โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กัมพูชาอาจไม่เหมือนทุกวันนี้ ถ้า'พระสีสุวัตถิ์ มุนีเรศ'ได้เป็นกษัตริย์

The Better

อัพเดต 06 ส.ค. 2568 เวลา 08.47 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2568 เวลา 10.37 น. • THE BETTER

ในหนังสือ "ไทยสถาปนากษัตริย์เขมร" ได้กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ครอบครองดินแดนเขมรมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ตั้งแต่พุทธศักราช 1975 สืบมาจนกึงกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งเป็นรัชสมัยที่ประเทศไทยมีอาณาเขตกว้างขวางมากที่สุด พระองค์ก็ได้สถาปนานักพระองค์เอง ราชบุตรบุญธรรม ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองดินแดนเขมรเมื่อพุทธศักราช 2337" และ "ประเทศไทยได้ดูแลและให้ความคุ้มครองแก่กษัตริย์เขมร ชนชาวเขมร มาตั้งแต่แรกจนถึงองค์สมเด็จพระนโรดมฯ กษัตริย์เขมรผู้ยินยอมทำสัญญาอยู่ใต้อำนาจฝรั่งเศสโดยถูกบีบบังคับ"

ทั้งนี้ยังกล่าวว่า "เรื่องราวของกษัตริย์เขมรยุ่งยากมาก สมดังที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระปิยมหาราชทรงพระราชข้อวินิจฉัยไว้ว่า เกิดแตกแยกขึ้นเป็นสามก๊กในราชวงศ์เขมร คือ พระนโรดมก๊กหนึ่ง พระศรีสวัสดิ์ก๊กหนึ่ง นักองค์วัตถาก๊กหนึ่ง ผลของการแตกแยก คือ ต้องเสียเมืองให้แก่ฝรั่งเศสในที่สุด"

หลังจาเสียเมืองให้ฝรั่งเศสแล้ว ไทยไม่ได้สถาปนากษัตริย์เขมรอีก เพราะเป็นหน้าที่ของ "เจ้านายใหม่" คือฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม การสืบราชสมบัติของเจ้าเขมรก็ยังอีรุงตุงนังเรื่อยมาเหตุผลมีเจ้านายหลายสาย

หนังสือ "ไทยสถาปนากษัตริย์เขมร"ได้สรุปความโกลาหลของการสืบราชสมบัติของเมืองเขมรตั้งแต่ช่วงปลายยุคประเทศราชของไทยจนถึงยุคก่อนได้รับเอราชจากฝรั่งเศสเอาไว้ว้า

"องค์สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษมหาอุปราช มีนามเดิมว่า นักองค์ราชาวดี เป็นโอรสของสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีศรีสุริโยประพันธ์ธรรมิกวโรดม มีน้องชาย ๒ คน ชื่อ นักองค์ศรีสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งองค์พระหริราชดนัยไกรแก้วฟ้า และนักองค์วัตถา เมื่อองค์สมเด็จพระนโรดมฯ สิ้นพระชนม์ ได้เวนราชสมบัติให้นักองค์ศรีสวัสดิ์ ที่พระหริราชดนัยไกรแก้วฟ้า เป็นสมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ ครอบครองแผ่นดินเขมรสืบสันตติวงศ์ โดยไม่ยอมมอบราชสมบัติให้แก่ราชโอรสผู้มีนามว่า พระองค์เจ้าสุทธารสนโรดม"

"ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์สิ้นพระชนม์ ราชสมบัติได้แก่พระเจ้าศรีสวัสดิ์มณีวงศ์ ผู้เป็นโอรส พระเจ้าศรีสวัสดิ์มณีวงศ์มีโอรส คือ เจ้าฟ้ามณีเรศ เป็นมกุฏราชกุมารและทรงเป็นกรมพระ แต่พอพระเจ้าศรีสวัสดิ์สิ้นพระชนม์เมื่อพทุธศักราช 2483 แทนที่ฝรั่งเศสจะสถาปนาเจ้าฟ้ามณีเรศ ผู้เป็นรัชทายาท เป็นกษัตริย์ต่อไป กลายเป็นยกเอาหม่อมราชวงศ์นโรดมสีหนุ ผู้เป็นลูกหม่อมเจ้านโรดมสุรามฤตขึ้นเป็นกษัตริย์แทน (หม่อมเจ้านโรดมสุรามฤตเป็นลูกพระองค์เจ้าสุทธรารสนโรดม) ขณะนั้น หม่อมราชวงศ์นโรดมสีหนุยังเป็นเด็ก และเรียนหนังสืออยู่ที่วิทยาลัยลีเซ่ซักเซอร์โลบา ไซ่ง่อน"

เหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของกัมพูชาอยู่ที่ "แทนที่ฝรั่งเศสจะสถาปนาเจ้าฟ้ามณีเรศ ผู้เป็นรัชทายาท เป็นกษัตริย์ต่อไป"

สาเหตุที่ฝรั่งเศสเอาคนชั้นระดับ "หม่อมราชวงศ์" (นักองค์ราชวงศ์) มาเป็นกษัตริย์แทนที่ "เจ้าฟ้า" ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่า ก็เพราะเชื่อว่า "หม่อมราชวงศ์นโรดมสีหนุ" เป็นคนว่านอนสอนง่ายและฝรั่งเศสจะชักใยได้ง่าย

"เจ้าฟ้ามณีเรศ" ผู้ที่ควรจะได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปชองกัมพูชามีพระนามเต็มว่า "สมเด็จกรมพระสีสุวัตถิ์ มุนีเรศ" (ในที่นี้จะขานพระนามว่า "เจ้าฟ้ามณีเรศ")

เช่นเดียวกับเจ้าเขมรหลายองค์ รวมถึงหม่อมราชวงศ์สีหนุ (ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระนโรดม สีหนุ) เจ้าฟ้ามณีเรศสำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส โดยเจ้าฟ้ามณีเรศสำเร็จจากโรงเรียนมัธยมปลายใกล้เมืองนีซ (สถาบันมงแตญในวองซ์) ก่อนที่จะเข้าร่วมโรงเรียนทหารพิเศษแซงต์ซีร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เข้าร่วมกับกองทหารต่างประเทศของกองทัพฝรั่งเศส และได้รับการยกย่องในเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Croix de Guerre ของกองทัพฝรั่งเศส

กิจการที่สำคัญที่ทำในกัมพูชา คือในปี พ.ศ. 2477 เจ้าฟ้ามณีเรศได้ก่อตั้งขบวนการลูกเสือกัมพูชากลุ่มแรก (องค์การเขมรกายาฤทธิ์) ซึ่งพัฒนาขึ้นในหลายจังหวัดและมีสมาชิกมากกว่า 1,000 คน

ในปี พ.ศ. 2484 เจ้าฟ้ามณีเรศทรงเป็นคู่แข่งสำคัญใน "เครือวงศ์สีสุวัตถิ์" (หรือ "ก๊กพระศรีสวัสดิ์") ในการสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระบิดา คือสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มณีวงศ์ แต่เจ้าหน้าที่อาณานิคมกลับเลือกพระนโรดม สีหนุ พระนัดดา (หลานชายจากคนละเครือวงศ์) ของพระองค์มากกว่า อาจเป็นเพราะฝรั่งเศสเห็นว่าเจ้าสีหนุ เชื่อฟังฝรั่งเศสมากกว่า และวิพากษ์วิจารณ์เจ้าฟ้ามณีเรศว่าเห็นอกเห็นใจขบวนการเรียกร้องเอกราช

อย่างไรก็ตาม เจ้าฟ้ามณีเรศยังคงทรงเป็นรัชทายาทตลอดรัชสมัย (รัชกาลแรก) ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ซึ่่งยังอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2485 เจ้าฟ้ามณีเรศถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนผู้ประท้วงเรียกร้องเอกราชในเหตุการณ์ "กบฏร่ม" (เหตุการณ์ที่ชาวเขมรต่อต้านรัฐบาลอาณานิคมและใข้ร่มเป็นอาวุธ) เจ้าฟ้ามณีเรศถูกฝรั่งเศสเรียกตัวกลับเข้าประจำการในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2485 และ 26 กันยายน พ.ศ. 2486 ในกรมทหารราบต่างประเทศที่ 5 และถูกเนรเทศไปยังค่ายทหารในเมืองตังเกี๋ย จากนั้นถูกกักบริเวณใกล้เมืองกำปง

ต่อมาระหว่างปี พ.ศ. 2487 ถึง พ.ศ. 2488 เจ้าฟ้ามณีเรศทรงกลับเข้ารับตำแหน่งราชเลขาธิการของพระมหากษัตริย์ ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศสรวมถึงกัมพูชา กระทั่งวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2488 หลังจากจักรวรรดิญี่ปุ่นพ่ายแพ้และถูกจับกุมตัว เซิน หง็อก ถั่ญ นักการเมืองเขมรเชื้อสายเวียดนามซึ่งถูกทางการญี่ปุ่นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงปกครองกัมพูชา รัฐบาลอาณานิคมที่สถาปนาขึ้นใหม่ได้มอบอำนาจให้เจ้าฟ้ามณีเรศจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พระองค์ได้ใช้โอกาสนี้ในการเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับ "อนาคตของกัมพูชา" โดยทรงได้รับอำนาจในการบริหารปัญหาภายในของกัมพูชา โดยฝรั่งเศสยังคงควบคุมกิจการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และการควบคุมชนกลุ่มน้อย

นอกจากการเป็นผู้นำรัฐบาลชุดนี้แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมอีกด้วย ในตำแหน่งนี้ พระองค์ได้ทรงจัดตั้งกองทัพกัมพูชาสมัยใหม่กองทัพแรกขึ้น โดยได้รับความยินยอมจากฝรั่งเศส เพื่อจุดประสงค์นี้ พระองค์จึงทรงใช้สมาชิกจากกองพันอาณานิคมที่ปลดประจำการแล้ว กองกำลังเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกำลังพลของกองทหารที่มีภารกิจตามอนุสัญญาทหารฝรั่งเศส-กัมพูชาที่ลงนามเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 คือการสนับสนุนพระราชอำนาจ รักษาความมั่นคงภายใน และป้องกันชายแดน พระองค์ยังทรงจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยซึ่งเปิดทำการเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 และทรงเชิญชวนเยาวชนอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี ที่มีวุฒิการศึกษาขั้นสูงให้มาลงทะเบียนเรียน

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2489 หลังจากที่พรรคประชาธิปไตยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เจ้าฟ้ามณีเรศทรงสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้แก่หม่อมเจ้า (นักองค์มจะ) สีสุวัตถิ์ ยุตติวงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของกัมพูชาในยุคอาณานิคมฝรั่งเศสคนต่อมา

ในระหว่างนี้ เจ้าสีหนุสละตำแหน่งกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2498 เพื่อมาเล่นการเมืองเต็มตัว โดยดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรี แต่แทนที่ราชสมบัติจะสืบทอดสลับไปยังเครือวงศ์สีสุวัตถิ์ เจ้าสีหนุกลับโอนราชสมบัติไปให้สมเด็จพระนโรดม สุรามฤทธิ์ ผู้เป็นพระราชบิดา ทำให้ตำแหน่งกษัตริย์ยังอยู่ในมือของ "เครือวงศ์นโรดม" (หรือ "ก๊กพระนโรดม)

แม้เจ้าฟ้ามณีเรศจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาทางทหารของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤทธิ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทรงดำรงอยู่จนกระทั่งเจ้าสุรามฤทธิ์สวรรคตในปี พ.ศ. 2503 และต่อมาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ถึง 13 มิถุนายน พ.ศ. 2503 พระองค์ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์ชั่วคราว หลังจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤทธิ์

แต่เจ้าฟ้ามณีเรศไม่มีโอกาสทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของพระองค์ เพราะหลังจากนั้นเจ้าสีหนุประกาศให้ราชบัลลังก์ว่างลง เพื่อรักษาตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและเพื่อให้พระองค์ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป

นี่เองที่ทำให้เจ้าฟ้ามณีเรศต้องสละความทะเยอทะยานในราชสมบัติไปด้วยความขมขื่นพระทัย แต่กระนั้นเจ้าสีหนุก็ยังคลางแคลงในตัวพระองค์ และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองไม่เคยราบรื่น แม้เจ้าสีหนุจะเชื่อมั่นในความจงรักภักดีของเจ้าฟ้ามณีเรศ และไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในยามวิกฤต แต่ก็ไม่ทรงมอบอำนาจให้แก่เจ้าฟ้ามณีเรศ

ด้วยประสบการณ์การฝึกฝนที่โรงเรียนทหารแซ็งต์ซีร์ และประสบการณ์ในกองทัพฝรั่งเศส เจ้าฟ้ามณีเรศน่าจะมีความสามารถในการนำทัพกัมพูชาได้ดีกว่า ลน นล (หรือลอน นอล) หรือเจ้าสีสุวัตถิ์ สิริมตะ แต่เจ้าสีหนุทรงปฏิเสธที่จะให้เจ้าฟ้ามณีเรศมีบทบาทในกองทัพและรัฐบาลเหมือนคนทั้งสอง

ทั้งๆ ที่ ลน นล เริ่มแสดงอาการไม่เป็นเห็นพ้องกับเจ้าสีหนุ ส่วนเจ้าสิริมตะนั้น เจ้าสีหนุก็รู้ดีว่ามีความเคียดแค้นอย่างลึกซึ้งต่อพระองค์ โดยระบุว่าเจ้าสิริมตะ "เกลียดชังข้าพเจ้ามาตั้งแต่เด็ก เพราะทรงคิดว่าเจ้าฟ้ามณีเรศ พระเจ้าอาของพระองค์ ควรได้ขึ้นครองราชย์แทนข้าพเจ้า เจ้าสิริมตะเองยังทรงมีความคิดว่าตนควรได้รับเลือก (เป็นกษัตริย์) ด้วยซ้ำ"

นี่เป็นช่วงเวลาแห่งความหดหู่ของเจ้าฟ้ามณีเรศ พระองค์ทรงรู้สึกเสียใจที่ถูกมองว่าเป็น "ควายที่ขี่ข้ามทุ่งนาที่จมอยู่ใต้น้ำ" แม้ว่าในที่สาธารณะ พระองค์จะทรงประพฤติตนอย่างไม่มีที่ติ แต่ในที่ส่วนตัว พระองค์ทรงคร่ำครวญถึง "ความไร้เดียงสาของพระนัดดา (เจ้าสีหนุ)"

ด้วยเหตุที่เจ้าฟ้ามณีเรศไม่ได้โอกาสครองราช อีกทั้งยังถูกเขี่ยออกจากวงอำนาจในกองทัพและวงอำนาจทางการเมือง ทั้งๆ ที่มีประสบการณ์สูง และยังชอบธรรมในความเป็น "รัชทายาท" ทำให้ประวัติศาสตร์ต้องพลิกโฉมไป

สาเหตุสำคัญคือ เจ้าสีหนุ "เล่นการเมือง" ด้วยตัวเอง และยังให้ความไว้เนื้อเชื่อใจลน นล มากเกินไปอย่างที่ เจ้าฟ้ามณีเรศรำพึงว่าเจ้าสีหนุนั้น "ไร้เดียงสา"

แม้ ลน นล จะเคยเข้าร่วมก่อตั้งขบวนการทางการเมืองฝ่ายขวา นิยมเจ้า และเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศสร่วมกับเจ้าสีหนุ แต่ต่อมาเขามีความเห็นด้านนโยบายการต่างประเทศขัดแย้งกับเจ้าสีหนุ ซึ่งเอนเอียงไปทางจีนแผ่นดินใหญ่ และเวียดนามเหนือ ส่วนลน นลนั้นสนับสนุนสหรัฐอเมริกา

ความวุ่นวายทางการเมืองในกัมพูชารุนแรงขึ้น จนกระทั่งกลายสงครามกลางเมืองกัมพูชาที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2510

ท่ามกลางความวุ่นวาย ฝ่ายต่อต้านเจ้าสีหนุก็สบโอกาสใน พ.ศ. 2512 ลน นลได้ร่วมกับเจ้าสีสุวัตถิ์ สิริมตะ ทำการก่อการรัฐประหารล้มอำนาจของเจ้าสีหนุ เพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ เท่ากับยกเลิกระบอบกษัตริย์ไปโดยปริยาย ส่วนลน นลได้รับการเลือกในที่ประชุมรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งรัฐ ในขณะที่เจ้าสีหนุได้ประกาศตั้งรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาพลัดถิ่นขึ้นที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ภายใต้ระบอบสาธารณรัฐ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2516 เจ้าฟ้ามณีเรศก็ถูกควบคุมตัวไว้โดยรัฐบาลลน นล

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 ไม่นานหลังจากที่กองทัพเขมรแดงบุกกรุงพนมเปญ เจ้าฟ้ามณีเรศได้ไปปรากฏตัวที่สถานทูตฝรั่งเศสเพื่อขอลี้ภัย แต่ทรงถูกปฏิเสธไม่ให้ลี้ภัย เช่นเดียวกับเจ้าสิริมตะที่ขอขอลี้ภัยในสถานทูตฝรั่งเศส แต่ถูกทหารเขมรแดงมาตามจับตัวไปได้

กล่าวกันว่าเจ้าสิริมตะถูกเขมรแดงประหารเมื่อ 21 เมษายน พ.ศ. 2518 และมีรายงานว่าเจ้าฟ้ามณีเรศถูกประหารชีวิตในเดือนกันยายน พ.ศ. 2518

สองเจ้าผู้ทรงอิทธิพลแห่งเครือวงศ์สีสุวัตถิ์ก็จบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาดังนี้ ในขณะที่เจ้าสีหนุแห่งเครือวงศ์นโรดมสามารถรอดชีวิตจากช่วงเวลาอันวุ่นวายของกัมพูชามาได้ และเมื่อสวรรคคตราชสมบัติก็ตกอยู่กับพระราชโอรส คือ เจ้านโรดม สีหมุนี

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo

  • เจ้านโรดม สีหมุนี Photo by Ministry of Foreign Affairs and International Cooperation
  • เจ้าฟ้ามณีเรศ Photo by Navana Vandyk / National Portrait Gallery
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...