โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 ความจริงเกี่ยวกับ 'ทุ่นระเบิด' ชายแดนไทย ที่คุณควรรู้

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 05.15 น.
เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดชายแดนช่องบกเปิดเผยความจริงเบื้องหลังทุ่นระเบิดใหม่จากกัมพูชา นี่คือ 5 ข้อเท็จจริงที่คุณควรรู้เกี่ยวกับภัยเงียบนี้

แม้ประเทศไทยจะร่วมลงนามใน “อนุสัญญาออตตาวา” เพื่อห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมาตั้งแต่ปี 2542 แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ได้ตอกย้ำว่าวิกฤตทุ่นระเบิดชายแดนยังคงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง

ในวันดังกล่าว ทหารไทย 3 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี หนึ่งในนั้นต้องสูญเสียขา หลังเกิดเหตุ กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด และพบว่า มีการฝังทุ่นระเบิดเพิ่มเติมอีก 8 ลูก ซึ่งเป็น PMN-2 รุ่นล่าสุดจากรัสเซีย โดยไทยไม่เคยมีครอบครองมาก่อน

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และ ผอ.ศบ.ทก. ระบุชัดว่า ทุ่นเหล่านี้เป็นของกัมพูชา และการวางทุ่นระเบิดใหม่นั้นละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง

1. ทุ่นระเบิดยังไม่หมดจากแผ่นดินไทย และอาจเพิ่มขึ้น

แม้ไทยจะดำเนินการเก็บกู้มาหลายปี แต่ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ระบุว่ายังมีทุ่นระเบิดหลงเหลือหลายแสนลูก ครอบคลุมพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะแนวเขตที่เคยมีข้อพิพาทกับกัมพูชา เช่น ช่องบก ช่องจอม ปราสาทพระวิหาร และสามเหลี่ยมมรกต

กรณีล่าสุดที่ตรวจพบ PMN-2 จำนวน 8 ลูกในพื้นที่ที่เคยผ่านการกวาดล้างมาแล้ว เป็นหลักฐานชัดว่าอาจมีการ วางทุ่นใหม่ซ้ำซ้อน ซึ่งผิดหลักมนุษยธรรม

2. เหยื่อไม่ได้มีแค่ทหาร — เด็กและชาวบ้านคือกลุ่มเสี่ยงหลัก

รายงานของ Landmine Monitor และองค์กรระหว่างประเทศ ระบุว่า เด็ก ชาวนา และแรงงานในพื้นที่ชายแดนคือกลุ่มที่เสี่ยงสูงสุด เนื่องจากกิจกรรมประจำวันต้องสัมผัสพื้นที่เสี่ยง เช่น การเดินเท้า เก็บของป่า หรือการทำเกษตรกรรม อ่านเพิ่มเติม กัมพูชา ชาติอุดม "กับระเบิด" มากที่สุดในอาเซียน กับทุ่นสังหาร 6 ล้านลูกที่รอคนเหยียบ

ในกัมพูชา มีรายงานเหยื่อทุ่นระเบิดกว่า 65,000 ราย และแม้จะร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวาแล้ว แต่ยังพบว่ากัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดใหม่ และอาจนำมาใช้ในพื้นที่ชายแดนไทยอย่างเงียบ ๆ

3. กัมพูชาฝังทุ่นระเบิดใหม่ ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา

ตามคำแถลงของ พล.อ.ณัฐพล และข้อมูลจากสายข่าวทหาร รวมถึงรายงานจาก วาสนา นาน่วม นักข่าวสายความมั่นคง ระบุว่า กัมพูชาวางทุ่นระเบิด PMN รุ่นใหม่กว่า 335 ลูกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บางส่วนถูกฝังในพื้นที่ชายแดนไทยที่มีข้อพิพาท

ประเทศไทยเตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการออตตาวาในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อรายงานการละเมิดจากกัมพูชา และพิจารณาให้ผู้สนับสนุนงบเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับกัมพูชาทบทวนบทบาท

4. ปัญหาทุ่นระเบิด = อุปสรรคของการพัฒนาและการท่องเที่ยว

พื้นที่ชายแดนซึ่งควรเป็นแหล่งเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น ปราสาทตาเมือนธม ถูกจำกัดศักยภาพเพราะต้องระวังกับระเบิดอยู่ทุกย่างก้าว ข้อมูลจากกองทัพบกระบุว่า บริเวณช่องบกยังคงมีทุ่นระเบิดใหม่ซ่อนอยู่มากกว่า 100 ลูก ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือส่งเสริมเศรษฐกิจชายแดนได้เต็มที่

5. ไม่มีบทลงโทษตรง แต่แรงกดดันระหว่างประเทศสำคัญ

แม้อนุสัญญาออตตาวาจะไม่มี “บทลงโทษโดยตรง” ต่อผู้ละเมิด แต่การรายงานต่อประชาคมโลกและการตัดงบช่วยเหลือจากประเทศผู้บริจาค อาจเป็นกลไกสำคัญที่ไทยใช้เพื่อกดดันกัมพูชาให้ยุติพฤติกรรมเหล่านี้

รายงานระบุว่าในอดีต กัมพูชาเคยถูกแฉว่ามีการ ยักยอกงบกู้ทุ่นระเบิด และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไม่เหมาะสม ทำให้ประเทศตะวันตกบางแห่งระงับการสนับสนุนช่วงหนึ่ง

เหตุการณ์ทหารเหยียบกับระเบิดที่ช่องบกไม่ใช่แค่ข่าวอุบัติเหตุ แต่คือสัญญาณเตือนว่า “ปัญหาทุ่นระเบิดชายแดน” ยังไม่จบ และอาจซับซ้อนยิ่งขึ้นหากไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจังจากทุกฝ่าย ทั้งภายในประเทศและในเวทีนานาชาติ

ประเทศไทยจึงต้องเร่งดำเนินการทางการทูต ตรวจสอบภาคสนามอย่างรัดกุม และใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อปกป้องประชาชน พร้อมผลักดันให้พันธมิตรทั่วโลกตระหนักว่า กับระเบิด 1 ลูกที่ฝังในแผ่นดิน อาจหมายถึงชีวิตของใครสักคนที่ไม่ควรสูญเสีย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...