โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อิหร่านสามารถปิด'ช่องแคบฮอร์มุซ'ได้หรือไม่? อ่านบทวิเคราะห์ด้านยุทธศาสตร์

The Better

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 00.16 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 09.55 น. • THE BETTER

ข้อมูลเบื้องหลังสถานการณ์
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวโอมานทางตะวันออกเฉียงใต้กับอ่าวเปอร์เซียทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝั่งทางตอนเหนือเป็นประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้เป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และแหลมมุซันดัมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโอมาน ช่องแคบส่วนที่แคบที่สุดกว้าง 54 กิโลเมตร

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางออกทางมหาสมุทรทางเดียวของบริเวณส่วนใหญ่ของประเทศที่ส่งปิโตรเลียมออกในอ่าวเปอร์เซีย จากข้อมูลขององค์การว่าด้วยข้อมูลด้านพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวว่าโดยถัวเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีเรือบรรทุกน้ำมัน 15 ลำที่บรรทุกน้ำมันราว 16.5 ถึง 17 ล้านบาร์เรลที่เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในโลก

ทั้งนี้ การขนส่งน้ำมันจากช่องแคบเป็นจำนวน 40% ของการขนส่งทางเรือทั้งหมด และ 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก และจากข้อมูล ณ ปี 2019 ก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกหนึ่งในสามและการบริโภคน้ำมันทั่วโลกเกือบ 25% ถูกส่งผ่านช่องแคบ ทำให้เป็นที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการค้าระหว่างประเทศ

ช่องแคบนี้เป็นเป้าหมายของสงคราม
สงครามอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำให้การส่งพลังจากช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในความเสี่ยง ในระหว่าง "สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน" (Tanker War) ในสงครามอิหร่าน-อิรัก อิรักได้ทำการโจมตีคลังน้ำมันและเรือบรรทุกน้ำมันที่เกาะคาร์กของอิหร่านเมื่อต้นปี 1984 เป้าหมายของซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักในขณะนั้นก็เพื่อยั่วยุให้อิหร่านตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรง เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการเดินเรือทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐเข้าแทรกแซง แต่อิหร่านจำกัดการโจมตีตอบโต้ให้เหลือแค่การเดินเรือของอิรักเท่านั้น ทำให้ช่องแคบยังเปิดอยู่

นเวลาต่อมา ความขัดแย้งได้โยกไปที่อิหร่านกับอิสราเอล และยืดเยื้อมาจนวันนี้ โดยที่อิหร่านมีเป้าหมายในใจแล้วว่าจะจัดการกับภัยคุกคามนี้อย่างไร เช่น เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2008 สำนักข่าว ISNA อ้างคำกล่าวของ อาลี ชิราซี ผู้ช่วยนักผู้นำศาสนาระดับกลางของอะยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านว่า "ระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) กำลังกดดันเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวให้โจมตีอิหร่าน หากพวกเขาทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ เทลอาวีฟและเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียจะเป็นเป้าหมายแรกของอิหร่าน และพวกเขาจะต้องถูกเผาทั้งเป็น"

หลังจากที่สหรัฐฯ เข้าร่วมกับอิสราเอลโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025 ทำให้อิหร่านต้องตอบโต้ในทันทร โดยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2025 รัฐสภาอิหร่านลงมติให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านของสหรัฐฯ การตัดสินใจดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลาม ณ เดือนมิถุนายน 2025 ช่องแคบนี้ไม่เคยถูกปิดเลยในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อิหร่านสามารถปิดฮอร์มุซได้หรือไม่
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2008 ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน โมฮัมหมัด อาลี จาฟารี กล่าวว่าหากอิสราเอลหรือสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน อิหร่านจะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซและสร้างความหายนะให้กับตลาดน้ำมัน ต่อมารัฐมนตรีน้ำมันของอิหร่านและเจ้าหน้าที่รัฐบาลคนอื่นๆ ก็ได้ขู่ว่าหากอิหร่านโจมตีจะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในอุปทานน้ำมันของโลก

พลเรือเอก เควิน คอสกริฟฟ์ ผู้บัญชาการกองเรือที่ 5 ของสหรัฐ ประจำการอยู่ที่บาห์เรน ฝั่งตรงข้ามอ่าวเปอร์เซียจากอิหร่าน เตือนว่า การกระทำดังกล่าวของอิหร่านจะถือเป็นการกระทำสงคราม และสหรัฐจะไม่ยอมให้อิหร่านยึดครองแหล่งน้ำมันเกือบหนึ่งในสามของโลกเป็นตัวประกัน

ต่อมาบทความในปี 2008 ใน International Security โต้แย้งว่าอิหร่านสามารถปิดกั้นหรือขัดขวางการจราจรในช่องแคบเป็นเวลาหนึ่งเดือน และความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะเปิดช่องแคบอีกครั้งอาจทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในฉบับหลัง วารสารฉบับดังกล่าวได้ตีพิมพ์คำตอบที่ตั้งคำถามถึงสมมติฐานสำคัญบางประการและแนะนำกรอบเวลาสั้นลงมากสำหรับการเปิดช่องแคบอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ทราบดีว่าช่องแคบนี้เป็นไพ่ใบสำคัญของอิหร่าน และสหรัฐฯ ไม่อาจเอาชนะอิหร่านได้อย่างง่ายดายหากเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น เช่นในปี 2002 มีปฏิบัติการ Millennium Challenge 2002 ซึ่งเป็นการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่กองทัพสหรัฐฯ โดยจำลองความพยายามของอิหร่านที่จะปิดช่องแคบ สมมติฐานและผลลัพธ์นั้นขัดแย้งกัน ในการซ้อมรบครั้งนี้พบว่า กลยุทธ์ของอิหร่านสามารถเอาชนะกองทัพสหรัฐฯ ที่เหนือกว่าอย่างมาก

ในเดือนธันวาคม 2011 กองทัพเรือสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้เริ่มการซ้อมรบเป็นเวลาสิบวันในน่านน้ำสากลตามช่องแคบ พลเรือเอกอิหร่าน ฮาบีบอลเลาะห์ ซายยารี กล่าวว่าจะไม่ปิดช่องแคบระหว่างการซ้อมรบ กองกำลังอิหร่านสามารถปิดช่องแคบได้อย่างง่ายดาย แต่การตัดสินใจดังกล่าวจะต้องทำในระดับการเมือง

พลเอกมาร์ติน เดมป์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม กล่าวเมื่อเดือนมกราคม 2012 ว่าอิหร่าน "ได้ลงทุนในศักยภาพที่สามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง" เขายังกล่าวอีกว่า "เราได้ลงทุนในศักยภาพเพื่อให้แน่ใจว่าหากสิ่งนั้นเกิดขึ้น เราก็สามารถเอาชนะสิ่งนั้นได้"

ในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ มีบทความในเดือนพฤษภาคม 2012 โดย นิลูเฟอร์ โอราล นักวิจัยกฎหมายทางทะเลชาวตุรกี สรุปว่าทั้ง UNCLOS และอนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวงปี 1958 จะถูกละเมิดหากอิหร่านยังคงคุกคามที่จะปิดกั้นการเดินเรือ เช่น เรือบรรทุกน้ำมัน และการกระทำดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ บทความยังระบุเพิ่มเติมว่ารัฐชายฝั่งสามารถป้องกัน "การผ่านแดนหรือการผ่านแดนโดยสุจริตที่ไม่อาจระงับได้" ได้ก็ต่อเมื่อ: 1) มีการคุกคามหรือใช้กำลังจริง ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการผ่านแดน เพื่อต่อต้านอำนาจอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกราชทางการเมืองของรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบ หรือ 2) เรือลำนั้นละเมิดหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติด้วยวิธีอื่นใด

ณ ปี 2013 สนธิสัญญาดังกล่าวได้รับการลงนามโดยประเทศต่างๆ ทั้งหมด 63 ประเทศ รวมถึงประเทศในกลุ่มนาโตและกลุ่มโซเวียตส่วนใหญ่ แต่มีข้อยกเว้นที่สำคัญคือประเทศในกลุ่มโอเปกและสันนิบาตอาหรับส่วนใหญ่ เช่น ซีเรีย อียิปต์ จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน รวมทั้งจีน เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด
เพื่อที่แสวงหาทางเลือกอื่นในเดือนมิถุนายน 2012 ซาอุดีอาระเบียได้เปิดท่อส่งน้ำมันอิรักผ่านซาอุดีอาระเบีย (IPSA) อีกครั้ง ซึ่งถูกยึดมาจากอิรักในปี 2001 และส่งต่อจากอิรักผ่านซาอุดีอาระเบียไปยังท่าเรือในทะเลแดง ท่อส่งนี้จะมีกำลังการผลิต 1.65 ล้านบาร์เรล (262,000 ม3) ต่อวัน

ในเดือนกรกฎาคม 2012 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มใช้ท่อส่งน้ำมันฮับชาน-ฟูไจราห์แห่งใหม่จากแหล่งฮับชานในอาบูดาบีไปยังคลังน้ำมันฟูไจราห์ในอ่าวโอมาน โดยหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่อส่งนี้มีกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 2 ล้านบาร์เรล (320,000 ม3) ต่อวัน ซึ่งมากกว่าสามในสี่ของอัตราการผลิตของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปี 2012

นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังเพิ่มกำลังการผลิตในการจัดเก็บและขนถ่ายน้ำมันของฟูไจราห์อีกด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังสร้างคลังน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ฟูไจราห์ ซึ่งมีความจุ 14 ล้านบาร์เรล (2,200,000 ลูกบาศก์เมตร) เพื่อส่งเสริมการเติบโตของฟูไจราห์ในฐานะศูนย์กลางการค้าและน้ำมันของโลก เส้นทางฮับชาน-ฟูไจราห์ช่วยรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และมีข้อได้เปรียบคือเป็นท่อขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินซึ่งถือเป็นรูปแบบการขนส่งน้ำมันที่ถูกที่สุดและยังช่วยลดต้นทุนการประกันภัยเนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันจะไม่เข้าสู่อ่าวเปอร์เซียอีกต่อไป

ในบทความในวารสาร Foreign Policy เมื่อเดือนกรกฎาคม 2012 กัล ลุฟต์ พันโทในกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล และยังเป็นผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวิเคราะห์ความมั่นคงระดับโลก ผู้ก่อตั้งร่วมของ Set America Free Coalition ได้เปรียบเทียบอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซกับจักรวรรดิออตโตมันและช่องแคบดาร์ดะแนลเลส ซึ่งเป็นจุดที่การขนส่งธัญพืชของรัสเซียต้องหยุดชะงักเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน เขาระบุว่าความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซทำให้ผู้ที่ต้องพึ่งพาการขนส่งจากอ่าวเปอร์เซียในปัจจุบันต้องมองหาทางเลือกในการขนส่งอื่น เขากล่าวว่าซาอุดีอาระเบียกำลังพิจารณาสร้างท่อส่งน้ำมันใหม่ไปยังโอมานและเยเมน และอิรักอาจฟื้นท่อส่งน้ำมันอิรัก-ซีเรียที่ไม่ได้ใช้งานแล้วเพื่อขนส่งน้ำมันดิบไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ลุฟท์กล่าวว่าการลดการขนส่งน้ำมันจากฮอร์มุซ "ทำให้ชาติตะวันตกมีโอกาสใหม่ในการเสริมกลยุทธ์ควบคุมอิหร่านที่มีอยู่ในปัจจุบัน"

อย่างไรก็ตาม บทความนี้เขียนขึ้นก่อนที่เยเมนจะตกอยู่ในความวุ่นวานของสงครามกลางเมือง และถูกควบคุมโดยกลุ่มฮูษี ซึ่งเป็นพันธมิตรขิงอิหร่านทั้งยังเป็นปฏิปักษ์สำคัญของซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - Goran_tek-en

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...