โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘ยิ่งที่บ้านเข้มงวด เด็กยิ่งโกหกเก่ง’ เมื่อวิธีเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ ไม่ได้ทำให้เขาเชื่อฟังอย่างที่คิด

The Momentum

อัพเดต 20 ก.ค. 2568 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2568 เวลา 03.15 น. • THE MOMENTUM

“ผมคือเด็กที่ดูเชื่อฟัง สุขุม มารยาทดีคนนั้น และเป็นเด็กที่เพื่อนบ้านมักเอ่ยชมเสมอโดยหารู้ไม่ว่า ผมขี้โกหก โกหกเยอะจนน่าตกใจ และไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีพิษภัยนะ ผมโตมาเป็นเจ้าแห่งการหลอกลวงเลย

“ผมรู้ว่าต้องทำสีหน้าไม่รู้สึกรู้สาอย่างไรเวลาที่ข้างในความคิดตีกันยุ่ง รู้ว่าต้องตอบคำถามอย่างไรที่จะไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน รู้ว่าจังหวะไหนที่ความซื่อสัตย์จะแว้งกัดผม และผมไม่ได้ทำทั้งหมดนี้เพราะอยากผิดศีลธรรมเลย ผมทำเพื่อเอาตัวรอดล้วนๆ”

ชานต์ (Shaant) พนักงานบริษัทฟินเทกชาวอินเดีย เขียนเล่าในบทความเกี่ยวกับนิสัยพูดโกหกที่ติดมาจากการมีครอบครัวที่เข้มงวด ขณะที่ ไรลีย์ (Ryley)นักศึกษาปริญญาโทสาขาศึกษาศาสตร์ชาวอเมริกัน เล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันเกี่ยวกับเพื่อนสมัยมัธยม

“ตอนฉันเรียนอยู่สักชั้น ม.1-2 เพื่อนฉันคนหนึ่งที่มีพ่อแม่เฮี้ยบมาก เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้มือถือหรือโซเชียลมีเดียเลย และไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนด้วย

“แม้มีกฎยุบยับพวกนี้ เธอก็ยังทำทุกอย่างที่พ่อแม่ห้าม เธอเล่น Snapchat มีแฟนหนุ่ม ย่องหนีไปเที่ยวนอกบ้านดึกๆ ดื่นๆ แถมยังเคยเล่าด้วยว่า ทั้งสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และส่งรูปโป๊ไปให้แฟนดูอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าพ่อแม่จะพยายามเข้มงวดเท่าไร เธอก็จะหาหนทางแอบทำเรื่องพวกนี้จนได้”

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง เพราะผู้ปกครองที่นิสัยเข้มงวดนั้นมีอยู่ทุกที่ และเมื่อไรก็ตามที่ความเข้มงวดนั้นล้ำเส้น จนทำลายความสบายใจและความไว้วางใจระหว่างพ่อแม่กับลูก สิ่งที่ตามมาคือ เด็กที่ดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่กลับเต็มไปด้วยคำโกหกเป็นไฟ

‘Strict parents raise the best liars.’

(ยิ่งพ่อแม่เข้มงวด เด็กยิ่งเป็นคนโกหกเก่ง)

เราหลายคนคงเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่คำถามสำคัญคือ ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าด้วยพัฒนาการเด็กและครอบครัว สมมติฐานดังกล่าวจะมีมูลมากน้อยเพียงใด

สภาพแวดล้อมที่เข้มงวดนำมาซึ่งพฤติกรรมพูดโกหก

นักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อกันมานานว่า สภาพแวดล้อมที่เน้นการลงโทษ มักทำให้เด็กมีพฤติกรรมพูดโกหกหรือปิดบัง แต่การจะพิสูจน์ให้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ อาจเป็นเรื่องยาก เพราะนั่นหมายความว่าต้องทดลองในสภาพแวดล้อมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตเด็กจริงๆ ซึ่งไม่สามารถทำได้ตามหลักจริยธรรมทางวิชากร

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาจึงยังไม่เคยเกิดการทดลองจริงๆ จังๆ ขึ้น

จนกระทั่งปี 2011 ที่ ดร.วิกตอเรีย ทัลวาร์ (Victoria Talwar) และศาสตราจารย์คัง ลี (Kang Lee) นักวิจัยสาขาจิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) ชาวแคนาดา ได้หยิบยกข้อมูลจากโรงเรียนในแอฟริกาตะวันตกที่จัดการเรียนการสอนด้วย 2 แนวทางแตกต่างกันอยู่แล้ว มาใช้ในงานวิจัย

เด็กๆ ทั้งจากโรงเรียนที่ใช้บทลงโทษในการฝึกวินัย และโรงเรียนที่ไม่ส่งเสริมการลงโทษ ต่างได้รับคำสั่งเดียวกันว่า หลังจากปล่อยให้อยู่คนเดียวในห้อง ห้ามแอบดูของเล่นที่จัดไว้เด็ดขาด

เด็กส่วนใหญ่จะไม่สามารถต้านทานความอยากรู้อยากเห็นและแอบดูของเล่นจนได้ แต่ความแตกต่างระหว่างเด็กจากโรงเรียน 2 แบบคือ เด็กส่วนใหญ่ที่มาจากโรงเรียนที่ใช้บทลงโทษในการฝึกวินัยจะโกหก ในขณะที่เด็กจากโรงเรียนอีกกลุ่มส่วนมากสารภาพความจริง

นอกจากนี้เด็กจากโรงเรียนที่มุ่งเน้นบทลงโทษ ยังสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของคำโกหกเอาไว้ได้ดีกว่าในกรณีที่มีการซักถามต่อ

แล้วในบ้านที่พ่อแม่ไม่ได้ ‘เป็นใหญ่’ ลูกจะมีวินัยได้จริงหรือ

‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ คือสำนวนที่อยู่คู่กับสถาบันครอบครัวของไทยมานาน ในขณะที่ฝรั่งเองก็ไม่น้อยหน้า ปลูกฝังกันว่า ‘Spare the rod, spoil the child.’ (ละเว้นไม้เรียว ลูกจะเสียคน)

พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่คงตั้งกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดและข้อห้ามมากมายขึ้นด้วยความรักอย่างโบราณว่า ไม่ว่าในยุคสมัยไหน ความปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Safety) ก็มักเป็นเป้าหมายสูงสุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่

แต่หากครอบครัวยังขาดการสื่อสารและพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) นอกจากกฎเหล่านี้จะผลักดันให้เด็กโกหกและหันไปทำพฤติกรรมที่เสี่ยงอันตรายยิ่งกว่าเดิมตอนที่ไม่มีใครรู้ ยังทำให้เกิดความห่างเหินขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับเด็กอีกด้วย

เยาวชนที่มีสุขภาพจิตดี และสามารถรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับครอบครัวต่อเนื่องได้จนโต มักมีพื้นฐานครอบครัวที่รู้จักเปิดพื้นที่สำหรับการแสดงความต้องการและความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา การทำความเข้าใจ การประนีประนอม และการหาจุดร่วมที่สมดุลที่สุดกับทุกฝ่าย

ภาพครอบครัวแบบเดิมๆ ที่ผู้ปกครองเป็นฝ่ายถืออำนาจเด็ดขาดในทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของเด็กเลย อีกทั้งยังใช้วิธีคุมพฤติกรรมบนพื้นฐานของความกลัวถูกลงโทษ (Fear-based) จึงเป็นภาพของครอบครัวที่ไม่สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาการเลี้ยงลูกของยุคสมัยอีกต่อไป

ที่มา:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...