โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ : เขตธรณีสงฆ์สมัยใหม่ ภายใต้ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง (7)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 มิ.ย. 2567 เวลา 04.32 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2567 เวลา 03.04 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา สื่อหลายแห่งรายงานข่าวนักท่องเที่ยวนับหมื่นคนเดินทางไปไหว้พระขอพร ณ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จนทำให้การจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก (ดูใน https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1106186)

ไฮไลต์หลักของวัดคือ “วิหารพระพุทธเจ้าห้าพระองค์” ขนาดใหญ่ สูง 41 เมตร (สร้างเสร็จ พ.ศ.2557) มีเทือกเขาอันสวยงามเป็นฉากหลัง

ด้านหน้าองค์พระออกแบบเป็นลานขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เป็นทั้งพื้นที่ไหว้พระไปพร้อมๆ กับถ่ายภาพทิวทัศน์เขาค้อ ในบริเวณใกล้กันมีการสร้างเจดีย์รูปทรงแปลกตาที่นำเครื่องเบญจรงค์ ลูกแก้ว ตลอดจนกระเบื้องสีสันสวยงามต่างๆ มาตกแต่งพื้นผิวเจดีย์และทางเดินโดยรอบ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้มาเที่ยวชม

โดยในช่วงเวลาที่เหมาะสม ม่านหมอกจะปกคลุมพื้นที่วัด เหลือเพียงแค่วิหารพระพุทธเจ้าห้าพระองค์และเจดีย์ที่สามารถลอยพ้นยอดเมฆหมอกออกมาเสมือนหนึ่งเรากำลังมองวิมานบนสวรรค์ชั้นฟ้าตามเรื่องเล่าทางศาสนาที่ได้ยินได้ฟังเมื่อครั้งยังเด็ก

ทั้งหมดนี้ทำให้วัดมีคุณสมบัติสอดคล้องและครบถ้วนตามแนวทางการเป็น Instgrammable Temple ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในทัศนะผม

อย่างไรก็ตาม การเป็น Instgrammable Temple อาจไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่ทำให้ผู้คนหลักหมื่นเดินทางไปที่วัดแห่งนี้ แต่น่าจะเป็นการผสมผสานเข้ากับแรงผลักดันทางความเชื่อและตำนานศักดิ์สิทธิ์แนวปาฏิหาริย์ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าหลายอย่างของวัดด้วย

ตามประวัติที่บอกเล่าต่อกันมา ในอดีต ชาวบ้านหลายคนในพื้นที่มองเห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้าและลอยหายเข้าไปในถ้ำบริเวณยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าลูกแก้วคือพระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จมาแสดงปาฏิหาริย์

เรื่องเล่าทำให้บริเวณนี้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และเรียกกันต่อมาว่า “ผาซ่อนแก้ว” หลายคนเชื่อว่าหากใครกำลังประสบปัญหาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงานหรือการเงินก็สามารถมาขอพรเพื่อคลายปัญหาและความกลัดกลุ้มใจต่างๆ ทั้งหมดลงได้

นอกจากเรื่องเล่าเก่าแก่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังเกิดเรื่องเล่าชุดใหม่ด้วย คือเรื่องปาฏิหาริย์พระธาตุสีชมพูเป็นจำนวนมากเสด็จมาประทับ (เกาะ) อยู่โดยรอบ “รูปหล่อหลวงปู่ดู่” ที่ตั้งอยู่ภายในวิหารพระเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ และทำให้ผู้คนเดินทางมาสักการะ (ดูใน https://www.dailynews.co.th/news/1916555/)

เรื่องเล่าประเภทนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการก่อตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2547 จนทำให้ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสายมู

เมื่อเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ (ที่เปลี่ยนพื้นที่ผืนป่าให้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์) ผสานรวมเข้ากับการออกแบบวัดตามแนวทาง Instgrammable Temple ที่ลงตัว วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น แตกต่างจาก “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์” ทั่วไป (ที่มุ่งเน้นเพียงแค่การดึงดูดสายมูเข้าวัดเพียงอย่างเดียว) มาสู่การเป็นวัดที่ตอบสนองเป้าหมายที่หลากหลายกว่า ทั้งการกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์แนวปาฏิหาริย์ การเป็นพื้นที่ชมวิวทิวทัศน์เขาค้อในมุมสูง

ไปจนถึงการเป็นสถานที่สวยงามเหมาะแก่การถ่ายภาพเพื่อแชร์ใน social media

อุโบสถหลังใหม่ของวัดกลางคลองวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2556 และเพิ่งเปิดให้เข้าชมภายในพระอุโบสถได้ไม่นานราวช่วงปีที่ผ่านมา เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนปรากฏการณ์นี้

ตัววัดเป็นวัดเก่าแก่อายุร้อยกว่าปีใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เข้าสูตรคุณสมบัติวัดที่จะกลายมาเป็นวัดปาฏิหาริย์พาณิชย์อย่างชัดเจน

นั่นก็คือ เป็นวัดราษฎร์ที่มิได้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือมีจุดเด่นที่มากเพียงพอจะดึงดูดผู้คนเข้าวัดได้ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่

ดังนั้น เมื่อวัดตัดสินใจจะสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ จึงเลือกใช้แนวทาง (ไม่ว่าวัดจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) ที่ผสมผสานกันระหว่าง “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์” และ Instgrammable Temple โดยเลือกออกแบบให้มีจุดขายเป็น “อุโบสถสีม่วง” หนึ่งเดียวในไทย

การออกแบบโดยเล่นกันแนวสีโมโนโทน (สีม่วง) ชวนให้นึกถึง “วัดสีขาว” (วัดร่องขุ่น) และ “วัดสีน้ำเงิน” (วัดร่องเสือเต้น) ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญของกระแสนี้

โดยจุดเด่นของวัดกลางคลองวัฒนารามคือการประดับตกแต่งภายในอาคารด้วยสีและโมเสกโทนม่วงทอง พร้อมทั้งออกแบบลวดลายพื้นที่พิเศษไม่เหมือนวัดไหนด้วยการทำเป็นเหมือนสะพานเดินข้ามสระน้ำ โดยพื้นสองข้างตัวสะพานจะทาสีฟ้า มีลวดลายปลาคราฟ์ (ทางวัดอธิบายว่าเป็นปลากัด) และดอกบัวกระจายเต็มพื้น โดยพื้นทั้งหมดจะถูกเททับด้วยเรซิ่นใสเพื่อให้เกิดเอฟเฟ็กต์คล้ายสระน้ำจริง

ซึ่งการเลือกออกแบบเช่นนี้มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยวและถ่ายภาพแชร์ใน social media

ส่วนองค์พระประธานภายในคือพระพุทธรูปปางมารศรีวิชัยโดยออกแบบพื้นที่ด้านหลังให้มีลักษณะเหมือนต้นพระศรีมหาโพธิ์จำลอง ซึ่งจุดนี้เองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองกิจกรรมแบบสายมู เพราะมีการสร้างเรื่องเล่าเชิญชวนให้คนมาเดินลอดใต้ต้นโพธิ์ 3 รอบด้านหลังพระประธานเพื่อความเป็นสิริมงคล

อีกหนึ่งวัดที่อยู่ในแนวทางนี้คือวัดปากน้ำแขมหนู จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักท่องเที่ยวสายวัดว่ามีของแปลกคือ “โบสถ์สีน้ำเงิน” ซึ่งควรค่าแก่การไปเที่ยวชม โดยตัวโบสถ์ถูกประดับตกแต่งด้วยเซรามิกในแนวโทนสีขาวน้ำเงินทั้งหลัง และด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทะเลมากนัก จึงดึงดูดผู้คนให้ผู้คนมากราบไหว้ขอพรทำบุญและถ่ายภาพ ถึงขนาดที่เพจของโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรีเขียนแนะนำเอาไว้ว่า

“…โดยปัจจุบันในโลกออนไลน์ วัดปากน้ำแขมหนู กลายเป็นที่รู้จักของประชาชนและนักท่องเที่ยว…แนะนำว่าให้หาชุดที่มีสีขาวน้ำเงินลายๆ หรือจะใส่เป็นโทนขาวหรือโทนน้ำเงินก็สวย มาตั้งแต่เช้าแดดไม่ร้อนสบายๆ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดให้ทั้งชาวเน็ตสายบุญ ชักชวนกันมาเที่ยวชมวัดและทำบุญกันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดจันทบุรี…”

(อ้างถึงในhttps://www.thepeakchan.co.th/วัดปากน้ำแขมหนู/)

สามวัดที่กล่าวมา เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของโมเดลใหม่ในการสร้างวัดที่เรากำลังพบเห็นมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นโมเดลที่ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออกระหว่างศาสนา ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง ทุนนิยม และการท่องเที่ยว

อีกโมเดลที่น่าสนใจมากของปรากฏการณ์ “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์” ที่ผมอยากจะพาไปสำรวจเป็นแนวทางสุดท้ายคือ โมเดลการสร้างวัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ในวัดที่ “เคย” มีพระเกจิโด่งดังเป็นเจ้าอาวาส ไม่ว่าจะเป็นการโด่งดังในแง่ของคำสอน วัตรปฏิบัติ ปาฏิหาริย์บารมี หรือการสร้างวัตถุมงคลประเภทต่างๆ

ในกลุ่มวัดเหล่านี้ หากพูดในภาษาการตลาดในโลกทุนนิยมก็คือวัดที่มี “ทุน” หรือ “จุดขาย” พร้อมสำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัดได้อย่างไม่ยากเย็น นั่นก็คือ “พระเกจิ” โดยวัดไม่จำเป็นต้องดิ้นรนสร้างความแปลกพิเศษที่ไม่เหมือนใครในรูปแบบที่วัดราษฎร์ทั่วไปต้องทำ

ผมเน้นย้ำคำว่า “เคย” เพราะหากพระเกจิที่มีชื่อเสียงยังมีชีวิตอยู่ การดึงผู้ศรัทธาเข้าวัดย่อมเป็นเรื่องง่าย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบอาคารสถานที่ใดๆ เข้ามาช่วยแต่อย่างใด

แต่เมื่อใดก็ตามที่พระเกจิรูปนั้นมรณภาพลง ปัญหาที่เกิดขึ้นจะตามมาทันที มากน้อยขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของวัดแต่ละแห่ง

แต่อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวม ผู้คนที่เข้าวัดจะลดน้อยลงอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ที่เข้าวัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น วัดที่ “เคย” มีพระเกจิจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการรูปแบบใหม่เพื่อรองรับกับยุคสมัยใหม่ที่ไม่มีพระเกจิอีกต่อไป ซึ่งเท่าที่ตามสังเกตมาสักพักพบว่ามีแนวทางร่วมกันบางอย่างที่น่าสนใจในการออกแบบเขตธรณีสงฆ์ของวัดกลุ่มนี้คือ มีความพยายามจะรักษาความทรงจำตลอดจนปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่พระเกจิรูปนั้นเคยสร้างไว้ให้คงอยู่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

รูปแบบที่เราจะพบเห็นบ่อยที่สุดคือ “พิพิธภัณฑ์” ซึ่งมิใช่พิพิธภัณฑ์แบบทางโลก แต่คือพิพิธภัณฑ์ที่ต้องการรักษาปาฏิหาริย์ของพระเกจิรูปนั้นให้คงอยู่ตลอดไป

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ : เขตธรณีสงฆ์สมัยใหม่ ภายใต้ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง (7)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...