โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

สายตายาวตามวัย มองไม่ชัด ไม่ใส่แว่น ทำสมองเสื่อมจริงไหม!?

Amarin TV

เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 02.39 น.
นพ.เอกเทศ ชันซื่อ จักษุแพทย์ผู้บุกเบิกการรักษาเลสิกคนแรกของไทย ไขข้อสงสัยสายตายาวตามวัย มองไม่ชัด ไม่ใส่แว่น ทำสมองเสื่อมจริงไหม!?

“นพ.เอกเทศ ชันซื่อ” จักษุแพทย์ผู้บุกเบิกการรักษาเลสิกคนแรกของไทย ไขข้อสงสัยสายตายาวตามวัย ที่คนเจอเยอะมากที่สุดเมื่ออายุมากขึ้น สายตาไม่ดีทำสมองเสื่อมจริงไหม? และทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สายตาในชีวิตประจำวัน พร้อมแชร์เทคนิคดูแลดวงตาก่อนที่จะพังไปทั้งชีวิต

ภาวะสายตายาวตามอายุ

ภาวะสายตายาวตามอายุ (presbyopia) จะค่อยๆ เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถมองใกล้มากๆ ได้เหมือนตอนเด็กๆ โดยทั่วไปแล้วจะเริ่มเกิดที่อายุประมาณ 40 ต้นๆ สำหรับผู้หญิง และ 40 กลางๆ สำหรับผู้ชาย จะเริ่มรู้สึกว่าไม่ชัดแล้วต้องยืดมือออกไปนิดหนึ่งถึงเห็นชัด และภาวะนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายอาจจะต้องมองไกลมากๆ ถึงจะชัด ตาเรามีระบบออโตโฟกัส กลไกที่เรียกว่า accommodation (การปรับโฟกัสของตา) ซึ่งใช้กล้ามเนื้อในการบีบตัวเพื่อโฟกัสภาพที่อยู่ใกล้ เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อนี้จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ ทำให้การปรับโฟกัสระหว่างไกลกับใกล้ช้าลง คือจะโฟกัสใกล้ได้ยากขึ้น และเมื่อมองไปไกลก็จะรู้สึกมัวก่อนแล้วค่อยๆ ชัดขึ้น

ภาวะอาการสายตายาวไม่ได้เป็นที่กล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว มีปัจจัยอื่นด้วย เช่น ตัวแก้วตา (Crystalline Lens) ของเราเอง กล้ามเนื้อควบคุมแก้วตาที่อยู่ด้านใน เมื่ออายุมากขึ้น แก้วตาจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ว่ากล้ามเนื้อจะดีแค่ไหนก็ไม่สามารถปรับตัวได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเลนส์ สรุปคือ ทุกคนต้องสายตายาวตามอายุ ในความหมายที่ว่าเดิมมองไกลได้ดี มองใกล้ได้ดี พออายุมากขึ้นจะมองใกล้แย่ลง บางคนอาจจะไม่รู้ตัวว่าเป็นสายตายาว อย่างคนสายตาสั้นประมาณ 200 หากใส่แว่นก็จะมองไกลได้ มองใกล้ได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นและกล้ามเนื้อตาอ่อนแอลง การมองใกล้ขณะใส่แว่นมองไกลจะแย่ลง อย่างไรก็ตาม หากคนนั้นถอดแว่น ก็จะมองใกล้ได้ดี เพราะมีสายตาสั้นอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงจุดโฟกัสของตาอยู่ที่ระยะใกล้โดยธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังกล้ามเนื้อ คนกลุ่มนี้อาจไม่รู้สึกตัวว่าเป็นสายตายาว เพราะเมื่อต้องการมองใกล้ก็แค่ถอดแว่น

ส่วนคนที่มีสายตายาวโดยกำเนิด พออายุ 40 ปี จะยิ่งแย่ใหญ่เลย ใส่แว่นจะช่วยปรับโฟกัสได้ เมื่ออายุมากขึ้น แว่นอาจจะต้องมี 2 กำลัง คือสำหรับมองไกลและสำหรับมองใกล้ ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าแว่น 2 ชั้น ปัจจุบันมีแบบ Progressive Lens ซึ่งไม่มีรอยต่อ ส่วนบนสำหรับมองไกล และส่วนล่างจะค่อยๆ เพิ่มกำลังขึ้นมาสำหรับการมองใกล้ ซึ่งมีข้อจำกัด ผู้ใช้ต้องยอมรับว่าไม่สามารถมองลงแบบเฉียงๆ ได้ จะมีตำแหน่งที่จะเบลอไป ต้องมองลงตรงๆ เวลาจะมองอะไรต้องหันไปมอง

สำหรับผู้ที่ชอบสวมคอนแทคเลนส์สามารถทำเป็น Progressive ทำเป็นหลายโฟกัสหลายระยะได้ สมองจะเลือกภาพเองจากภาพหลายแบบที่ตกกระทบเข้ามาในตา อย่างไรก็ตาม มันจะทำให้สูญเสียความคมชัดไปบ้าง คือมองไกลก็จะไม่คมเต็มที่ และมองใกล้ก็จะไม่ดีเต็มที่ แต่ก็ใช้ได้ทั้งคู่

คอนแทคเลนส์ถือว่าเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ เพราะเพิ่มโอกาสการเกิดปัญหากับตา สำคัญที่สุดก็คือการติดเชื้อ คนที่ใส่คอนแทคเลนส์ต้องดูแลอย่างดี ไม่ใส่นอน มีโอกาส 1 ใน 5,000 คนที่จะติดเชื้อภายใน 1 ปีถ้าใส่ทุกวัน เป็นคอนแทคเลนส์แบบ soft lens ใส่ 1 อาทิตย์หรือ 1 เดือน ที่ดีที่สุดคือใช้วันต่อวัน คอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้ออกแบบมาใช้ได้นานๆ ก็จะยิ่งแย่ เช่น คอนแทคเลนส์สี หรือ big eye คุณภาพสำหรับสุขภาพของเราจะไม่ดีเท่าคอนแทคเลนส์ใส ๆ เล็กๆ ดังนั้นควรดูแลให้ดี มีปัญหาให้ไปพบแพทย์ทันที ถ้าเกิดการติดเชื้อยิ่งรักษาเร็วยิ่งดีไม่ทำความเสียหามากต่อกระจกตา ถ้าเกิดการเสียหายจะเสียหายแบบถาวร อัตราการติดเชื้อของการใส่คอนแทคเลนส์ใน 1 ปีเยอะกว่าการทำผ่าตัดเลสิก

นอกจากการใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ มีเทคนิคอะไรบ้างที่ช่วยเรื่องการปรับสายตา

เทคนิคที่ใช้ได้ทั้งกับแว่น คอนแทคเลนส์ และการผ่าตัด คือภาวะที่เรียกว่า Monovision คือการทำให้ตาข้างหนึ่งมองไกลได้ดี และอีกข้างหนึ่งมองใกล้ได้ดี ข้อเสียคือตาที่มองไกลได้ดีจะมองใกล้ไม่ค่อยชัด และตาที่มองใกล้ดีจะมองไกลไม่ค่อยชัด แต่สมองของเราสามารถปรับตัวได้ เมื่อใช้ตาทั้งสองข้างร่วมกัน เราสามารถทำให้เกิดภาวะนี้ได้ด้วยแว่น คอนแทคเลนส์ หรือการผ่าตัด เป็นเทคนิคที่มีมานานมากแล้ว ก่อนที่จะมีการผ่าตัด และปัจจุบันนำมาประยุกต์ใช้กับการผ่าตัดในคนไข้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยจะพิจารณาปรับตาข้างที่เด่นให้มองไกลได้ดี และตาอีกข้างให้มองใกล้ได้ดี เพื่อให้สมองปรับตัว

ส่วนการทำเลสิก ที่หลายคนคิดว่าจะทำได้ไม่กี่ครั้ง จริงๆ แล้วจำนวนครั้งไม่สำคัญเท่าสุขภาพของตาและผิวตา และความแข็งแรงของกระจกตา การทำเลสิกแต่ละครั้งความหนาของกระจกตาจะหายไปบ้างเล็กน้อย กระจกตาเราจะรับได้ถึงจุดหนึ่ง เวลาเราดูคนไข้ เราจะพอสามารถบอกได้ว่าคนไข้คนนี้จะแก้ไขสายตาได้เท่าไหร่ โดยดูจากความหนาของกระจกตา เราไม่ได้นับจำนวนครั้ง แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนสายตาหรือขนาดของสายตาที่เราเอาออกไปในแต่ละครั้งมากกว่า

การทำเลสิกเพื่อแก้สายตาสั้น และแก้สายตายาว ใช้เทคนิคเดียวกัน การผ่าตัดเลสิกเป็นการใช้เครื่องมือแยกชั้นกระจกตาก่อน ให้มันเป็นสองชั้นแล้วเปิดขึ้นมา โดยยังคงมีขั้วอยู่ จากนั้นใช้ Exmaler ซึ่งเป็นเลเซอร์ชนิดหนึ่งในตา เข้าไปเปลี่ยนความโค้งของกระจกตาด้านล่าง แล้วจึงปิดกลับเข้าไป มันเหมือนกับการเจียรเลนส์คอนแทคเลนส์ สำหรับการแก้ไขสายตาสั้น จะเป็นการยิงเลเซอร์ตรงกลางให้เยอะกว่า เพื่อทำให้กระจกตาแบนลง หรือโค้งน้อยลง การแก้ไขสายตายาว เลเซอร์จะยิงออกข้าง ๆ มากกว่า ทำให้ตรงกลางโค้งมากขึ้น เลสิกสามารถแก้ได้ทั้งสายตายาวตามอายุและสายตายาวแต่กำเนิด

ถ้าสายตาไม่ดี จะทำให้สมองเสื่อมก่อนวัยได้จริงไหม ?

การรับรู้สิ่งแวดล้อมของเราประมาณ 75% มาจากการมองเห็น หากไม่ได้รับการมองเห็นภาพที่ชัดเจนตั้งแต่เด็ก สมองส่วนที่รับภาพจะพัฒนาได้ไม่ดี ทำให้ไม่รู้จักการมองเห็นภาพชัด เมื่ออายุเกิน 7-8 ขวบแล้ว ภาวะนั้นจะคงที่และไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้อีก แม้จะแก้ไขสายตาแล้วก็อาจไม่ชัดเต็มที่ หรืออยู่ในระดับปานกลางพอใช้งานได้ ภาวะนี้เรียกว่า ตาขี้เกียจ (Lazy Eye) ซึ่งเกิดจากสมองไม่ได้รับภาพที่ชัดเจนในวัยที่กำลังพัฒนา เป็นแล้วเป็นเลย ควรตรวจตาตั้งแต่เด็กเล็กๆ หากเด็กต้องหรี่ตาบ่อยๆ ควรพาไปตรวจ ในวัยผู้ใหญ่มีงานวิจัยที่เชื่อมโยงการมองเห็นที่ไม่ดีกับการเป็นภาวะสมองเสื่อม (dementia) ซึ่งรวมถึง อัลไซเมอร์ อย่างไรก็ตาม เรื่องสมองเสื่อมเป็นเรื่องที่นักประสาทวิทยาอาจตอบได้ดีกว่า แต่สำหรับเด็กๆ นั้น การมองเห็นมีผลต่อพัฒนาการของสมองอย่างแน่นอน

พฤติกรรมหรือนิสัยอะไรบ้างที่ทำให้สายตาเสื่อมก่อนเวลา ?

พฤติกรรมการใช้งานสายตา มีผลต่อสุขภาพตาน้อยมาก ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่เชื่อมโยงว่าการใช้สายตาที่ไม่ถูกต้องที่เราคิดว่าไม่ถูก เช่น ดูมือถือในห้องมืด หรือนอนตะแคง จะมีผลเสียต่อลูกตาโดยตรง สำหรับเด็กมีการศึกษาที่พบว่าการใช้สายตาในเด็กอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสายตา กล่าวคือ สายตาสั้นตามธรรมชาติจะสั้นขึ้นเรื่อยๆ จนถึงอายุ 20 ต้นๆ แล้วมักจะคงที่ การใช้งานหนักๆ เช่น เล่นมือถือหรือเล่นเกมในเด็ก อาจทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้ แต่นั่นคือในช่วงที่ตายังพัฒนาอยู่ หากโตแล้วอาจไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่

การดูจอมากๆ การใช้งานสายตามากๆ อาจทำให้ตาแห้งและเกิดความเมื่อยล้าได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วอาการเหล่านี้จะไม่ใช่ความเสียหายถาวร เพียงแค่พักผ่อนก็ดีขึ้น

ส่วนแสงสีฟ้า (Blue Light) ถ้ามีความเข้มข้นสูงมากๆ อาจมีปัญหาต่อจอประสาทตาและแก้วตาได้ แต่สำหรับแสงสีฟ้าอ่อนๆ จากจอคอมพิวเตอร์ทั่วไป ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีผลเสีย สำหรับ แว่นตัดแสงสีฟ้า ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน องค์กรวิชาชีพอย่าง American Academy of Ophthalmology ไม่ได้แนะนำให้ใช้ เพราะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้ห้าม หากอยากจะใส่เพื่อความสบายใจก็สามารถทำได้

เทคนิคการดูแลดวงตาและสายตาให้เสื่อมช้าที่สุด

การเสื่อมของตาเป็นไปตามธรรมชาติ แต่อย่าไปเร่งมัน อย่าขยี้ตาบ่อย บางคนอาจมีการนวดเพื่อช่วยให้ต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานได้ดีขึ้น แต่ควรปรึกษาคุณหมอ หากตาแห้งสามารถหยอดน้ำตาเทียมได้ หากตาแห้งมากผิดปกติ ควรไปพบจักษุแพทย์ ควรตรวจกับจักษุแพทย์เป็นประจำ หากอายุน้อย ควรตรวจทุก 2 ปี หากอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละครั้ง การตรวจที่สำคัญคือการตรวจ ต้อหิน (Glaucoma) ซึ่งแม้จะไม่ค่อยพบ แต่หากเป็นแล้วไม่รู้ตัว อาจทำให้ตาบอดได้อย่างถาวรและไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นได้เหมือนต้อกระจก ส่วนเรื่องการพักสายตาจะช่วยให้ตาของเราใช้ทำงานได้ทนขึ้นและรู้สึกสบายขึ้น ไม่ได้ป้องกันความเสียหายถาวร มีหลักการพักสายตาที่เรียกว่า "20-20-20" คือ ใช้งาน 20 นาที พัก 20 วินาที โดยมองไปในระยะไกลเกิน 20 ฟุตขึ้นไป

ขอบคุณข้อมูลจากรายการ On the way with Chom ช่อง Podcast : Life Dot

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...