โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘บัตรทอง 30 บาท’ ถึงเวลา ‘ร่วมจ่าย’ ควรปรับแก้พ.ร.บ.ที่ใช้มา 20 ปี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 02.17 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 09.01 น.

งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คาดว่าจะได้รับในปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ราว 2.65 แสนล้านบาท หักเงินส่วนของเงินเดือนราว 71,000 ล้านบาท เหลืองบประมาณที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)นำมาบริหารจัดการราว 1.93 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ สปสช.ได้จัดทำ(ร่าง) ประกาศการดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2569 (งบขาลง 2569) โดยหนึ่งในประเด็นที่มีการปรับปรุงใน(ร่าง)ประกาศนี้ คือ การสุ่มตรวจสอบเวชระเบียนเพื่อนำมาพิจารณาปรับค่าใช้จ่ายสำหรับบริการผู้ป่วยในทั่วไป เป็นต้น และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการนั้น ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ในวันที่ 4 ส.ค.2568

งบผู้ป่วยในเพิ่มแค่ 3.5 %

นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้อำนวยการรพ.ราชบุรี และอดีตประธานชมรมรพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2569 พบงบเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มขึ้นเพียง 9.09% ขณะที่ค่าบริการนอกงบเหมาจ่ายรายหัว หรือกลุ่มนวัตกรรมใหม่ๆเพิ่มขึ้นถึง 22. 70%

หากแยกประเภทย่อยจะเห็นว่างบผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นแค่ 3.5% แต่งบหน่วยนวัตกรรมเพิ่มขึ้นถึง 72.9% ซึ่งเชื่อว่าอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์บริหารกองทุนฯ คงไม่มีเวลาดูรายละเอียดหรือไม่ เพราะข้อมูลทั้งหมดสปสช.เป็นคนเสนอไป

ส่วนกรณีการสุ่มตรวจเวชระเบียนไม่มีใครเถียงว่าเวชระเบียนควรมีคุณภาพ ควรต้องมีการสุ่มตรวจสอบ ไม่มีใครไม่ให้สุ่มตรวจ แต่วิธีการสุ่มตรวจเวชระเบียน ควรจะมีวัตถุประสงค์ คือ 1. การให้บริการจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าหากไม่มีการให้บริการจริง เรื่องนี้ สปสช. ต้องตรวจสอบให้ได้ 2. การบันทึกเวชระเบียนให้มีคุณภาพ ต้องอ่านออกและต้องเขียนรายละเอียดให้ชัด มีลายเซ็นให้ครบ เรื่องนี้เป็นเรื่องคุณภาพการบันทึกเวชระเบียน ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ให้บริการ แต่สปสช. พยายามจะเอาการบันทึกคุณภาพมาเป็นหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน ซึ่งไม่ควรเอาเรื่องประเมินคุณภาพมาเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินทั้ง 100% เพราะไม่แฟร์กับรพ.

ควรปรับแก้พ.ร.บ.บัตรทองใช้มากว่า 20 ปี

สำหรับข้อเสนอ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะสั้น ต้องยอมรับว่าการบริหารต้องปรับรูปแบบใหม่ ,ของบเพิ่ม กรณีรักษาผู้ป่วยจริงผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน รวมถึงหยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ที่ไม่จำเป็นจนกว่าบริการที่จำเป็นได้รับงบเพียงพอ และคลินิกอบอุ่นต้องหาแนวทาง risk pooling & sharing
  • ระยะกลาง นำต้นทุนมาใช้ตามมาตรา 46(1) หรือศึกษาต้นทุนโดยเร็ว ซึ่งตามที่รมว.สาธารณสุขกำหนดให้มีกรรมการศึกษาต้นทุนนั้นยังไม่เห็นความคืบหน้า
  • ระยะยาว ต้องปรับแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่ใช้มากกว่า 20 ปี

ถึงเวลาส่งเสียงให้ “ร่วมจ่าย”

ด้าน นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ กรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข สปสช. กล่าวว่า พ.ร.บ.ได้มีการเขียนว่าสามารถให้ร่วมจ่าย (Co-payment)ได้ ซึ่งมองว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องร่วมจ่าย เป็นกระบวนการให้เกิดความยั่งยืนให้ทุกอย่างทำได้ต่อ เพราะหากปล่อยให้บริการฟรีไปตลอด ไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อไหร่จะมีบริการที่ดี ซึ่งการร่วมจ่ายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องสะท้อนออกไป ต้องส่งเสียงไปที่ฝ่ายการเมือง

“ต้องช่วยกันส่งเสียงว่าวันนี้ถึงเวลาของการร่วมจ้ายแล้ว ซึ่งทุกวันนี้หลายรพ.ก็ทำกันอยู่ โดยเก็บเงินจากคนไข้ แต่เมื่อเรื่องมาถึงสปสช.ก็สั่งให้คืนเงิน ซึ่งผมได้คุยในบอร์ดควบคุมฯว่าเรื่องนี้จะดำเนินการอย่างไร เพราะถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจะมีคนไข้รู้ว่าแม้จ่ายเงินให้รพ.แต่เมื่อเรียกร้องก็จะได้เงินคืน”นพ.ธงชัยกล่าว

ยกตัวอย่าง กรณีรพ.จุฬาลงกรณ์มีคนไข้สะสมใบเสร็จเก็บไว้ 5 ปีแล้วมาขอเรียกเงินคืนแล้วรพ.ไม่ได้ให้คืน ก็ร้องเรียนมาที่สปสช. ซึ่งตามกฎหมาย ตามระเบียบก็สั่งให้รพ.จ่ายคืน จึงมองว่าถึงเวลาต้องแก้หรือดำเนินการอะไรบางอย่าง โดยต้องการการหารือกันอย่างมากและอย่างจริงใจ

เสนอใช้ระบบดีวาด (Divad)

นพ.วราการ คำน้อย ผอ.รพ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี กล่าวว่า การให้บริการด้านปฐมภูมิหากเราสามารถใช้วิธีการเป็นระบบดีวาด (Divad) ได้หมายถึงว่า ในกรณีที่เป็นงบผู้ป่วยรายหัวที่ให้บริการพื้นฐานอยู่แล้วสามารถเพิ่มเข้าไปได้ในกลุ่มที่ประชาชนในพื้นที่มีสุขภาพดี อาจจะตั้งเป้าว่าในแต่ละพื้นที่สามารถให้บริการให้ประชาชนสุขภาพดีได้มากเท่าไหร่ โดยหลักเกณฑ์ต่างๆ สปสช. มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วในการกำหนด ถ้าเกิดพื้นที่ไหนสามารถทำได้สำเร็จอาจเป็นระบบดีวาด (Divad)

เห็นด้วยควรให้ “ร่วมจ่าย"

ขณะที่ นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา รองผอ.สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ภายใต้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดควรใช้เท่าที่จำเป็น ซึ่งทุกคนมีศักยภาพไม่เท่ากัน โดยคนที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาก็ดูแลเต็มที่แบบไม่ต้องร่วมจ่าย ส่วนคนที่สามารถจ่ายได้ก็ควรให้การสนับสนุนจ่าย ก็อยากให้ช่วยจ่าย

“ยิ่ง รพ.มีการพัฒนามากขึ้น คนไข้แต่ละรพ.ก็มีมากขึ้น เพราะเมื่อบริการดีก็จะมีผู้ใช้บริการเพิ่ม ซึ่งถ้าหากคนไข้มีการสนับสนุนให้รพ.ได้บางส่วน คิดว่าเป็นประโยชน์และทำให้รพ.มีแรงต่อไป" นพ.เกรียงไกร กล่าว

จ่ายชดเชยค่าผู้ป่วยนอก-ในไม่พอ

พญ.นันทวัน ชอุ่มทอง นายกสมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น กล่าวว่า ข้อเสนอที่สำคัญส่วนหนึ่ง อาทิ

1.กำหนดให้ชัดเจน กรณีงบประมาณผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยในไม่เพียงพอระหว่างปี เสนอให้สปสช.ใช้เงินกองทุนจากรายการและประเภทบริการอื่นจ่ายไปก่อน หากไม่พอของบประมาณเพิ่มทดแทนในปีถัดไป หรือหากเหลือ ก็จ่ายเงินคืนเข้ามาในรายการประเภทอื่นๆที่ยืมมาจ่ายในระหว่างปีไปก่อน จะทำให้งบประมาณเพียงพอ

2.ขอให้แยกงบประมาณค่าใช้จ่ายการจัดบริการปฐมภูมิไว้ต่างหาก ให้คลินิกดูแลในส่วนที่มีศักยภาพเท่าที่ทำได้ เสนอให้ต้องแยกงบค่าส่งต่อ

3.งบค่าเสื่อม เสนอให้เป็นค่าเช่าอาคารสถานที่ในแต่ละปีงบประมาณหรือครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้การจัดบริการสาธารณสุขเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

4.การปรับลดค่าแรงภาครัฐ มีผลกระทบกับกองทุนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยบริการภาคเอกชน ควรมีการสรุปเป็นรายเดือนให้ชัดเจน

“ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีการตรวจสอบพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายผิดกองทุน ทางสปสช.ควรวางระบบ ให้ชัดเจน เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดในการจัดสรรงบประมาณ ไปยังหน่วยที่ ต้องมาพิสูจน์ ในภายหลังว่าไม่ได้ให้บริการจริงหรือรหัสจับคู่ยาผิดพลาดหรือนํารายการกิจกรรมผู้ป่วยในมาเบิกงบผู้ป่วยนอก”พญ.นันทวันกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...