โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดแผนคลังหารายได้เข้ารัฐ เพิ่มภาษีน้ำมัน รื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 12.10 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.

*** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,105 ระหว่างวันที่ 15-18 มิ.ย. 2568 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

*** ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง สะท้อนผ่านการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเริ่มต้นเป็นนัดแรก เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2568 โดย ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานรายได้ของรัฐในปีงบประมาณหน้าว่า ข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานเศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ กระทรวงการคลัง, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ต่างรายงานทิศทางที่น่ากังวลตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยทั้งในปี 2568 และ 2569 จะอยู่ในภาวะ “ชะลอตัว” โดยประมาณการตัวเลขจีดีพีปี 68 อยู่ในช่วง 1.8-2% และจะลดลงอีกในปี 69 เหลือเพียง 1.6%

*** จีดีพีที่หดตัวส่งผลกระทบชัดเจนต่อ“รายได้ภาครัฐ” ซึ่ง ศิริกัญญา ระบุว่า หากจีดีพีต่ำเพียงนั้น รายได้ของรัฐในปี 2569 จะหายไปประมาณ 60,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2% ของรายได้รวมตามการประมาณการเดิม ทั้งนี้ รัฐบาลวางกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 69 ไว้ที่ 3.78 ล้านล้านบาท แต่เนื่องจากการ “ขาดดุลงบประมาณ” ได้ถูกตั้งไว้เกือบเต็มเพดานการกู้แล้ว หากจำเป็นต้องกู้เพิ่ม รัฐบาลจะสามารถกู้ได้อีกไม่เกิน 17,000 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการชดเชยรายได้ที่หายไป

เมื่อทางเลือกในการกู้ยืมมีจำกัด กระทรวงการคลังจึงได้นำเสนอ มาตรการเพิ่มรายได้ผ่านการ “จัดเก็บภาษี” โดยมี 2 แนวทางสำคัญที่กำลังพิจารณา คือ 1.ขึ้นภาษีน้ำมันเพิ่มอีก 1 บาทต่อลิตร มาตรการนี้จะนำมาใช้ทันทีในปี 68 และต่อเนื่องปี 69 คาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยราคาน้ำมันหน้าปั๊มอาจยังไม่กระทบผู้บริโภคในระยะสั้น เนื่องจากมีการใช้กลไกพยุงราคาควบคู่

2.รื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์- EV เป็นปัจจัยการเก็บภาษีสรรพสามิตจากรถยนต์ในปัจจุบันลดลงมาก เนื่องจากยอดขายรถชะลอ และนโยบายลดภาษีรถ EV จึงมีแนวโน้มว่า ในอนาคตจะมีการ “ปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ทั้งระบบ” เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป และเพิ่มความยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ศิริกัญญา กังวลว่า เนื่องจากยังไม่มีการลงละเอียดชัดเจนว่า เงินงบประมาณษจะมาจากเงินส่วนไหนและเม็ดเงินเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเมื่อมีปัญหาเช่นนี้ กระทรวงการคลังจะใช้วิธีการเอาเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจต่างๆ อย่าง ปตท. กองสลาก กองทุนวายุภักดิ์ ซึ่งอาจไม่จีรังยั่งยืน เนื่องจากผลประกอบการรัฐวิสาหกิจอาจจะไม่ดี มีเพียงแค่ บริษัทท่าอากาศยานไทย (AOT) ที่ยังทำผลงานดี จึงไม่สามารถเป็นฐานรายได้หลักได้

*** ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ยากทั้งด้านเศรษฐกิจและการคลัง ในช่วงที่รายได้รัฐหด ขณะที่รายจ่ายยังคงสูง เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตซ้อนวิกฤต รัฐบาลอาจต้อง “ยอมเจ็บแต่จบ” ผ่านการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ ควบคู่กับการปฏิรูประบบรายได้รัฐให้ยั่งยืน พร้อมกับลดการพึ่งพาเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจ

*** ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ต่อเนื่องไปดูเรื่องการ “ปรับ ครม.” ที่ “รัฐบาลแพทองธาร” กำลังอยู่ระหว่างการหารือพรรคร่วมรัฐบาล โดยคาดว่าจะสามารถเจรจาตกลง และนำไปสู้การทูลเกล้าฯ รัฐมนตรีที่จะมีการปรับออก และแต่งตั้งใหม่ได้ภายในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นของ “ภาคเอกชน” เกี่ยวกับการปรับ ครม. โดย แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เสนอว่า การปรับครม. ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างทีมงาน “Ranger Cabinet” ที่ต้องมีผู้นำที่มีความอดทน กล้าหาญ และ ตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด

โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศและประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และกระทรวงต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว แม้การปรับ ครม. จะมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการเมือง แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ จากปัจจัยเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และ จีน ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการผลิตในประเทศ

*** ปิดท้ายกันที่… บริษัท โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ “HANN” ผู้นำเครือโรงพยาบาลแห่งลุ่มน้ำโขง โดย ประภาศรี สุฉันทบุตร ซีอีโอสุดสตรอง นำทีมเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อรองรับผู้เข้ารับการรักษาที่จำนวนขยายตัวอย่างต่อเนื่องให้เต็มประสิทธิภาพ

ทั้งโรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล ในจังหวัดมุกดาหาร ที่มีทั้งคนในพื้นที่และผู้เข้ารับบริการจาก สปป.ลาว ด้านโรงพยาบาลรวมแพทย์ยโสธร จ.ยโสธร ยังคงมีจำนวนผู้เข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งคนในพื้นที่และผู้เข้ารับบริการจากประเทศกัมพูชา โดยปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งบริษัทได้มีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...