โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ครึ่งปีหลังหุ้นไทยฟื้น จัด 6 หุ้นปันผลเด่นสู้!

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 17.51 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 10.51 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น – ASPS คาด SET ไตรมาส 3/68 ฟื้นตัว หลังปัจจัยลบเริ่มคลี่คลาย จับตาอัตราภาษีไทย-สหรัฐฯ แนะกระจายพอร์ตหุ้นใหญ่ปันผลดี-กำไรโต พร้อมเสริมตราสารหนี้รับดอกเบี้ยขาลง และเน้นลงทุนต่างประเทศใน Big Tech จากกระแส AI หนุนตลาดสหรัฐ

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส หรือ ASPS เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/2568 มีแนวโน้มดีขึ้น แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยคาดว่า SET ยังมีโอกาสฟื้นตัวจากแรงกดดันที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก อาทิ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง (เริ่มกลาง มิ.ย. 68), ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ปลาย พ.ค. 68), สงครามภาษี (ต้น เม.ย. 68) และประเด็นการเมืองร้อนแรงภายในประเทศ (กลาง พ.ค. 68) ซึ่งส่งผลให้ SET ในไตรมาส 2/2568 ปรับตัวลงราว -6% และช่วงครึ่งปีแรก -23%

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่า SET จะได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ทยอยประกาศออกมา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำไรเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 2-3 อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON), การแพทย์ (HEALTH), อสังหาริมทรัพย์ (PROP) และขนส่ง (TRANS)

"มองว่าทิศทางของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะซึมซับปัจจัยลบหลัก ๆ ไปเยอะแล้ว ส่วนในไตรมาส 3/68 น่าจะมีแรงหนุนที่ช่วยให้ดัชนีเดินหน้าต่อได้โดยที่ผ่านมา ช่วงครึ่งปีแรกต้องบอกว่าตลาดโดนหลายแรงกดดัน ทั้งเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่ตอนนี้ดูสงบลงพอสมควรแล้ว ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ก่อนหน้านี้กังวลกันเรื่องดุลการค้า ก็เริ่มคลี่คลาย ความกังวลเบาลง ด้านเรื่องการเมือง มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติของระบบ แต่ที่น่าจับตามองมากสุดตอนนี้ก็คือเรื่องภาษีการค้า โดยเฉพาะกรณี Reciprocal Tariff ถ้าไทยไม่สามารถปรับอัตราภาษีให้เทียบเท่าประเทศใกล้เคียงได้ อันนี้ก็อาจสร้างความกังวลอยู่บ้าง แม้จะไม่ถึงขั้นรุนแรงเท่าที่เคยกลัวกัน อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่สหรัฐจะลดภาษีจาก 36% นั้น น่าจะลดลงพอสมควร แต่จะถึงขั้นเท่าเพื่อนบ้านเลยไหม อันนี้ยังไม่แน่ใจ ด้านผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ มองว่าน่าจะมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยได้ จากสภาพแวดล้อมโดยรวมที่เอื้อต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ก็มีโอกาสที่จะมีการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง" นายเทิดศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1-2 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ประมาณ 0.25%-0.50% โดยสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน รัฐบาลอาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม สอดรับกับกรอบเวลาเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 หากไม่มีการยุบสภาในระยะสั้น

ฝ่ายวิจัย ASPS คาดการณ์กำไรตลาดเฉลี่ยในแต่ละไตรมาสที่ระดับ 262,000 ล้านบาท คิดเป็นทั้งปีที่ 1.06 ล้านล้านบาท หรือ 86 บาทต่อหุ้น เติบโต 17% YoY โดยเป้าหมายดัชนี SET แบบอนุรักษ์นิยมที่ระดับ 1,376 จุด (อิง EPS 86 บาท, ดอกเบี้ยนโยบาย 1.75% และ MEYG 4.5% +1SD) ซึ่งมี Upside เหลือจากระดับปัจจุบันที่อยู่ราว 1,140–1,170 จุด

นอกจากนี้ SET ยังมี Valuation ที่น่าสนใจ โดยมี PBV ปี 68F ต่ำกว่า 1.0 เท่า (-2SD) และ Dividend Yield ที่ระดับสูง 4.8% (+1SD) ซึ่งถือว่าต่ำและจูงใจในเชิงมูลค่าเมื่อเทียบกับดัชนีโลกอย่าง MSCI ACWI ที่มี PBV ราว 3.0 เท่า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำกระจายพอร์ตหุ้นใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม โดยเน้นหุ้นที่มี Dividend Yield สูงหรือมีกำไรเติบโต เช่น PTT, SCC, CPALL, BDMS, TRUE และ PLANB พร้อมกันนี้ นักลงทุนควรทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีในจังหวะที่มีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติและสถาบัน ซึ่งปัจจุบันถือครองหุ้นไทยน้อยลง (อยู่ที่ 24.2%) และเม็ดเงินกองทุน LTF ลดลงเหลือ 1.17 แสนล้านบาท (YTD -1.02 แสนล้านบาท)

แนวโน้มการลงทุนในต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศของ ASPS ประเมินว่า สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจจากความแข็งแกร่งด้านการบริโภคและบริการ หนุน EPS ของ S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ โดย Bloomberg ปรับลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ เหลือ 35% จาก 45% ในเดือนเมษายน Big Tech ยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของนักลงทุนทั่วโลก จากการลงทุนใน AI ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเป้าหมาย S&P 500 ปลายปีนี้ที่ 6,732 จุด คิดเป็น Upside ประมาณ 7.8% แม้ Forward P/E อยู่ที่ระดับสูงราว 22.3 เท่า

ด้านคุณลัพธ์พร ปานะกุล ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ตลาดรอง บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยยังน่าสนใจแม้ Yield จะต่ำ โดยนักลงทุนเริ่มเน้นลงทุนแบบ Selective Buy โดยเฉพาะตราสารที่มีอันดับเครดิตไม่ต่ำกว่า BBB และอายุไม่เกิน 2 ปี ขณะที่ Perpetual Bonds จากบริษัทชั้นนำที่ให้ผลตอบแทน 3.00–4.00% ยังคงเป็นที่ต้องการสูง

ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 17.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากปีก่อน โดยมูลค่าตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวที่ครบกำหนดในครึ่งปีหลังอยู่ที่ 414,810 ล้านบาท (ไตรมาส 3 ราว 194,385 ล้านบาท, ไตรมาส 4 ราว 220,424 ล้านบาท)

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าคงค้างสูงสุดยังเป็นกลุ่มเดิม ได้แก่ พลังงาน (ENER), การเงิน (FIN), อสังหาฯ (PROP), พาณิชย์ (COMM) และ ICT คิดเป็น 61% ของมูลค่าตลาด โดยกว่า 94% ของหุ้นกู้ทั้งหมดเป็นกลุ่ม Investment Grade (BBB- ขึ้นไป)

แนวโน้มดอกเบี้ยและกลยุทธ์ลงทุนในตราสารหนี้ตลาดคาดว่าแบงก์ชาติไทยมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 1.75% เหลือ 1.50% หรืออาจต่ำกว่านี้ จากระดับ real interest rate ที่ +2.00% โดย Yield พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุไม่เกิน 15 ปี ปรับลดลงต่ำกว่า 1.75% และพันธบัตรยาวสุด (46 ปี) ต่ำกว่า 2.30%

กลยุทธ์: หากต้องการ เทรดระยะสั้น แนะนำซื้อตราสารหนี้ภาครัฐ หากต้องการ ถือยาว แนะนำ Perpetual Bonds หรือหุ้นกู้ที่อันดับเครดิตไม่ต่ำกว่า BBB หากเน้นลงทุนเชิงโครงสร้าง แนะนำกลุ่มอาหาร (Food), การแพทย์ (Health), และการเกษตร (Agri) แม้ตลาดตราสารหนี้จะดูเงียบ แต่ยังมีโอกาสทำกำไรได้ หากเลือกลงทุนอย่างมีเป้าหมายชัดเจนและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

รายงานโดย: นางสาวกมลวรรณ สมานโสร์ ผู้สื่อข่าว Hoonvision

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...