและมีความสัมพันธ์ระดับแม่ทัพภาคต่างๆของเขา จึงส่งไปคุย มันก็ออกในสถานการณ์ที่ดี ข้อตกลงที่เราขอ

ซึ่งเค้ายอมก็คือว่าขอให้มีการไปเดินสำรวจพื้นที่ด้วยกัน หลังจากนี้จะให้มีการสำรวจกันทั้งสองฝ่าย และให้เป็นเหมือนเดิมซึ่งเคยทำ และคูเลตที่เกิดขึ้นมาขอให้กลบ ซึ่งได้ถ่ายภาพตอนที่ยังไม่กลบ และตอนกลบแล้ว เพื่อยืนยันว่าสถานการณ์ตรงนี้เป็นการจัดการที่เป็นจริง และขอให้ปรับไปเหมือน ปี 67

ซึ่งความหมายตรงนี้ตนเองอยากให้ยึดถือเพราะมันเป็นเรื่องที่ เราเป็นช่องทางยุตติได้อย่างสงบ ก็คือปรับกำลังกันไป และเขาก็ไปอยู่ในจุดเดิม เราก็มาอยู่จุดเดิมของเราซึ่งครั้งนี้ก็ถือว่าเราได้ประสบความสำเร็จในการยุติการเผชิญหน้า ซึ่งเป็นข้อแรกสุดเลยที่เราอยากได้ เพื่อให้สถานการณ์ค่อยค่อยคลี่คลายลง ถือว่าอยู่ในจุดที่ยุติเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นการประชุมวันที่ 14 มิถุนายน ซึ่งตามวาระที่คุยกันตั้งแต่ต้นยังไม่มีอะไร

รัฐบาลย้ำไม่มีการเรียกกำลังพลสำรอง แนะประชาชน ติดตามข่าวสารหน่วยงานรัฐเท่านั้น

ทำเนียบ วันนี้ ( 9 มิ.ย.) นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำถึงกรณีข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีการตรึงกำลังทหารตลอดแนวชายแดน ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันจากทางราชการ โดยหน่วยงานทหาร ไม่มีนโยบายติดต่อประชาชนผ่านการโทรศัพท์ หรือขอให้เพิ่มบัญชีแอปพลิเคชันไลน์เพื่อดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ กองทัพบก ไม่มีการเรียก “กำลังพลสำรอง” ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อความหรือบุคคลที่แอบอ้าง เพื่อหลอกลวงและเรียกรับผลประโยชน์ ขณะเดียวกันตำรวจสอบสวนกลาง ได้เตือนประชาชนเช่นกันโดยระบุว่า ขณะนี้พบมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นหน่วยงานทหาร โทรศัพท์ไปยังประชาชนโดยอ้างว่าผู้รับสายมีรายชื่ออยู่ในกำลังพลสำรอง

ขอให้ติดต่อหน่วยงานต้นสังกัด และหากไม่ประสงค์เข้าร่วมสามารถลงทะเบียนยกเว้นได้ โดยให้เพิ่มบัญชีไลน์เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ โดยมิจฉาชีพเมื่อโทรมาจะบอกชื่อ เลขบัตรประชาชนและข้อมูลส่วนตัว ทำให้เหยื่อหลงเชื่อคิดว่าเป็นหน่วยงานทหาร เมื่อเข้าไปพูดคุยในไลน์มิจฉาชีพก็จะให้กรอกข้อมูลต่างๆ หลอกล่อ กดดันให้เหยื่อกลัว จนนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลสำคัญ

ซึ่งกำลังพลสำรอง หรือ ทหารกองหนุน คือ ผู้ที่เคยผ่านการเป็นทหารแล้ว แต่ปลดประจำการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ มี 2 ประเภท คือ 1) ผู้ที่สำเร็จการฝึกวิชาทหาร (ร.ด.) ตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป และขึ้นทะเบียนกองประจำการจนปลดเป็นทหารกองหนุน 2) ผู้ที่ปลดจากกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) เมื่อครบกำหนดตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

สำหรับการดำเนินการเรียกกำลังพลสำรอง มีขั้นตอน ดังนี้
1.มณฑลทหารบก แจ้งไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัด ของพื้นที่ที่กำลังพลสำรองมีภูมิลำเนาอยู่
2.ออกหมายเรียกพล (ตพ.15) ส่งถึงผู้ถูกเรียก เพื่อปฏิบัติตามหมาย
3.ผู้ถูกเรียกต้องไปรายงานตัวตามสถานที่และเวลาที่กำหนด

“ขอให้ประชาชนรับฟังและติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐเท่านั้น และงดเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ป้องกันความสับสนที่อาจสร้างความขัดแย้งภายในประเทศ ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา จากหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและสามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ” นายอนุกูล กล่าว

“ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช. “นายกฯ-รมว.กลาโหม” ปล่อยกัมพูชารุกล้ำแดนไทย

ป.ป.ช. วันนี้ (9 มิ.ย.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน และประชาชนผู้รักชาติ ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นกรณีที่ปล่อยให้ทหารกัมพูชาหรือเขมร รุกล้ำยึดครองอาณาเขตประเทศไทยบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี มากถึง 150-200 เมตร นานกว่า 10 วัน

โดยที่ไม่ยอมสั่งการหรือใช้อำนาจตามกฎหมายในฐานะประธานและรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป อันอาจเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎฎหมายอาญา และขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุปะทะกันเมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 ที่ผ่านมา แม้ฝ่ายทหารของไทยจะพยายามเจรจาและผลักดันให้ทหารเขมรออกจากพื้นที่อาณาเขตของไทยอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม แต่ในระดับนโยบายคือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกลับเน้นแต่การแก้ไขปัญหาทั้งหมดผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ทั้งๆที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับและพยายามดึงปัญหาดังกล่าวไปจบกันที่ศาลโลก

ที่ประเทศเราไม่ได้เป็นสมาชิก และปล่อยให้ทหารของกัมพูชายึดครองพื้นที่ ขุดทำคูเลต รุกล้ำพื้นที่ที่ช่องบกมากกว่า 150-200 เมตร มาอย่างต่อเนื่อง โดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ออกมายอมรับ ว่าทหารเขมรรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยดังกล่าวจริง และยังอ้างอีกว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็น No Man’s Land ทั้งๆที่ไม่เคยมีสนธิสัญญาหรือข้อตกลงใดๆว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นNo Man’s Land

การกระทำของนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 1 ที่บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎฎหมายอาญามาตรา 119 ที่ระบุว่าผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ประกอบมาตรา 157 อีกด้วย

นอกจากนั้น การกระทำดังกล่าวยังอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในข้อ 6 ที่กำหนดให้ต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐอีกด้วย แต่ทว่าบุคคลทั้งสองกลับปล่อยให้ทหารเขมรเข้ามารุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทยถึงกว่า 10 วัน องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงต้องนำความมาร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนและเอาผิดตามครรลองของกฎหมายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...