กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อปี
สำนักข่าวไทย Online
อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 15.51 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 08.37 น. • สำนักข่าวไทย อสมทกรุงเทพฯ 25 มิ.ย. – กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.50 ต่อปี ต่อเนื่อง โดยประเมินว่าอยู่ในระดับเหมาะสมกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว ขณะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 3/2568 ว่าคณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.50 ต่อปี โดยกรรมการ 1 ท่าน เสนอให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของกลุ่มเปราะบาง และสนับสนุนการปรับตัวทางเศรษฐกิจในช่วงชะลอตัว
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดีกว่าคาดจากภาคการผลิต โดยเฉพาะในไตรมาสแรกที่ GDP โตถึงร้อยละ 3.1 และคาดว่าเฉลี่ยครึ่งปีแรกจะอยู่ที่ร้อยละ 2.9 อย่างไรก็ตาม กนง.คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง และต่อเนื่องถึงปี 2569 จากแรงกดดันด้านการค้า อุปสงค์ที่อ่อนแรง และความไม่แน่นอนในหลายด้าน กนง. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวร้อยละ 2.3 และชะลอลงเหลือร้อยละ 1.7 ในปี 2569
หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือแนวโน้มการส่งออกที่ยังชะลอตัว โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ แม้ขอบเขตความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่ยังต้องติดตามผลการเจรจาภาษีอย่างใกล้ชิด โดย กนง. ตั้งสมมติฐานว่า ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สำหรับสินค้าจากไทยจะอยู่ที่ประมาณ 18% ซึ่งสูงกว่าบางประเทศที่ได้รับสิทธิภาษีในระดับ 10%
ขณะเดียวกัน กนง. ได้ประเมินสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ที่เกิดความตึงเครียดขึ้นบ้างตามแนวชายแดน แต่คาดว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญในระยะนี้ ทั้งนี้ ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ เนื่องจากยังไม่ทราบทิศทางที่ชัดเจน
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่ค่าครองชีพของประชาชนยังอยู่ในระดับสูง ความต้องการสินเชื่อลดลงในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง สะท้อนผ่านสัดส่วนหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นในสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อ SME
คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไปเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว โดยให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบาย เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอลงแรงในช่วงที่ปัจจัยพื้นฐานยังเปราะบาง แม้ก่อนหน้านี้ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแล้วบางส่วน
สาเหตุสำคัญของภาวะชะลอตัวมาจากการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังต่ำกว่าคาด ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล แม้มีรายจ่ายต่อหัวสูง แต่ไม่สามารถชดเชยจำนวนที่ลดลงได้เต็มที่ กนง. ได้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวปีนี้เหลือ 35 ล้านคน และปีหน้า 38 ล้านคน
อีกหนึ่งแรงกดดันคือปัญหา Over Supply และการนำเข้าสินค้าราคาต่ำจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและบริการ เช่น ร้านอาหารและโรงแรม ที่เปิดเพิ่มขึ้นจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่รายได้เฉลี่ยต่อรายลดลงจากการแข่งขันและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามคาด
คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรมี มาตรการเสริมที่เหมาะสมในการป้องกันการทุ่มตลาด และดูแลต้นทุนการผลิตในประเทศ รวมถึงส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในตกไปอยู่กับสินค้านำเข้าแทนที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความเสี่ยงรอบด้านและเสถียรภาพระยะยาวของระบบเศรษฐกิจ. -512 – สำนักข่าวไทย