โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ช่องแคบฮอร์มุซ" กับ"ราคาน้ำมัน" สนค. ชี้ ตัวแปรเศรษฐกิจไทย

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 18.59 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2568 เวลา 01.00 น.

เมื่อ 13 มิ.ย. 68 อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการ"Rising Lion" ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดทอนศักยภาพทาง นิวเคลียร์อิหร่าน ส่วนอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าไปในดินแดนอิสราเอล กลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แหล่งพลังงานของโลก

โดยเฉพาะน้ำมันและยังเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าและน้ำมันที่สำคัญของโลก สถานการณ์ความขัดแย้งดำเนินต่อเนื่อง ส่งผลให้โลกต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาน้ำมันอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะระดับ 74 – 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 10% จากเดือนก่อน

ล่าสุดรัฐสภาอิหร่านก็ได้ลงมติสนับสนุนให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ แม้ว่ามติดังกล่าวยังต้องได้รับการอนุมัติจากสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติและผู้นำสูงสุดอิหร่านก่อนที่จะดำเนินการ แต่สัญญาณความตึงเครียดดังกล่าวทำให้ช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์นี้กลายเป็นจุดที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด

ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเส้นทางพลังงานของโลก จากแหล่งน้ำมันดิบสำคัญในภูมิภาคซึ่งอยู่บริเวณโดยรอบอ่าวเปอร์เซียไปสู่ลูกค้าในภูมิภาคอื่นทั่วโลก โดยในปี 2023 มีปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ ประมาณ 20.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่าหนึ่งใน 1 ใน 5 ของปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบทั่วโลก

หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 – 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะเวลาอันสั้น

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้วิเคราะห์ “ราคาน้ำมันโลก แรงกระเพื่อมต่อการค้าและเศรษฐกิจไทย”

“พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ”ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันโลกเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (net oil importer) ความผันผวนของราคาน้ำมันจึงไม่เพียงสะท้อนต้นทุนพลังงานเท่านั้น หากยังแทรกซึมสู่ทุกมิติของระบบการค้า ทั้งด้านต้นทุนการผลิต ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงมูลค่าการนำเข้า รวมถึงดุลการค้าของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานชี้ว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันดิบเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่สามารถผลิตได้ภายในประเทศเพียง 70,000 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% ส่วนอีกกว่า 93% จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ความไม่สมดุลด้านโครงสร้างพลังงานดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมีผลต่อเสถียรภาพทางการค้าโดยตรงและต่อเนื่อง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ มีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับปานกลางกับดุลการค้าของไทย โดยมีค่าสหสัมพันธ์ (correlation coefficient) เท่ากับ -0.443 ที่ระยะเวลา lag 3 เดือน ซึ่งหมายความว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนก่อน ดุลการค้าในปัจจุบันมักจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p-value < 0.01) ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของการเกินดุล หรือการขาดดุลที่ทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อเสถียรภาพทางการค้าของประเทศ

ข้อมูลการนำเข้าในปี 2567 ยิ่งตอกย้ำข้อสังเกตนี้ เมื่อพบว่ามูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 10.6% ของมูลค่าการนำเข้ารวม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสินค้านำเข้าหลักที่มีอิทธิพลต่อดุลการค้าโดยตรง ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงจึงเป็นแรงกดดันที่ชัดเจนต่อดุลการค้าของประเทศ

แม้ผลกระทบจะไม่แสดงทันทีในเดือนเดียวกัน แต่จะสะท้อนผ่านวงจรทางธุรกิจ เช่น การทำสัญญาระหว่างประเทศ ระยะเวลาการส่งมอบสินค้า และการลงบัญชี ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 2 – 3 เดือนกว่าจะปรากฏในข้อมูลทางเศรษฐกิจหรือระบบบัญชีดุลการค้าของประเทศอย่างเป็นทางการ

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันยังเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในการดำเนินนโยบายทางการเงินของหลายประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางสหราชอาณาจักร (BoE) ได้แสดงจุดยืนชัดเจนในการประชุมช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 ว่าจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้เงินเฟ้อโดยรวมจะเริ่มชะลอลงจากจุดสูงสุดในปี 2566

โดยให้เหตุผลว่า ต้องรอประเมินผลกระทบของราคาพลังงานต่อเงินเฟ้ออย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากวิกฤตตะวันออกกลาง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (fed) แสดงท่าทีในทำนองเดียวกัน

พร้อมระบุว่า แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อโดยรวมจะผ่อนคลายลงในบางหมวด เช่น ที่อยู่อาศัยและอาหาร แต่ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันเบนซินยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูงเกินกรอบเป้าหมาย 2% ได้อีกครั้ง

หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ราคาน้ำมันไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อดุลการค้าและต้นทุนของภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และภาครัฐ ผ่านกลไกของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการลงทุน การกู้ยืม และการบริโภคในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ในปี 2567 ไทยนำเข้าพลังงาน (น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันสำเร็จรูป) มูลค่า 45,902.8 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางมูลค่า 24,139.3 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า52.6% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งหมดของไทย

แหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และโอมาน โดยนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์เป็นหลัก

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อุปทานน้ำมันดิบกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศจะได้รับผลกระทบ และหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจนำมาสู่การเผชิญราคาน้ำมันและค่าพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งมีผลโดยตรงทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนน้ำหนักถึง 9.57%

ทั้งนี้สนค.มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2–3 เดือนหลังจากที่ราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงาน จึงเป็นภารกิจร่วมของภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ว่าจะผ่านการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง (hedging instruments)

การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในภาคการผลิต การลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ให้ประหยัดพลังงาน และการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (early warning system) ที่บูรณาการข้อมูลราคาพลังงานเข้ากับการวิเคราะห์และคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ

“การรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจการค้าของไทยภายใต้แรงกดดันจากตลาดพลังงานโลก จำเป็นต้องอาศัยการกำหนดนโยบายที่ยืดหยุ่น รอบคอบ และบูรณาการระหว่างภาคส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและความผันผวนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ”นายพูนพงษ์ ระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...