โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP หั่น GDP ปี 67 เหลือ 1.6% ชี้ ‘การเมืองป่วน’ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ

Amarin TV

เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 05.45 น.
KKP หั่น GDP ปี 67 เหลือ 1.6% ชี้ ‘การเมืองป่วน’ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ ขาดงบกระตุ้น

KKP Research ในเครือกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2025 ลงเหลือ 1.6% จากประมาณการเดิมที่ 1.7% และปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากระดับเดิมที่ 2.0% โดยแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากทิศทางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เริ่มผ่อนคลาย แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะภายในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การชะลอตัวอย่างชัดเจนของนักท่องเที่ยวจีน ปัญหาความสามารถในการแข่งขันในภาคการผลิต และการบริโภคภายในประเทศที่ยังถูกกดดันจากการหดตัวของสินเชื่อภาคธนาคาร

จากความเสี่ยงดังกล่าว KKP Research ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 เนื่องจากปัจจัยหนุนเศรษฐกิจระยะสั้นที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงต้นปีเริ่มลดลง โดยเฉพาะฐานต่ำของการลงทุนภาครัฐที่เริ่มหมดผลต่อการเติบโต การเร่งตัวของการส่งออกที่ชะลอลง และภาคการท่องเที่ยวที่แผ่วลงต่อเนื่อง

นอกจากนี้ KKP Research ยังเตือนว่า การประเมินเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นมีความไม่แน่นอนสูงและเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยมี 3 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องติดตามใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้การผ่านงบประมาณภาครัฐล่าช้า การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่อาจมีผลต่อการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย และราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยปี 2025: แนวโน้มชะลอตัวชัดเจน

KKP Research มองว่าปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยในปี 2025 มาจากทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวและปัจจัยเฉพาะที่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งมีแนวโน้มจะกดดันเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

1. นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก KKP Research ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยลดลงเหลือเพียง 30-40% ของระดับก่อนโควิด-19 จากที่เคยฟื้นตัวขึ้นเกือบ 70% ในช่วงก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจาก

  • ความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีลักพาตัวนักท่องเที่ยวจีนในไทย ส่งผลให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างว่าไทยไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย
  • การแข่งขันจากประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเยนอ่อนค่า ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินหยวน ทำให้ต้นทุนการเดินทางมาไทยสูงขึ้น
  • สัญญาณชะลอตัวของตลาดจีน ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เพียงการหยุดชั่วคราวเหมือนในอดีต แต่มีแนวโน้มที่การฟื้นตัวจะยืดเยื้อ

KKP Research มองว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดอื่น เช่น อินเดีย รัสเซีย และประเทศในอาเซียน จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่กลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้ยังไม่สามารถชดเชยการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนได้อย่างสมบูรณ์

สำหรับปี 2025 KKP Research คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประมาณ 33.6 ล้านคน แต่ยังประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวมีความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูง.

2. การส่งออกและภาคการผลิตขยายตัวไม่ยั่งยืน

KKP Research มองว่า การเติบโตของการส่งออกไทยในช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก การระบายสินค้าคงคลังเดิม ไม่ได้เกิดจากคำสั่งซื้อใหม่หรือการผลิตใหม่ที่มีความยั่งยืนและต่อเนื่อง โดยเฉพาะ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 100% ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าเพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง

สำหรับ ภาคการผลิต ที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว ได้แก่

  • การเร่งผลิตยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงจัดงาน Motor Show เพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ
  • การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามแรงผลักจากการเร่งส่งออก
  • การผลิตอาหาร โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มที่ได้รับอานิสงส์จากผลผลิตปาล์มสดที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย

KKP Research เตือนว่า ภาคการผลิตของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อแรงสนับสนุนชั่วคราวเหล่านี้สิ้นสุดลง นอกจากนี้ ทิศทางการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

3. การบริโภคในประเทศยังอ่อนแรงตามการหดตัวของสินเชื่อ

KKP Research ประเมินว่า การบริโภคภายในประเทศยังคงอ่อนแรง และได้รับแรงกดดันจาก การชะลอตัวของสินเชื่อในระบบธนาคาร ทั้งในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ SMEs และภาคครัวเรือน โดยเฉพาะ สินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน สะท้อนภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นในระบบธนาคาร

นอกจากนี้ รายได้ของครัวเรือนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้กำลังซื้อในประเทศยังไม่สามารถกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่

ในระยะยาว เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับ ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ที่กดดันการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเสถียรภาพและศักยภาพของอุปสงค์ในประเทศ

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังยังเผชิญความท้าทาย เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Technical Recession

เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession)

KKP Research ประเมินว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากระดับ 3.1% ในไตรมาสแรก เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจที่เคยช่วยผลักดันในช่วงต้นปี กำลังทยอยหมดไป ประกอบด้วย

  • แรงส่งจากฐานต่ำของการลงทุนภาครัฐในปีก่อน การก่อสร้างในช่วงที่ผ่านมาเติบโตในระดับสูงกว่าปกติจากผลของฐานต่ำ แต่มีแนวโน้มจะชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไป
  • การส่งออกที่เร่งตัวสูงในช่วงต้นปี ตัวเลขการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตผิดปกติจากการเร่งระบายสินค้าคงคลัง อย่างไรก็ตาม คาดว่าการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีอาจหดตัวลงแรงกว่าที่ประเมินไว้
  • การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าการท่องเที่ยวจะยังเติบโตในไตรมาสแรก แต่เริ่มส่งสัญญาณชะลอลงในช่วงต่อมา และในช่วงครึ่งปีหลังจำนวนนักท่องเที่ยวอาจเริ่มติดลบเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยสูญเสียแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เคยพึ่งพามาอย่างต่อเนื่องหลังการระบาดของโควิด-19 ขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ยังคงเปราะบาง

KKP Research มองว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากไม่มีการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ถดถอยลงในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มปี 2026 KKP Research คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งต่ำกว่าปี 2025 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกสินค้าหลังจากที่เร่งตัวขึ้นในปีนี้

3 ความไม่แน่นอนที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวกว่าที่คาด

ในระยะถัดไป KKP Research ยังคงมองว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และยังมีความเสี่ยงจาก 3 ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ได้แก่

1. ความไม่แน่นอนทางการเมืองและข้อจำกัดของภาครัฐ

สถานการณ์การเมืองในประเทศมีความเปราะบางมากขึ้น หลังจากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลเหลือเสียงเพียงเล็กน้อยเหนือกึ่งหนึ่ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จะล่าช้าหรืออาจไม่สามารถผ่านได้ทันเวลา

ความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณจะส่งผลโดยตรงต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการภาครัฐที่สำคัญ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพคล้ายกับวิกฤตการคลังในปี 2023–2024 ที่เคยทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าหลายไตรมาสและกดดันเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยในอดีตพบว่าการล่าช้าดังกล่าวส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.0 – 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อไตรมาส หรือประมาณ 0.3 – 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อการเติบโตของ GDP ทั้งปี

2. ความเสี่ยงจากสงครามการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยในช่วงแรกสหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% ก่อนจะปรับลดลงชั่วคราวเหลือ 10% ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาภาษีภายใต้บริบทการเมืองไทยที่ไม่มั่นคงมีแนวโน้มที่จะเผชิญความล่าช้าและความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจกลับไปเก็บภาษีในอัตราสูงอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยและสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ

KKP Research ประเมินว่า หากสหรัฐฯ กลับมาเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ 36% อีกครั้ง จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเก็บภาษีเลย

3. ความเสี่ยงจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอลและผลต่อราคาน้ำมัน

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลสร้างความเสี่ยงต่อการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยที่มีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง

ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไทยอาจเผชิญภาวะ "stagflation" หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกระทบเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ได้แก่

  • ด้านเงินเฟ้อ: พลังงานคิดเป็นสัดส่วนถึง 12.4% ของตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มเอเชียเกิดใหม่ที่ 8.3% ดังนั้น ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก 10% จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4 – 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
  • ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด: ไทยมีดุลการค้าพลังงานขาดดุลประมาณ 8% ของ GDP ซึ่งหมายความว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะลดลงประมาณ 0.5% ของ GDP
  • ด้านการเติบโตเศรษฐกิจ: KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ GDP ไทยลดลงประมาณ 0.3%

KKP มองนโยบายการเงินต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้น

ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลังที่ปัจจุบันเผชิญภาระหนี้สาธารณะสูงถึง 70% ของ GDP และขาดดุลการคลังที่เกือบแตะเพดาน 4.5% ของ GDP KKP Research ประเมินว่านโยบายการเงินจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

KKP Research คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 3 ครั้ง หรือรวม 0.75% ภายใน 12 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลดลงเหลือ 1.0% จาก 1.25% ภายในไตรมาสแรกของปี 2026

พร้อมกันนี้ KKP Research แนะนำให้ ธปท. พิจารณาทางเลือกเชิงนโยบายเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขข้อจำกัดในกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน โดยเฉพาะปัญหาการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงและเป็นอุปสรรคต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสินเชื่อ

แนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยและจุดยืนของ KKP

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท. มีมติ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% พร้อมปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2.0% ตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาดในไตรมาส 1-2 นอกจากนี้ ธปท. ยังย้ำว่าช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยมีอยู่จำกัด และจำเป็นต้องรักษา "Policy Space" สำหรับรองรับความเสี่ยงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม KKP Research มองว่าเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในทิศทางชะลอตัว ซึ่งจะทำให้ ธปท. มีความจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้จะยอมรับว่าการชะลอตัวบางส่วนเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินโดยตรง

KKP ชี้ว่า การแยกสาเหตุของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวออกจากกันอย่างแม่นยำเป็นเรื่องยาก แต่หลายสัญญาณชี้ว่าปัจจุบัน ภาวะการเงินอาจตึงตัวเกินไปและเป็นส่วนหนึ่งที่ซ้ำเติมการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ได้แก่

  • การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ
  • การหดตัวของสินเชื่อและปริมาณเงินในระบบ
  • เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องในรูป NEER กว่า 5% ตั้งแต่ต้นปี
  • อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย
  • เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) ที่แบนและใกล้ภาวะ Inverted Yield Curve

สัญญาณเหล่านี้สะท้อนว่า ธปท.ยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมได้

ในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ ธปท. ต้องทบทวนประมาณการเศรษฐกิจลง หากสมมุติฐานเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ การเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท. ในเดือนตุลาคม ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจเป็นผู้ที่มีท่าทีผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น อาจกลายเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางนโยบายการเงินไทยในระยะถัดไป

KKP Research สรุปว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 เศรษฐกิจไทยจะยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้านและมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจทำให้การเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

การรับมือสถานการณ์ในระยะนี้จำเป็นต้องอาศัยการประสานนโยบายอย่างรอบด้าน ทั้งการผ่อนคลายนโยบายการเงิน การใช้นโยบายการคลังที่แม่นยำ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...