โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สทร. จี้รัฐเร่งปิดดีลภาษีก่อนเส้นตาย หวังรักษาตลาดสหรัฐ มูลค่า 2 ล้านล้าน

PostToday

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 01.04 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.57 น.

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก แถลงข่าวร่วมกับนายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธาน และนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร โดยระบุว่า อัตราภาษีส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 36% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และจะส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกของไทยพุ่งสูงจนไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะกับประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างชัดเจน

ผลกระทบจากภาษีดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อภาคส่งออกของไทย โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มีมากถึง 2 ล้านล้านบาทต่อปี สินค้าที่จะได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหารสำเร็จรูป ข้าว ยางพารา รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ซึ่งหลายกลุ่มมีการใช้แรงงานเข้มข้น หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อาจนำไปสู่การเลิกจ้างจำนวนมาก รวมถึงกระทบรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างถ้วนหน้า

นายธนากรระบุว่า ปัญหานี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อผู้ผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น แต่ยังอาจขยายวงกว้างไปสู่ภาคการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจชะลอตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีข้างหน้า ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่ภาวะชะงักงันและสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ดังนั้น เห็นว่า รัฐบาลเร่งปิดดีลลดภาษีกับสหรัฐ ภายในรอบการเจรจาครั้งที่ 2 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่กระชั้นชิดกับเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม 2568 โดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งหนังสือระบุชัดว่า จะไม่มีการเลื่อนหรือขยายกำหนดการใด ๆ เพิ่มเติม ซึ่งทำให้ทีมเจรจาของไทยต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เหมาะสม

ขอให้ทีมเจรจาช่วยพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วก็ทำให้เรื่องนี้จบให้ได้ โดยเห็นว่า ไทยควรได้อัตราภาษีที่เป็นธรรมเทียบเท่าเวียดนาม ซึ่งสามารถปิดดีลได้ที่เรท 20% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าเรทนี้เหมาะสมและเป็นระดับที่ไทยสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว สรท. เตรียมยื่นข้อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมีสาระสำคัญในการขอให้ภาครัฐเร่งเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยให้เหลือ 0% โดยเฉพาะในรายการสินค้าที่ไทยสามารถยอมรับได้ พร้อมทั้งเสนอให้ขยายเวลาสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนสำหรับนักลงทุนสหรัฐฯ และเพิ่มปริมาณการจัดซื้อสินค้ากลุ่มพลังงานจากสหรัฐฯ แทนแหล่งอื่น เพื่อใช้เป็นแต้มต่อในการเจรจา

นอกจากนี้ สรท. เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการหาตลาดศักยภาพอื่นทดแทน โดยจัดสรรงบประมาณสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการค้า ทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มงบโครงการ SMEs Proactive เพื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมบุกตลาดใหม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ภาครัฐไม่สามารถจัดพาไปได้ และขอให้รัฐร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนวงเงินหมุนเวียนและค่าธรรมเนียมป้องกันความเสี่ยงจากการค้าต่างประเทศ

สรท. ยังเรียกร้องให้รัฐเร่งรัดการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ยังค้างอยู่ พร้อมทั้งเสนอให้เร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในด้านของการเสริมความสามารถในการแข่งขัน สรท. เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาลดต้นทุนทางธุรกิจอย่างจริงจัง เช่น การหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงควบคุมค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เอื้อต่อการส่งออก ขอให้ชะลอการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และพิจารณาลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าไฟฟ้า น้ำมัน และค่าขนส่ง

ข้อเสนออื่นที่สำคัญ ได้แก่ การให้สามารถหักภาษีค่าขนส่งสินค้าได้ 200% จากค่าใช้จ่ายจริง การเร่งคืนภาษีธุรกิจ และการพัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการส่งออกนำเข้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

ในด้านการควบคุมสินค้านำเข้า สรท. แนะให้ภาครัฐเข้มงวดกับการนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ และป้องกันการสวมสิทธิ์ส่งออก โดยเสนอให้บังคับใช้กฎ 24 Hours Rule สำหรับการแจ้งข้อมูลสินค้าก่อนขนส่งมายังไทย เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าและเขตปลอดอากร และกำหนดให้ผู้ขายต่างชาติบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ต้องมีการยืนยันตัวตนชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ผลิตในประเทศ

สรท. ย้ำว่า หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน ประเทศไทยอาจเผชิญกับผลกระทบเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ แรงงาน และการลงทุน ที่อาจใช้เวลาหลายปีในการฟื้นตัว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...