“อินโดนีเซีย” จ่อออกกฎใหม่ สั่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหักรายได้ผู้ค้าส่งรัฐ สกัดเศรษฐกิจนอกระบบ
อินโดนีเซีย ยืนยันเตรียมออกกฎใหม่ บังคับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหัก 0.5% จากรายได้ผู้ค้ารายย่อยและส่งให้รัฐ หวังจัดการเศรษฐกิจนอกระบบ พร้อมเร่งหารือผู้ประกอบการ ขณะที่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซอินโดนีเซียโตแรง คาดแตะ 150,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 13.38 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อินโดนีเซียเตรียมออกกฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเก็บและส่งรายได้จากการขายของผู้ค้าให้กับหน่วยงานรัฐ เพื่อจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ หรือ "Shadow Economy" ตามคำยืนยันของสำนักงานภาษีอินโดนีเซียเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งสอดคล้องกับรายงานพิเศษของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อต้นสัปดาห์นี้
โดยรายงานของรอยเตอร์อ้างอิงแหล่งข่าวว่า กฎใหม่จะกำหนดให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องหักเงินจากรายได้ของผู้ค้ารายย่อยและขนาดกลางเป็นจำนวน 0.5% เพื่อนำส่งให้ทางการ
แหล่งข่าวระบุว่ากฎระเบียบนี้อาจเริ่มบังคับใช้เร็วที่สุดในเดือนหน้า อย่างไรก็ตามสำนักงานภาษีอินโดนีเซียยังไม่ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากบางแพลตฟอร์มกังวลว่าจะต้องใช้เวลาในการเตรียมระบบรองรับข้อบังคับดังกล่าว
สำนักงานภาษีอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ว่า "กฎระเบียบนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำ และจะมีการประกาศและอธิบายให้ประชาชนรับทราบเมื่อเสร็จสมบูรณ์" พร้อมระบุว่า มีการหารือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว และได้รับการสนับสนุนในเบื้องต้น
สมาคมอีคอมเมิร์ซอินโดนีเซีย (idEA) แสดงจุดยืนพร้อมปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล แต่แสดงความกังวลเกี่ยวกับระยะเวลาในการบังคับใช้ โดยระบุว่าต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ค้าหลายล้านราย
กฎระเบียบนี้จะส่งผลต่อผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของอินโดนีเซีย อาทิ TikTok Shop ของ ByteDance, Tokopedia (ของกลุ่ม GOTO), Shopee ของ Sea Limited, Lazada ที่มี Alibaba หนุนหลัง, Blibli และ Bukalapak ตามข้อมูลของแหล่งข่าว
นอกจากนี้แหล่งข่าวยังระบุว่าอาจมีบทลงโทษสำหรับแพลตฟอร์มที่รายงานล่าช้าด้วย
ByteDance ซึ่งเป็นเจ้าของ Tokopedia หนึ่งในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ระบุในแถลงการณ์ต่อรอยเตอร์ว่า บริษัทต้องใช้เวลาในการเตรียมการเพื่อให้สอดรับกับข้อบังคับดังกล่าว
Tokopedia มีผู้ค้าลงทะเบียนประมาณ 12 ล้านราย และในปี 2566 มียอดมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 249 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 1.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลของบริษัท
TikTok กล่าวในแถลงการณ์ว่า "เราหวังว่าการบังคับใช้กฎระเบียบนี้จะคำนึงถึงระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านเทคนิคของแพลตฟอร์ม และศักยภาพของผู้ค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ารายย่อยและขนาดกลาง"
สำนักงานภาษีอินโดนีเซีย ระบุว่า กฎระเบียบใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการตรวจสอบและควบคุมเศรษฐกิจนอกระบบ และช่วยให้ผู้ค้าปฏิบัติตามกฎหมายภาษีได้ง่ายขึ้น หลังมีความกังวลว่ากระบวนการยื่นภาษีมีความซับซ้อนจนทำให้ผู้ค้าจำนวนมากหลีกเลี่ยงภาษี
อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของอินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปีที่แล้วมีมูลค่าการซื้อขายรวม (GMV) ราว 65,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตแตะระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ตามรายงานร่วมของ Google, Temasek (กองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์) และ Bain & Company
อ้างอิง : reuters.com