คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : เรือ ‘รัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ที่ไม่เคยไปถึงฝั่ง ใครบ้างที่มือไม่พาย ใครเอาเท้าราน้ำ และฝ่ายไหนที่แอบเจาะเรือ
เรือ ‘รัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ที่ไม่เคยไปถึงฝั่ง
ใครบ้างที่มือไม่พาย ใครเอาเท้าราน้ำ และฝ่ายไหนที่แอบเจาะเรือ
เมื่อ “พรรคประชาชน” ยื่นข้อเสนอฝ่าทางตันโดยมีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งว่า นายกฯ ที่พรรคประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกนั้น ต้อง “เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง” ก็เข้าใจได้ว่าในวิกฤตการเมืองเกือบทุกครั้ง เมื่อไล่สาวไปเรื่อยๆ จะพบว่าล้วนมีที่มาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งสิ้น
พร้อมกับที่มีความเห็นจากบรรดากองเชียร์ออกมาในทำนองกล่าวโทษว่าการที่พรรคเพื่อไทยได้รับ“ผลร้าย” จากรัฐธรรมนูญนี้ ก็เป็นผลมาจากเมื่อพรรคตัวเองได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่ก็ไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เอง
แต่ถึงอย่างนั้น “ข้อเท็จจริง” อันเป็นอุปสรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้ “เรือ” ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ไปถึงฝั่งอันเป็นที่หมาย จะต้องมีอันล่มเพราะชนหินโสโครก ถูกใครมาแอบเจาะจนต้องจมลงก่อนได้ทันออกจากฝั่งเสียทุกครั้งไป มันเป็นเพราะฝ่ายรัฐบาล หรือเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยต้องรับผิดชอบจริงหรือ
อนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ทั้งหมดที่จะกล่าวถึงต่อไป ล้วนเป็นข้อมูลที่หาได้ในสื่อหรือแหล่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้วทั้งสิ้น ไม่มีส่วนใดที่เป็นการใช้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้มาพิเศษอันเป็นผลมาจากหน้าที่การงานในบทบาทหนึ่งแต่อย่างใด
ส่วนใครอ่านแล้วยังอยากจะเชื่อต่อไปว่า“ที่เป็นแบบนี้เพราะพรรคเพื่อไทยไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ” อยู่อีกก็สุดแท้แต่วิจารณญาณและความเป็นธรรมของแต่ละบุคคลซึ่งคงไปกะเกณฑ์คาดหวังไม่ได้
ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มในช่วงปลายปี พ.ศ.2563 ที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ตั้งแต่ครั้งที่พรรคเพื่อไทยยังเป็นฝ่ายค้านร่วมกับ “พรรคส้ม” ที่ตอนนั้นยังเป็น “พรรคอนาคตใหม่” โดยรัฐสภาได้รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมฝ่ายค้านไปเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563
หากต่อมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และ นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ได้ยื่นญัตติขอให้รัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ว่ารัฐสภามีหน้าที่หรืออำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ โดยผู้เสนอญัตติดังกล่าวและสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมกันมีมตินั้นเห็นว่า รัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เฉพาะเป็นรายมาตราเท่านั้น ไม่มีอำนาจตั้ง ส.ส.ร.ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับขึ้นมาแทนรัฐธรรมนูญ 2560
ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2564 ออกมาสรุปได้ว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชน“ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ก่อน จึงสามารถดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เมื่อจัดทำเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติให้ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างมานั้นอีกครั้งหนึ่งด้วย จึงจะถือเป็นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับที่ชอบตามรัฐธรรมนูญ
นั่นเท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการแล้วนั้น ไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในครั้งนั้นเป็นอันสูญเปล่าไป
จนกระทั่งในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2566 ประชาชนก็ได้เห็น “พิษ” ที่ซ่อนไว้ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างชัดเจน เมื่อพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯหนึ่งเดียวของพรรคไม่ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดย ส.ว. ที่มีที่มาจากบทเฉพาะกาล นำไปสู่ความเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อร่างใหม่ทั้งฉบับอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2566 เมื่อกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ โดยเครือข่าย iLaw ยื่นรายชื่อประชาชนเกิน 200,000 รายชื่อ โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งวันกว่าๆ ในการเข้าชื่อของประชาชนรวมกันสองแสนรายชื่อด้วยแบบฟอร์มกระดาษทั้งหมด
แม้ความต้องการของประชาชนจะชัดเจนดังกล่าว แต่เนื่องจากติดที่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 วางเงื่อนไขไว้อยู่ ทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องตั้งคณะทำงานศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเพื่อจะได้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว นำไปสู่ปัญหาถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นว่า การทำรัฐธรรมนูญตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว จะต้องทำเป็น 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง
ถึงอย่างนั้น เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2567 ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 123 คน ก็ร่วมเสนอยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 พร้อมระบบเลือกตั้งให้ได้มาซึ่ง ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา โดยใช้แนวทางการทำประชามติสองครั้ง ซึ่งก็เป็นแนวทางเดียวกับที่พรรคก้าวไกล (ในขณะนั้นยังไม่ถูกยุบ) ก็เห็นพ้องด้วย
แต่ก็ปรากฏว่านายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จากพรรคประชาชาติ เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมกันเสนอนั้นน่าจะขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 จึงไม่ยอมบรรจุร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมของรัฐสภา
สส. พรรคเพื่อไทยจึงเข้าชื่อกันอีกครั้งเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 210 (2) ว่า ประธานรัฐสภามีอำนาจที่จะไม่บรรจุวาระเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาได้หรือไม่ สุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งที่ 21/2567 วินิจฉัยไม่รับคำร้องด้วยเหตุผลว่าการบรรจุร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่วาระการประชุมของสภาหรือไม่ เป็นอำนาจของประธานสภาที่วินิจฉัยเองได้ จึงไม่ใช่ปัญหาอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัย
แต่ถึงอย่างนั้น การที่ประธานรัฐสภาไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาก็ล่วงเลยไปแล้ว จึงเหมือนการ“เจาะเรือ” ที่หมายจะเดินทางไปสู่จุดหมายในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ให้จมลงไปอีกครั้งโดยยังไม่ออกจากฝั่ง
หลังจากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ตั้ง ส.ส.ร.อีกครั้ง โดยมีทั้งร่างของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน (พรรคก้าวไกลเดิม) ซึ่งทั้งสองร่างมีหลักการที่ตรงกันคือให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรงขึ้นมาเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนข้อแตกต่างคือ ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญจะสามารถยกร่างจัดทำรัฐธรรมนูญได้โดยยกเว้นว่าจะต้องไม่มีการแก้ไข หมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ร่างของพรรคประชาชนนั้นสามารถแก้ไขได้ทุกหมวดทุกมาตรา แต่ต้องอยู่ในหลักการว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในครั้งนี้ ประธานรัฐสภาบรรจุเรื่องเข้าวาระได้ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ปรากฏว่า นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย แจ้งประธานที่ประชุมร่วมรัฐสภาว่า ส.ส.ของพรรคไม่ขอร่วมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอกันมานั้นจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ผลคือ ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดวอล์กเอาต์ ทำให้การประชุมเพื่อจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี ส.ส.ร.ในครั้งนั้นก็ล่มไปอีก จนกระทั่งในวันรุ่งขึ้น ได้มีการขอมติของรัฐสภาเพื่อส่งปัญหานี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเรื่องประชามตินี้อีกครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าว ขณะนี้คดีอยู่ในกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับที่ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งหนึ่ง
จากเส้นทางของความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้ ก็ขอตั้งคำถามสำหรับผู้ที่เชื่อว่า “พรรคเพื่อไทยไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560” ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดข้างต้นนั้น มีตรงไหนหรือที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามขัดขวาง หรือแสดงถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตั้ง ส.ส.ร. ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย? การที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการไปได้ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งก็ดีนั้น เกิดจากความพยายามขัดขวางของกลุ่มคน พรรคการเมือง กลุ่มไหน
เช่นเดียวกับที่ขอตั้งคำถามไปยัง“พรรคประชาชน” ด้วยว่า ข้อเสนอที่ว่าทางพรรคยินดีที่จะออกเสียงเลือกนายกฯขึ้นมาเพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยทำประชามติพร้อมการเลือกตั้งนั้น หากเป็นการออกเสียงสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยแล้ว รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะต้องทำอะไรให้ได้ผลมากกว่าที่เคยได้ทำลงไปแล้วเพื่อผลักดันให้เกิดการออกเสียงประชามติเพื่อเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร และหากในที่สุดยังไม่สามารถผลักดันหรือขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำประชามติจัดตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้สำเร็จเพราะถูกขัดขวางล่มเรือดังเช่นที่เคยเป็นมา ในตอนนั้นจะพากันไปชี้หน้าว่าพรรคเพื่อไทย “ตระบัดสัตย์” อีกหรือไม่?
รวมถึงคำถามต่อมาว่า ถ้านายกรัฐมนตรีที่พรรคประชาชนออกเสียงให้เกิดจะเป็นนายกฯจากพรรคอื่นที่เป็นไปได้ ก็อยากจะถามว่า พรรคประชาชนจะสามารถผลักดันอย่างไรให้พรรคการเมืองที่ดูจะไม่เต็มใจการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ยื่นคำขาดไว้ รวมถึงทางพรรคประชาชนจะสามารถ“ลดเงื่อนไข” ที่จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2 ตามแนวทางของพรรคการเมืองดังกล่าวได้หรือไม่
แล้วก็ขออีกสักข้อ คือตามที่ แกนนำสำคัญของพรรคประชาชนได้ออกมายอมรับว่าเคยพบปะพูดคุยกับทางพรรคภูมิใจไทยจริง แต่เป็นการหารือกันเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น ในฐานะที่พรรคประชาชนนั้นดูจะให้ความสำคัญเหลือเกินกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่นนั้นในโอกาสดังกล่าว ได้พยายามช่วยคุยหรือโน้มน้าวพรรคภูมิใจไทย เพื่อขอให้ “เปิดทาง” หรือ “ลดอุปสรรค” ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยกระบวนการประชามติที่สมเหตุสมผลด้วยหรือไม่
ถ้าไม่ได้ชวนคุยกันเรื่องนี้เลยก็ออกจะเสียดายโอกาสมิใช่น้อย สำหรับพรรคการเมืองที่แสดงออกอยู่ตลอดมาว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้นสำคัญเสียจนถึงกับยกใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งในการออกเสียงเลือกนายกฯเพื่อฝ่าทางตัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : เรือ ‘รัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ที่ไม่เคยไปถึงฝั่ง ใครบ้างที่มือไม่พาย ใครเอาเท้าราน้ำ และฝ่ายไหนที่แอบเจาะเรือ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th