โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มาริษแถลงสรุปผลประชุมทูต-กงสุลทั่วโลก ขับเคลื่อนการทูตเพื่อประชาชนในโลกที่เปลี่ยนแปลง

THE STANDARD

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 09.11 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 09.11 น. • thestandard.co
มาริษแถลงสรุปผลประชุมทูต-กงสุลทั่วโลก ขับเคลื่อนการทูตเพื่อประชาชนในโลกที่เปลี่ยนแปลง

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวสรุปผลการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-14 มิถุนายน ที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ “การทูตเชิงรุกที่ตอบโจทย์ประชาชน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ”

ในวันเดียวกัน เวลา 18.26 น. คณะเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับการเจริญไมตรีกับมิตรประเทศ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า การประชุมในปีนี้มีขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและระเบียบโลกใหม่จากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของไทยโดยตรง จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างรอบด้าน

เป้าหมายของการประชุม คือ การเปิดพื้นที่ให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้กำหนดนโยบายของไทย ทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจซึ่งเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล โดยมีผู้บริหารจากหลากหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ฯ, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท., ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และ นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ที่ประชุมได้ร่วมกันระดมสมองเพื่อจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านการทูตเชิงรุก ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในการเปิดการประชุมเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายผ่านบันทึกวีดิทัศน์ โดยมอบหมายให้คณะทูตร่วมกันวิเคราะห์และปรับยุทธศาสตร์การต่างประเทศของไทย ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยคำนึงถึงความท้าทาย โอกาส และจุดแข็งของไทย เพื่อวางตำแหน่งประเทศให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

หลังการหารืออย่างเข้มข้นตลอด 4 วัน ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องดำเนินการ 2 เรื่องหลัก ได้แก่

(1) การปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของนโยบายต่างประเทศ
(2) การปรับกระบวนยุทธ์ (Strategic Recalibration) ของทีมประเทศไทย

ในด้านกระบวนทัศน์นโยบายต่างประเทศ มีแนวคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่:

1. Repositioning ประเทศไทย: ใช้ยุทธศาสตร์ลดและกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-strategic de-risking & Multiple Alignment) เพื่อรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ และขยายความร่วมมือกับมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีบทบาทสร้างสรรค์

2. Rebranding ประเทศไทย: วางภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศบนเวทีโลก ด้วยจุดยืนและอัตลักษณ์ที่ชัดเจน โดยใช้ “คุณค่าเชิงยุทธศาสตร์” และ Modern Soft Power เป็นเครื่องมือหลัก ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมภาพลักษณ์ แต่ยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน เป้าหมายคือการเปลี่ยนบทบาทของไทยจาก “มิตรของทุกคน” ไปสู่ “มิตรที่ทุกคนขาดไม่ได้”

3. การทูตเชิงรุก (Proactive Diplomacy): โดยเฉพาะการทูตเพื่อเสถียรภาพในภูมิภาค เน้นการเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเสริมบทบาทของอาเซียนและกลุ่มความร่วมมือต่างๆ

ขณะเดียวกัน การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกถูกเน้นย้ำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ในระยะสั้น จะมุ่งส่งเสริมการส่งออก แก้ไขอุปสรรคทางการค้า เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่ม high spenders และดึงดูดการลงทุน รวมถึงกลุ่ม talent และ wealth จากทั่วโลก

ในระยะกลางและยาว จะเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และการเข้ามีบทบาทในเวทีโลก ผ่านแนวทางสำคัญ อาทิ:

  • การผลักดันการเจรจาความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน (โดยเฉพาะ FTA ใหม่ๆ)
  • การเพิ่มบทบาทใน OECD และ BRICS
  • การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค
  • การลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดคาร์บอน
  • การร่วมกำหนดระเบียบโลกในประเด็นใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล, จริยธรรมในการใช้ AI, และความมั่นคงทางไซเบอร์

ในส่วนของ กระบวนยุทธ์ของทีมประเทศไทย รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำว่าต้องผลักดันให้เกิด เอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ โดยยกระดับกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การพัฒนาบริการด้านกงสุล และการดูแลคนไทยในต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ ได้ทันเหตุการณ์

ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีการสื่อสารประเด็นนโยบายที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เช่น การดูแลแรงงานและนักศึกษาไทยในต่างประเทศ แผนอพยพฉุกเฉิน สถานการณ์ในเมียนมา การหลอกลวงทางโทรคมนาคม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น กรณีตัวประกันในฉนวนกาซา และลูกเรือประมงไทยในเมียนมา

หลังการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ นำประเด็นจากการหารือไปจัดทำแผนปฏิบัติการ พร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจน และให้มีการรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะต่อนายกรัฐมนตรี ตามที่ได้รับพระราชดำริในพิธีปิดการประชุม

มาริษสรุปว่า การต่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะ ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนผลประโยชน์ของรัฐ แต่ต้องตอบสนองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

อ้างอิง:

  • กระทรวงการต่างประเทศ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...