“ทรัมป์” เผย “สหรัฐ” เตรียมเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านสัปดาห์หน้า
"ทรัมป์" เผย "สหรัฐ" เตรียมเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านสัปดาห์หน้า ขณะอิหร่านเร่งควบคุมสถานการณ์ภายใน ประกาศประหารผู้ต้องหาสายลับอิสราเอล ท่ามกลางกระแสเรียกร้องปฏิรูปจากประชาชน
วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 05.29 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่าอาจขอให้ทางการอิหร่านให้คำมั่นว่าจะยุติโครงการนิวเคลียร์ ในการเจรจาที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า พร้อมอ้างว่าการโจมตีทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่านมีส่วนช่วยให้สงครามระหว่างอิสราเอลกับเตหะรานสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว
ทรัมป์กล่าวว่าการตัดสินใจทิ้งระเบิดเจาะบังเกอร์ขนาดใหญ่ในการโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และเรียกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นชัยชนะของทุกฝ่าย
“มันรุนแรงมาก เป็นการทำลายล้างโดยสิ้นเชิง” ทรัมป์กล่าว พร้อมไม่สนใจรายงานเบื้องต้นของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐ (DIA) ที่ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวอาจทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านล่าช้าไปเพียงไม่กี่เดือน
ขณะเดียวกันชาวอิหร่านและชาวอิสราเอลต่างพยายามกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลา 12 วันที่มีการปะทะกันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศ และการหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ที่กรุงเฮก ระหว่างการประชุมสุดยอด NATO ว่า เขาไม่คิดว่าอิหร่านจะกลับมาเดินหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง พร้อมทั้งระบุว่าอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาจากชาติตะวันตกมาโดยตลอดว่ากำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
“เราจะเจรจากับอิหร่านในสัปดาห์หน้า อาจจะมีการลงนามข้อตกลง หรืออาจจะไม่ ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นขนาดนั้น” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “บอกเลยว่าตอนนี้สิ่งสุดท้ายที่อิหร่านอยากทำคือการเสริมสมรรถนะอะไรทั้งนั้น พวกเขาอยากฟื้นตัว” เขากล่าว อ้างอิงถึงข้อกล่าวหาว่าอิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนใกล้ระดับที่ใช้ทำอาวุธนิวเคลียร์
ต่อมาในวันเดียวกัน จอห์น แรทคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) แถลงว่าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แม้จะไม่ถึงขั้นทำลายทั้งหมดก็ตาม เขาระบุว่ามีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าสถานที่สำคัญของโครงการนิวเคลียร์หลายแห่งถูกทำลาย และจะต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างใหม่
ขณะที่หน่วยงานด้านนิวเคลียร์ของอิสราเอลประเมินว่าการโจมตีครั้งนี้ ทำให้อิหร่านล่าช้าในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไปอีกหลายปี ซึ่งทำเนียบขาวสหรัฐได้นำการประเมินของอิสราเอลนี้มาเผยแพร่ แม้ว่าทรัมป์จะระบุว่าเขาไม่ได้อาศัยข้อมูลจากข่าวกรองของอิสราเอลเพียงอย่างเดียว
ทรัมป์กล่าวว่า เขามั่นใจว่าอิหร่านจะเลือกแนวทางทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมย้ำว่าหากอิหร่านพยายามฟื้นโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น แน่นอนว่าทางการทหารเราจะไม่ยอม ท้ายที่สุดแล้ว เราจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับอิหร่านเพื่อยุติปัญหานี้
ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการหน่วยงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ของสหประชาชาติ กล่าวว่าการประเมินความเสียหายโครงการนิวเคลียร์อิหร่านโดยวัดจากระยะเวลาในการสร้างใหม่ เป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้องสำหรับปัญหาที่ต้องการทางออกระยะยาว
“ในทุกกรณี ความรู้ด้านเทคโนโลยีและศักยภาพด้านอุตสาหกรรมยังคงอยู่ ไม่มีใครปฏิเสธได้ ดังนั้นเราต้องทำงานร่วมกับอิหร่าน” กรอสซีกล่าว โดยระบุว่า ความสำคัญอันดับแรกคือต้องให้ผู้ตรวจสอบนานาชาติเข้าไปยังสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะทราบข้อมูลที่ชัดเจน
ผู้นำอิหร่านส่งสัญญาณปฏิรูปภายใน
ปฏิบัติการโจมตีของอิสราเอลซึ่งเริ่มด้วยการโจมตีแบบสายฟ้าแลบเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน สามารถสังหารผู้นำระดับสูงของกองทัพอิหร่านและนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์คนสำคัญ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธจำนวนมาก ซึ่งสามารถเจาะระบบป้องกันของอิสราเอลได้เป็นครั้งแรก
ทางการอิหร่านระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 627 คน และบาดเจ็บเกือบ 5,000 คนในอิหร่าน อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบได้โดยอิสระเนื่องจากมีข้อจำกัดด้านสื่ออย่างเข้มงวด ขณะที่อิสราเอลมีผู้เสียชีวิต 28 คน
อิสราเอลอ้างว่าสามารถทำลายเป้าหมายโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านได้ ขณะที่อิหร่านอ้างว่าสามารถบีบบังคับให้อิสราเอลยุติสงครามได้จากการเจาะระบบป้องกันของอิสราเอล
การที่อิสราเอลแสดงให้เห็นว่าสามารถโจมตีผู้นำระดับสูงของอิหร่านได้ตามต้องการ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับรัฐบาลอิหร่านในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการหาผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด อะลี คาเมเนอี วัย 86 ปี ที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 36 ปี
มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งเป็นสายกลางและชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ท้าทายอำนาจกลุ่มสายแข็งที่ครองอำนาจมายาวนาน ระบุว่าสถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การปฏิรูปสงครามครั้งนี้และความเห็นอกเห็นใจที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ เป็นโอกาสในการเปลี่ยนมุมมองการบริหารและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความสามัคคี
อย่างไรก็ตามทางการอิหร่านยังคงแสดงอำนาจควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมีการประกาศประหารชีวิตชาย 3 คนในวันพุธ หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองมอสสาดของอิสราเอลและลักลอบขนอุปกรณ์ที่ใช้ในการลอบสังหาร ขณะเดียวกันสำนักข่าวนูร์นิวส์ที่ใกล้ชิดกับทางการอิหร่านรายงานว่ามีผู้ถูกจับกุมกว่า 700 คนในช่วงสงคราม ฐานต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับอิสราเอล
ระหว่างสงคราม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และทรัมป์ ต่างกล่าวเป็นนัยว่าผลลัพธ์ของสงครามอาจนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองของอิหร่านที่ก่อตั้งขึ้นจากการปฏิวัติปี 1979
อย่างไรก็ตาม หลังการหยุดยิง ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนระบอบการปกครองในอิหร่าน เพราะจะนำไปสู่ความโกลาหล ในช่วงเวลาที่เขาต้องการให้สถานการณ์กลับสู่ความสงบ
อ้างอิง : reuters.com