โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘ข้อมูล’ ตัวแปรพลิกเกมธุรกิจ ยุคแห่งการตลาด ‘เรียลไทม์’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 21.42 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 04.35 น.

ขณะที่ภูมิทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทยกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของผู้บริโภคก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

เอกรัฐ งานดี หัวหน้าฝ่ายธุรกิจใหม่ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อินโฟบิป (Infobip) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการสื่อสารบนคลาวด์ เปิดมุมมองว่า ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข็งขันกันอย่างดุเดือดในปัจจุบัน วิธีการเข้าถึงหรือสื่อสารกับลูกค้าแบบทั่วไปอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป

วันนี้ “Hyper-Personalization” หรือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลเรียลไทม์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ปรับแต่งอย่างละเอียดสำหรับผู้บริโภคในแต่ละบุคคล ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำศัพท์หรือวลีที่ถูกพูดถึงบ่อยอีกต่อไป

แต่คือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของฐานลูกค้าและยกระดับการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในยุคดิจิทัลสำหรับธุรกิจไทย

การสร้างประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงและตรงใจลูกค้ามากที่สุดจะเป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

มัดใจลูกค้าด้วย ‘ข้อมูลเรียลไทม์’

ผลวิจัยโดยอินโฟบิปอ้างอิงข้อมูลจากไอดีซี ระบุว่า ได้เห็นความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่าง Hyper-Personalization กับ Communications-Platform-as-a-Service (CPaaS) ซึ่งกำลังกลายเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นระดับโลก และเกี่ยวข้องโดยตรงกับบริบทของประเทศไทย นั่นก็คือ การนำข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์มาใช้ในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกๆ ก้าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เมื่อทำความเข้าใจความคาดหวังของผู้บริโภคไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจะพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยในปัจจุบัน เริ่มมองความสัมพันธ์กับแบรนด์คล้ายกับเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัว

เช่นเดียวกับผู้บริโภคทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งพบว่า 83% ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ทั่วโลกมีมุมมองเช่นเดียวกัน พวกเขาคาดหวังมากกว่าการได้เห็นชื่อของตนเองในอีเมล หรือโปรโมชันวันเกิดที่ได้รับเหมือนกันทุกคน แต่คาดหวังประสบการณ์ที่มีความเฉพาะตัว เหมาะกับแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ที่สะท้อนถึงความชอบและพฤติกรรมของพวกเขา

สำหรับ Hyper-Personalization กล่าวได้ว่า แตกต่างจากการปรับแต่งประสบการณ์ลูกค้าแบบดั้งเดิม โดยมุ่งเน้นองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้

  • Data-driven insights การเข้าใจพฤติกรรมและความชอบของลูกค้าแบบเรียลไทม์
  • Omnichannel engagement การเชื่อมต่อกับลูกค้าอย่างไร้รอยต่อผ่านช่องทางที่ลูกค้าเลือกใช้
  • AI-powered decision-making การคาดการณ์และปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าอย่างแม่นยำในทุกจุด

ดังนั้นธุรกิจที่สามารถนำกลยุทธ์การตลาดแบบ Hyper-Personalization ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในรูปแบบของจำนวนการซื้อซ้ำที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการขยายมูลค่าการใช้จ่ายของลูกค้าในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

วางรากฐาน ‘ข้อมูลอัจฉริยะ’

ประเทศไทยกับก้าวสำคัญสู่ยุค Hyper-Personalization แม้ว่าหลายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย จะยังคงเผชิญความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล หรือการสร้างสมดุลระหว่างระบบอัตโนมัติกับการสื่อสารที่มีความเป็นมนุษย์

แต่แนวทางการปรับตัวในอนาคตก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ข่าวดีก็คือ อุปสรรคเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการผสานโซลูชัน CPaaS เข้ากับระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลแบบครบวงจร เช่น การใช้ Customer Data Platform (CDP)

จากข้อมูลของไอดีซีประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งในการนำระบบ Customer Data Platform (CDP) มาใช้งาน โดยคาดว่าการใช้จ่ายของภาคธุรกิจในด้านนี้จะเติบโตเฉลี่ยที่ 26% ในช่วงปี 2567–2571 การลงทุนอย่างมีนัยยะสำคัญนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่ชัดเจนของธุรกิจไทยต่อบทบาทพื้นฐานในการขับเคลื่อนกลยุทธ์แบบ Hyper-Personalization อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ดี การผสานสองกลยุทธ์สำคัญอย่าง CDP และ CPaaS เข้าด้วยกันถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับธุรกิจยุคใหม่ โดยจะทำหน้าที่จัดการข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจายอยู่ตามช่องทางต่างๆ ให้กลายเป็นมุมมองแบบองค์รวม (Unified Customer View)

ข้อมูลที่ถูกรวบรวมและจัดระเบียบอย่างเป็นระบบนี้จะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนโซลูชัน CPaaS เพื่อสร้างประสบการณ์การสื่อสารกับลูกค้าแบบอัจฉริยะและเรียลไทม์ในหลายๆ จุดสัมผัส หรือ Touchpoint กล่าวโดยสรุปก็คือ ระบบ CDP เป็นรากฐานสำคัญให้กับข้อมูลอัจฉริยะ ในขณะที่โซลูชัน CPaaS ช่วยส่งมอบประสบการณ์ที่ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้า

ปูทางสู่การเป็น ‘ผู้นำตลาด’

ไอดีซี คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 องค์กรธุรกิจถึง 65% ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย จะเริ่มใช้งาน API ด้านการสื่อสารบนคลาวด์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI กันอย่างแพร่หลาย

โดยแนวโน้มนี้จะช่วยเร่งให้เกิดการทำการตลาดแบบ Hyper-Personalization อย่างแพร่หลายทั่วทั้งภูมิภาค และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นในทุกจุด

เอกรัฐมองว่าธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้าจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากการทำการตลาดแบบ Hyper-Personalization

สำหรับธุรกิจไทยในวันนี้นั้น การลงทุนในแนวทางแบบบูรณาการที่ผสานพลังของ CDP และ CPaaS ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ผู้ที่ก้าวนำด้วยกลยุทธ์นี้ จะไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที แต่ยังจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...