โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สาวไทยป่วยหนัก ขณะไปอบรมเกาหลี ค่ารักษาพุ่งทะลุล้าน น้องชายวอนช่วยเหลือ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 ก.ค. 2567 เวลา 05.24 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2567 เวลา 04.03 น.

สาวไทยป่วยหนัก ขณะไปอบรมเกาหลี ค่ารักษาพุ่งทะลุล้าน น้องชายวอนช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Nakarin Rungthongkumkul โพสต์ระบุว่า “สวัสดีครับ วันนี้ผมและครอบครัวมีความทุกข์ใจเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องของพี่สาวที่กำลังป่วยหนัก และต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล Inje University Haeundae Paik Hospital ในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เลยอยากจะแชร์เรื่องราว รวมถึงอัพเดตอาการอย่างละเอียดให้กับเพื่อนๆ และทุกคนที่กำลังเป็นห่วงอยู่ได้ทราบ

พี่สาวของผม พี่ขิม ปุริมา (สงวนนามสกุล) ภูมิลำเนาเกิดที่กรุงเทพมหานคร มีโอกาสได้ไปเทรนงานกับบริษัท ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ โดยโปรแกรมทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 23-27 มิ.ย. 67 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

– วันอาทิตย์ ที่ 23 มิ.ย. 67 เวลา 23.30 น.

ออกเดินทางจากประเทศไทย ไปยังประเทศเกาหลี ในวันนี้พี่ขิมยังคงสบายดี ไม่มีอาการป่วยหรือเจ็บไข้ใดๆ ในระหว่างการเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้

– วันที่ 1 วันจันทร์ ที่ 24 มิ.ย. 67 เวลา 06.55 น.

พี่ขิมลงเครื่องที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงเช้า และต้องเดินทางต่อด้วยรถไฟความเร็วสูง KTX เพื่อไปยังเมืองปูซาน และเที่ยวตามโปรแกรม วันนี้ในช่วงดึกพี่สาวได้มีการวิดีโอคอลมาหาครอบครัว เพื่ออัพเดตเรื่องราวต่างๆ และบอกว่ามีอาการปวดหัว เหมือนจะไม่สบายคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากการพักผ่อนน้อย เพราะไม่ได้นอนเลยตลอดการเดินทางเนื่องจากโดยปกติพี่ขิมจะไม่หลับเวลาเดินทาง ทางบ้านจึงบอกให้กินยาและนอนพักผ่อน

– วันที่ 2 วันอังคาร ที่ 25 มิ.ย. 67 (สัมมนาวันที่ 1)

พี่ขิมออกไปงานสัมมนาตามปกติจนจบโปรแกรม โดยที่ยังคงมีอาการปวดหัวอยู่ ในวันนี้ยังมีการติดต่อกับครอบครัว โดยส่งภาพที่ไปเข้ารับการเทรนงานมาให้ครอบครัวดู และเมื่อถามถึงอาการป่วย พี่ขิมตอบกลับมาว่ายังคงมีอาการปวดหัวอยู่ และต้องคอยกินยาเป็นระยะ

– วันที่ 3 วันพุธ ที่ 26 มิ.ย. 67 (สัมมนาวันที่ 2)

วันนี้พี่ขิมมีอาการปวดหัวหนักตั้งแต่เช้า โดยในระหว่างทางที่กำลังไปยังสถานที่สัมมนา ได้เกิดการอาเจียนบนรถ 1 ครั้ง โดยมีพี่ทีมงานเอมิตี้ (ผู้เข้ามาร่วมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย) เป็นผู้เข้าช่วยเหลือและดูแลพี่ขิมตลอดเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางพี่ทีมงานได้มีการสอบถามอาการของพี่ขิม ณ ตอนนั้นว่าไหวหรือไม่ ซึ่งพี่ขิมได้ตอบกลับทางพี่ๆ ว่ายังไหว และยังคงฝืนต่ออาการป่วย

พร้อมทั้งขอร่วมเดินทางไปสัมมนางานตามปกติ แต่เมื่อไปถึงสถานที่แล้วร่างกายเริ่มแสดงอาการอีกครั้ง พี่ทีมงานเอมิตี้ จึงได้มีการพาพี่ขิมไปนอนพักประมาณ 1 ชั่วโมง แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ทางทีมงานที่ดูแลจึงได้รีบพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลใกล้เคียง

เมื่อถึงโรงพยาบาลแล้วพยาบาลได้มีการซักประวัติเรื่องการกินอาหาร การแพ้ยาต่างๆ ทุกอย่างยังคงปกติอาการเบื้องต้น คือ ปวดหัวจนอยากอาเจียน และปวดเมื่อยตามร่างกาย จากนั้นเข้าพบคุณหมอ คุณหมอได้ทำการตรวจเช็กร่างกายทั่วไป เช่น การตรวจดูม่านตา และตรวจภายในช่องปาก แต่ไม่พบความผิดปกติ จึงจ่ายยาตามอาการและให้กลับไปพักเองได้ แต่ทางทีมงานที่ช่วยเหลือเห็นว่าพี่ขิมยังมีอาการเพลียอยู่ จึงขอให้นอนพักเพื่อให้น้ำเกลือไปก่อน

หลังจากที่นอนพักให้น้ำเกลือเสร็จทางทีมงานได้กลับมารับพี่สาวผมในช่วงบ่าย พบว่าพี่ขิมได้อาเจียนอีก 1 ครั้ง คุณหมอจึงทำการตรวจเพิ่ม แต่ก็ไม่มีไข้ใดๆ วัดความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติ คุณหมอจึงแจ้งว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะท้องว่าง และไม่มีอาหารตกถึงท้อง (เนื่องจากช่วงเช้าทานน้อย และอาเจียนออกมาหมดแล้ว) คุณหมอจึงเปลี่ยนยาและยืนยันให้กลับไปพักที่โรงแรมได้ตามเดิม

หลังจากกลับมาที่โรงแรมพี่ขิมก็ได้ทานอาหาร ทานยา และนอนพัก โดยมีพี่ๆ ทีมงานอมิตี้ที่ช่วยเหลือก็เข้ามาเช็กอาการเป็นระยะ พี่สาวยังคงพูดคุยได้ตามปกติ และบอกว่ายังมีอาการมึนอยู่ แต่ก็ดีขึ้น

เมื่อถึงช่วงค่ำพี่ขิมได้ติดต่อกับทางทีมงานเพื่อขอยาคลายกล้ามเนื้อ เพราะมีอาการปวดกล้ามเนื้อช่วงต้นคอร่วมด้วย จากการบอกเล่าของเพื่อนที่เป็นรูมเมทเล่าว่ายังคุยกับพี่ขิมตามปกติ และเผลอหลับไปในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่ม และในระหว่างนอนหลับได้ยินเสียงว่าพี่ขิมเหมือนจะมีอาการหายใจแรง แต่คิดว่าเป็นแค่การนอนกรนปกติจึงไม่ได้เอะใจอะไร และในวันนี้เป็นวันที่พี่ขิมไม่ได้ติดต่อใครในครอบครัวรวมถึงแฟนเลย ซึ่งปกติจะมีการอัพเดตมาตลอด

วันที่ 4 วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิ.ย. 67 (วันที่ต้องเดินทางกลับไทย)

ในวันนี้เมื่อถึงเวลาที่ทุกคนต้องลงมาทานอาหารเช้า พี่ขิมยังไม่ลงมา พี่ที่ร่วมทริปที่มาสัมมนาด้วยกันไปสอบถามรูมเมทด้วยความเป็นห่วงว่าขิมเป็นยังไงบ้าง ทางรูมเมทตอบว่าได้มีการเรียกพี่ขิมแล้ว แต่พี่ขิมไม่ยอมตื่น ซึ่งเมื่อพี่ๆ ที่ร่วมทริปทราบเรื่องจึงรีบแจ้งกับทางทีมเอมิตี้ให้รีบขึ้นไปดูอาการพี่ขิมที่ห้องพักว่าเกิดอะไรขึ้น

เมื่อทีมเอมิตี้ขึ้นไปปลุกพี่ขิม แต่เรียกยังไงพี่ขิมก็ไม่ตื่น อาการของพี่สาวในตอนนั้นคือหายใจติดขัด เกร็งที่มือและเท้า พร้อมทั้งมีร่องรอยของปัสสาวะบนเตียง ทางทีมงานจึงได้รีบช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดโดยมีรูมเมทคอยช่วยอยู่ พร้อมทั้งได้ประสานงานกับทางทีมเอมิตี้ที่รออยู่ด้านล่างให้ขึ้นไปดู จากนั้นทีมเอมิตี้จึงแจ้งทางไกด์และโรงแรมเพื่อเรียกรถ 911 มารับตัวส่งไปโรงพยาบาลเป็นการด่วน ซึ่งทีม 911 มาถึงภายในเวลา 5-7 นาที

ในระหว่างการช่วยเหลือของหน่วยทีมแพทย์ พี่ขิมยังคงมีอาการยังชักเกร็ง ตามร่างกายและใบหน้า ซึ่งทางทีมแพทย์พยายามใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ร่างกายของพี่ขิมตอบสนองด้วยการปัดป้องและพยายามพ่นออก

ซึ่งในระหว่างนั้นทางทีมที่เข้าช่วยเหลือได้รีบประชุมกัน และได้ข้อสรุปว่าจะเหลือทีมเอมิตี้และครีเอทที่เกาหลีอีกคนจะตามไปโรงพยาบาลด้วย

เมื่อถึงโรงพยาบาลพี่ขิมถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ทางโรงพยาบาลได้ทำการเจาะเลือดไปตรวจ และได้มีการแจ้งเพิ่มเติมว่าคุณหมอต้องทำ MRI และ CT สแกน และจะต้องเจาะไขสันหลังเพื่อไปตรวจพร้อมกันด้วย โดยขบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาในการรอผลไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง

สุดท้ายเมื่อผลตรวจออกมาพบว่าพี่ขิมป่วยเป็น “โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ” จึงต้องรักษาอยู่ในห้องปลอดเชื้อประมาณ 2-3 สัปดาห์ ไม่สามารถส่งตัวกลับมารักษาต่อที่ไทยได้ในตอนนี้จนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือจนกว่าคุณหมอจะประเมินแล้วว่าสามารถออกจากห้องปลอดเชื้อได้

ในวันเดียวกันนั้น เวลาประมาณ 10 โมง ของประเทศไทย เป็นเวลาที่ครอบครัวได้ทราบข่าวอาการป่วยของพี่ขิมจากผู้จัดการของบริษัทที่พี่ขิมทำงานอยู่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ครอบครัวเสียใจเป็นอย่างมาก และรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จริงๆ

ซึ่งในวันนั้นควรที่จะต้องเป็นวันที่พี่สาวของพวกเราได้เดินทางกลับบ้าน และได้เจอกันกับครอบครัวและคนที่พี่ขิมรัก ส่วนของทางครอบครัวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้มีการขอความช่วยเหลือผ่านทางโซเชียลมีเดีย จากหลายๆ ฝ่ายที่ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน

วันที่ 5 วันศุกร์ ที่ 28 มิ.ย. 67

ในวันนี้ขอแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ

– การติดต่อกับสถานฑูต

สถานฑูตได้ทราบเรื่องทุกอย่าง และมีการประสานงานไปยังโรงพยาบาลที่พี่ขิมรักษาตัว มีการติดต่อพูดคุยกับทางผม และพี่เบียร์ (แฟนพี่ขิม) ตลอด เพื่ออัปเดตอาการ รวมไปถึงขั้นตอนต่างๆ หรือมีทางใดที่จะสามารถส่งพี่ขิมกลับมาที่ไทยได้

– อาการของพี่ขิม

วันนี้อาการของพี่ขิมเริ่มทรุดหนักกว่าเดิม ทางคุณหมอลงความเห็นว่าต้องทำการผ่าตัดโดยมีการส่งเอกสารยินยอมให้กับทางครอบครัวเซ็น ทางครอบครัวได้รีบเซ็นเอกสารยินยอมให้ทำการผ่าตัด แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งกลับมาอีกครั้งว่าไม่สามารถผ่าตัด ณ ตอนนี้ได้แล้ว เนื่องจากความดันเลือดในสมองมีมากเกินกว่าที่จะสามารถทำการผ่าตัดได้ และหลังจากผ่าตัดแล้วก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าพี่ขิมจะกลับมาดีขึ้น หรือหายเป็นปกติได้หรือไม่

เรื่องนี้สร้างความใจหาย และความเสียใจกับครอบครัวของผมเป็นอย่างมาก และหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ที่จะช่วยให้พี่ขิมกลับมารักษาตัว และหายเป็นปกติได้ แม้ความหวังอาจจะดูน้อยมากก็ตาม ซึ่งในวันเดียวกันนั้นทางบ้านรีบไปทำพาสสปอร์ตให้กับคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาว ก่อนที่จะมาทราบเรื่องนี้ครับ

ล่าสุด วันจันทร์ ที่ 1 ก.ค. 67

ทางผมและพี่เบียร์แฟนพี่ขิมได้เดินทางมาถึงปูซาน และรีบมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาล โดยมีคุณจินซึ่งได้เป็นล่ามที่สามารถสื่อสารภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ ที่ทางพี่ๆ จากบริษัท Amity Beauty supply ได้จัดมาให้เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกผมทั้งสองคน ในการสื่อสารกับทางโรงพยาบาลเพื่อขอเข้าเยี่ยมพี่ขิม

เมื่อไปถึงก็พบพี่ขิมที่นอนโดยมีเครื่องช่วยหายใจประคองชีวิตไว้ หลังจากนั้นหมอได้เรียกพวกเราเข้าไปคุยและอธิบายว่าถึงอาการของพี่ขิมในตอนนี้ว่า พี่ขิมมีสภาวะ “สมองตาย” ซึ่งจะไม่รับรู้อะไร และถึงแม้ทางหมอจะให้ยาจนสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในสมองไปจนหมดได้ ก็ดูเหมือนจะช้าเกินไป จากภาพเอ็กซเรย์สมองของพี่ขิมบวมไปหมดแล้ว ทางโรงพยาบาลจึงให้เราตัดสินใจว่าจะยังคงรักษาพี่ขิมต่อหรือไม่

หากเรายืนยันที่จะรักษาต่อไป ค่าใช้จ่ายในการดูแลพี่ขิมจะตกอยู่ราวๆ วันละ “120,000” บาท แต่ถ้าเราหยุดรักษาแต่เพียงเท่านี้ ยอดการรักษาจะหยุดอยู่ที่ “600,000” บาท โดยประมาณ สิริรวมค่ารักษาทั้งหมด จะมีที่ทางบริษัทพี่ขิมจ่ายไปก่อนก้อนแรก “550,000” และมีรอบล่าสุดอีกประมาณ “600,000” รวมเป็นเงินประมาณ “1,150,000 บาท” (ราคาประมาณจากโรงพยาบาล ถ้าได้ตัวเลขที่แน่นอนจะรีบแจ้งครับ)

ซึ่งทางบ้านก็หนักใจและลำบากใจเป็นอย่างมากที่จะต้องตัดสินใจครั้งนี้ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อประเมินจากความเป็นไปได้ทั้งหมดที่มีอยู่ ทางผมและครอบครัว จึงตัดสินใจยุติการรักษาพี่ขิมเพื่อให้พี่ขิมไม่ทรมานไปมากกว่านี้ แต่ยังคงมีความประสงค์ที่จะพาพี่ชิมกลับไปในรูปแบบของอัฐิ เพื่อให้สะดวกต่อการส่งกลับประเทศไทยเช่นเดิม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาวไทยป่วยหนัก ขณะไปอบรมเกาหลี ค่ารักษาพุ่งทะลุล้าน น้องชายวอนช่วยเหลือ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...