โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เครื่องบินล่องหน “สเตลธ์” เทคโนโลยีสุดแพงของสหรัฐ ที่พลิกโฉมสงครามมาแล้วกว่า 4 ทศวรรษ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 03.27 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 05.59 น.
เครื่องบินรุ่น B-2 Spirit (ภาพ : U.S. Air Force photo/Staff Sgt. Bennie J. Davis III, Public domain, via Wikimedia Commons)

เครื่องบินล่องหนสเตลธ์ เทคโนโลยีแสนแพงของสหรัฐ ที่พลิกโฉมสงครามมาแล้วกว่า 4 ทศวรรษ

เป็นความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า ท่ามกลางความสูญเสียมหาศาลและกลิ่นคาวเลือด “สงคราม” คือสนามฝึกซ้อมและประลองอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีและมีประสิทธิภาพสูง อย่าง “สเตลธ์” (Stealth) เครื่องบินรบล่องหนของกองทัพสหรัฐอเมริกา

ล่าสุด สเตลธ์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในวันที่ 22 มิถุนายน 2025 เมื่อสหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบินล่องหนรุ่น B-2 Spirit บรรทุกระเบิด GBU-57 ซึ่งเป็นระเบิดเจาะอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ (Massive Ordnance Penetrator-MOP) น้ำหนัก 13,000 กิโลกรัม สามารถเจาะคอนกรีตได้ประมาณ 18 เมตร หรือเจาะพื้นดินได้ประมาณ 16 เมตร โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องบินสเตลธ์ในการทำลายเป้าหมาย ที่เครื่องบินรบประเภทอื่นไม่สามารถทำลายได้

เปิดที่มา “สเตลธ์” เทคโนโลยีสุดล้ำของสหรัฐ

เครื่องบินล่องหนสเตลธ์ มีจุดกำเนิดจากความต้องการอย่างเร่งด่วนของสหรัฐในทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิด “สงครามยมคิปปูร์” (Yom Kippur War) ในปี 1973 โดยเป็นสงครามที่สหรัฐหนุนหลังอิสราเอลทำสงครามกับโลกอาหรับ และอยู่ในช่วงที่สหรัฐกำลังทำ “สงครามเวียดนาม” (Vietnam War) ซึ่งสูญเสียกำลังพลและทรัพยากรไปแล้วจำนวนมาก

ตอนนั้น หน่วยงาน Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) สังกัดกระทรวงกลาโหม ขอให้มีการพัฒนาเครื่องบินทหาร ที่ลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์ คลื่นความร้อน หรือแสง ให้น้อยที่สุด เพื่อลดโอกาสที่ระบบตรวจจับของศัตรูจะจับสัญญาณ เพราะเครื่องบินของสหรัฐถูกศัตรูตรวจจับสัญญาณเรดาร์ได้อย่างง่ายดายในระยะทางหลักร้อยไมล์หรือไม่กี่สิบไมล์จนถูกยิงตก

เมื่อศัตรูตรวจจับสัญญาณได้ยากมากๆ เครื่องบินที่ใช้เทคโนโลยีนี้จึงได้รับการขนานนามว่า “เครื่องบินล่องหน” นั่นเอง

กองทัพสหรัฐพัฒนาเครื่องบินรบล่องหนสเตลธ์โดยเก็บเป็นความลับสุดยอด และมีการทดสอบเครื่องบินต้นแบบในปี 1977 (ต่อมาพัฒนาเป็นเครื่องบินรบล่องหนรุ่น F-117 Nighthawk) ซึ่งระหว่างการพัฒนาทีมงานต้องประสบปัญหาหลายอย่าง ที่สำคัญคือเครื่องบินต้นแบบตกหลายครั้งระหว่างการทดสอบ

หลังผ่านการพัฒนา ปรับปรุง และทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า เครื่องบินรบล่องหนลำแรกก็ถูกส่งแบบลับๆ ไปยังกองทัพอากาศในปี 1982

แม้จะนำเครื่องบินล่องหนสเตลธ์มาใช้ในกองทัพแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นความลับอยู่ดี กระทั่งเดือนพฤศจิกายน ปี 1988 สาธารณชนถึงได้เห็นเครื่องบินรบล่องหนรุ่น B-2 Spirit ส่วนเครื่องบิน F-117 ที่ใช้มาก่อนหน้า เปิดตัวต่อสาธารณชนในเดือนเมษายน ปี 1990 หลังจากนำเครื่องบินรุ่นนี้ไปปฏิบัติการในปานามา ปี 1989 หรือเพียง 4 เดือนก่อนเปิดตัว

เครื่องบินล่องหนกับปฏิบัติการในสงคราม

สหรัฐพัฒนาเครื่องบินสเตลธ์ขึ้นมาหลายรุ่น อย่าง เครื่องบินรุ่น F-117 ซึ่งมีทั้งหมด 59 ลำ ก่อนจะยุติการผลิตในปี 1990 มีบทบาทครั้งแรกใน สงครามปานามา (Panama War) ปี 1989

ต่อมาคือ สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) ปี 1990-1991 ที่แม้ว่าเครื่องบิน F-117 จะคิดเป็นเพียง 2.5% ของเครื่องบินกองทัพอากาศฝ่ายพันธมิตร แต่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ถึง 40% ของเป้าหมายยุทธศาสตร์ทั้งหมด และเป็นเครื่องบินประเภทเดียวที่ได้รับอนุญาตให้บินเข้าโจมตีเป้าหมายในกรุงแบกแดดของอิรัก ทั้งยังใช้ใน สงครามอิรัก (Iraq War) ปี 2003-2011

ส่วน เครื่องบินรุ่น B-2 Spirit ที่ปัจจุบันมี 19 ลำ ใช้ในปฏิบัติการสำคัญๆ หลายครั้ง เช่น ปี 1999 ร่วมปฏิบัติภารกิจใน สงครามคอซอวอ (Kosovo War) ที่กองกำลังองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ทิ้งระเบิดในยูโกสลาเวีย รวมถึงปฏิบัติการใน สงครามอิรัก

สหรัฐยังใช้เครื่องบินรบล่องหนสเตลธ์ในการแทรกแซงทางทหารในลิเบีย ปี 2011 และใช้ในการปฏิบัติการต่างๆ ในอัฟกานิสถานอีกด้วย

แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เคยพลาด

ความล้มเหลวครั้งใหญ่ของเครื่องบินล่องหนสเตลธ์เกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อเครื่องบิน F-117 ลำหนึ่งถูกขีปนาวุธของเซอร์เบียยิงตกระหว่างการทิ้งระเบิดในสงครามคอซอวอ นับเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินสเตลธ์ถูกยิงตกในขณะปฏิบัติการจริง

ส่วนเครื่องบิน B-2 Spirit ยังเกิดปัญหาถ้าปฏิบัติภารกิจช่วงฝนตกหนัก เพราะน้ำฝนจะไปทำลายสารเคลือบสเตลธ์

อีกทั้งการที่เครื่องบินสเตลธ์ต้องบรรทุกเชื้อเพลิงและอาวุธในตัวเครื่อง ทำให้มีน้ำหนักมากกว่าเครื่องบินรบทั่วไป หากปฏิบัติงานผิดพลาดอาจเกิดอันตรายครั้งใหญ่ได้

ข้อจำกัดอีกอย่างของเครื่องบินรบล่องหนสเตลธ์คือ “ต้นทุน” แสนแพง

อย่างเครื่องบิน B-2 Spirit มีราคาผลิตเฉลี่ยลำละกว่า 730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท) หากรวมชิ้นส่วนอะไหล่ การอัปเกรด และการสนับสนุนทางเทคนิค มูลค่าอาจขึ้นไปแตะ 930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3.07 หมื่นล้านบาท) ทั้งยังมีค่าบำรุงรักษาเฉลี่ย 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 112 ล้านบาท) ต่อเดือนต่อลำ และต้องมีโรงเก็บเครื่องบินที่มีระบบปรับอากาศขนาดใหญ่เพื่อรักษาคุณสมบัติสเตลธ์

เมื่อโลกเห็นเครื่องบินล่องหนสเตลธ์เมื่อไหร่ อาจพอสันนิษฐานได้ว่า สหรัฐอเมริกาที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้ “เอาจริง” กับปฏิบัติการนั้นๆ

แต่ถ้าเป็นไปได้ ไม่ต้องเห็นเลยจะดีที่สุด เพราะนั่นย่อมหมายถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นมหาศาล ไม่ว่าพื้นที่ไหนบนโลกนี้ก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

บีบีซี ไทย. “เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเหตุสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน”.

Air & Space Forces Magazine. “History of Stealth: From Out of the Shadows”.

Britannica. “F-117 | Stealth Fighter, Nighthawk, USAF”.

Air & Space Forces Magazine. “Two Decades of Stealth”.

NBC News. “B-2 stealth bombers and 30,000-pound bunker busters: Why striking Iran’s nuclear sites is such a difficult feat”.

Reuters. “US B-2 bombers and bunker-busters used in Iran strike”.

GlobalSecurity.org. “F-117A Nighthawk”.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มิถุนายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เครื่องบินล่องหน “สเตลธ์” เทคโนโลยีสุดแพงของสหรัฐ ที่พลิกโฉมสงครามมาแล้วกว่า 4 ทศวรรษ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...