โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"สมาคมฟินเทค" ต้องการเห็นอะไรจากรัฐบาล เพื่อสร้างให้ไทยเป็น Fintech Hub

สยามรัฐ

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 15.37 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 15.37 น.

นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย เผยว่า ปี 2568 เป็นช่วงที่คนไทยเริ่มตระหนักถึงความซบเซาทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศที่การใช้จ่ายลดลงไปเรื่อย ๆ ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่ไม่มีท่าทีจะดีขึ้น รายได้ภาคบริการดิ่งลงจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างน่าใจหาย และจากปัจจัยความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก เกี่ยวกับมาตรการทางภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบ ผสมกับสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น คำถามคือ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ เราต้องการเห็นนโยบายหรือมาตรการอะไรจากรัฐบาลไทยบ้าง

ทั้งนี้เพื่อสร้างให้ไทยเป็น Fintech Hub โดยต่อยอดจาก พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) มุ่งเน้นให้ประเทศไทยเป็น Fintech Hub ของภูมิภาค ที่เชื่อมโยงระหว่างฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกอยู่แล้ว โดยที่กลยุทธ์หลักคือ การดึงดูดผู้ประกอบการด้านฟินเทคจากต่างประเทศให้มาลงทุนในไทย เพื่อเจาะตลาดในประเทศที่มีจำนวนประชากรกว่า 70 ล้านคน ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับบริการด้านการเงินผ่านแอปพลิเคชันอยู่แล้ว นอกจากนี้ไทยยังสามารถเป็นฐานในการขยายไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้อีกด้วย

การจะเชิญชวนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจด้านฟินเทคในประเทศไทยนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการทางด้านภาษีและวีซ่ามาดึงดูดทั้งบริษัทและคนทำงาน เช่น สิทธิพิเศษด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก BOI ที่สร้างมาเพื่อ Fintech Track โดยเฉพาะ การกำหนด Fintech/Digital Nomad Visa ควบคู่กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราประมาณ 20% ซึ่งใกล้เคียงกับฮ่องกงและสิงคโปร์ เป็นต้น

หลังจากมีมาตรการจูงใจให้ผู้เล่นด้านฟินเทคเข้ามาไทยแล้ว รัฐบาลควรจัดคณะทำงานเพื่อเดินทางไปยังประเทศผู้นำด้านฟินเทคเพื่อทำการ Roadshow ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, จีน+ฮ่องกง, สิงคโปร์, อินเดีย พร้อมกับการจัดงานสัมมนาด้านฟินเทคขนาดใหญ่ในประเทศไทย เพื่อแสดงศักยภาพให้กับผู้ประกอบการด้านฟินเทคในต่างประเทศได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน Digital Asset ที่ไทยเราเริ่มออกนโยบายเพื่อส่งเสริมธุรกรรมด้านนี้อย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องการไม่เก็บภาษีจากกำไร (Capital Gain) เป็นเวลาถึง 5 ปี แนวทางที่อาจจะให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับ Cryptocurrency และ Investment Token ได้ในแอปพลิเคชันเดียวกัน รวมถึงการที่รัฐบาลจะออก Government Token เพื่อระดมทุนคล้ายกับการออกพันธบัตรออมทรัพย์ นอกจากนี้ เราควรดึงดูดผู้เล่นจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างบริการเกี่ยวกับ Open Banking Data ภายใต้นโยบาย Your Data ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนานโยบายดังกล่าว เพื่อให้ผู้ใช้งานให้ความยินยอมในการแชร์ข้อมูลทางการเงินไปยังผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น โดยผู้พัฒนาแอปพลิเคชันอาจออกแบบบริการในการรวมสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของผู้ใช้งาน เพื่อบริหารหนี้สินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจออกแบบบริการในการรวมสินทรัพย์การลงทุนทั้งหมด เพื่อให้คำแนะนำในการจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนแบบ Asset Allocation

ข้อได้เปรียบที่ประเทศอื่นซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินไม่มีแบบประเทศไทยคือ ค่าครองชีพที่ไม่สูงเกินไป มีอาหารที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีสถานที่ท่องเที่ยว และชีวิตยามค่ำคืนที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนทำงานสายเทคโนโลยี และเป็นสถานที่ซึ่งคนทำงานในแวดวงการเงินอยากที่จะแวะมาเยี่ยมเยียนเป็นประจำ ดังนั้น เราควรจัดหาสถานที่ซึ่งไม่ไกลจากกลางเมืองกรุงเทพฯ มาสร้างให้เป็น Fintech Street หรือ Fintech Zone เพื่อให้เป็นแหล่งรวมคนในวงการฟินเทค และใช้เพื่อทดสอบบริการด้านฟินเทคตามนโยบาย Fintech Sandbox ของหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งต้องการจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการหรือปริมาณธุรกรรมสำหรับบริการด้านฟินเทคที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วงแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบอย่างละเอียด ก่อนที่จะใช้เป็นการทั่วไป

สิ่งที่สังคมจะได้จากการมี Fintech Hub คือ คนไทยจะได้มีโอกาสทำงานกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในระดับภูมิภาค แถมยังสามารถร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาในการฝึกงานกับบริษัทระดับโลกอีกด้วย โดยในระยะยาว ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้จะสามารถสร้างธุรกิจฟินเทคของตัวเองได้ เพื่อต่อยอดพัฒนาการด้านฟินเทคของไทยไปอีกขั้น เมื่อคนไทยมีความพร้อมและประสบการณ์ด้านฟินเทคแล้ว รัฐบาลเองก็ควรสนับสนุน Fintech Start-Up ผ่านมาตรการ Matching Fund เพื่อลงทุนไปพร้อมกับ Venture Capital ที่ผ่านคุณสมบัติการคัดเลือกจากรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลก็ควรให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่นักลงทุนบุคคลประเภท Angel Investor เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พร้อมสำหรับการพัฒนาด้านฟินเทคอย่างยั่งยืน

ผมเชื่อมั่นว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับ Financial Hub และ Fintech Hub จะทำให้เราสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจในประเทศให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็นได้ และถ้าใช้ควบคู่กับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ หรือ Mega Project ได้ ก็จะยิ่งเป็นเหมือนสองเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...