ทะลุมิติมาเป็นฮองเฮาไร้อำนาจ
ข้อมูลเบื้องต้น
‘ฟ่านหลินจิน’ แพทย์ทหารสาวสุดฮอตพบว่าตนเองทะลุมิติมาในยุคจีนโบราณ เปิดฉากชีวิตในวังเป็นฮองเฮาไร้อำนาจ ใช้ชีวิตในตำนักหลังเล็กท้ายวังอย่างรันทด เท่านั้นยังไม่พอ เจ้าของร่างเดิม ‘ซานซูหนี่ว์’ ยังมีผมสีขาวดวงตาสีฟ้าผ่าเหล่าเครือญาติ ทำให้ครอบครัวรังเกียจ ยกเว้นเพียงมารดาและน้องชายฝาแฝดสองคนของนาง อีกทั้งยังต้องคอยรองรับอารมณ์ฮ่องเต้ผู้เป็นพระสวามีที่อารมณ์ขึ้นลงเพราะสูญเสียการมองเห็น ทว่าคนอย่างเธอจะยอมให้ชะตาชีวิตเป็นแบบนี้ต่อไป? ฝัน-ไป-เถอะ!
นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2558 และ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอก ทำช้ำ ดัดแปลง ถ่ายภาพ นำไปบันทึกเสียง ถ่ายสำเนา สแกนเนื้อหาหรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีการอื่นใด นำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น คำเตือน
นิยายเรื่องนี้บทบรรยายค่อนข้างเยอะมากกว่าบทสนทนานะคะ นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของไรท์
อาจมีฉากความรุนแรงและเหตุการณ์ไม่สมเหตุสมผลบ้าง หลังลงให้อ่านฟรี 3 ตอน สลับติดเหรีญ 3 ตอน แล้วจะทำการปิดตอนถาวร ไม่เปิดให้อ่านอีกครั้ง
นักอ่านท่านไหนไม่อยากพลาด กดเข้าชั้นไว้ และกดติดตามนามปากกานักเขียนไว้ได้นะคะ จะได้ไม่พลาดทุกตอนและนิยายใหม่ๆ ของนักเขียน
*งดดราม่า ขอความกรุณาไม่ชอบแค่กดข้ามนะคะ*
คำโปรย
‘ฟ่านหลินจิน’ แพทย์ทหารสาวสุดฮอตพบว่าตนเองทะลุมิติมาในยุคจีนโบราณ เปิดฉากชีวิตในวังเป็นฮองเฮาไร้อำนาจ ใช้ชีวิตในตำนักหลังเล็กท้ายวังอย่างรันทด เท่านั้นยังไม่พอ เจ้าของร่างเดิม ‘ซานซูหนี่ว์’ ยังมีผมสีขาวดวงตาสีฟ้าผ่าเหล่าเครือญาติ ทำให้ครอบครัวรังเกียจ ยกเว้นเพียงมารดาและน้องชายฝาแฝดสองคนของนาง อีกทั้งยังต้องคอยรองรับอารมณ์ฮ่องเต้ผู้เป็นพระสวามีที่อารมณ์ขึ้นลงเพราะสูญเสียการมองเห็น ทว่าคนอย่างเธอจะยอมให้ชะตาชีวิตเป็นแบบนี้ต่อไป? ฝัน-ไป-เถอะ!
นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2558 และ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอก ทำช้ำ ดัดแปลง ถ่ายภาพ นำไปบันทึกเสียง ถ่ายสำเนา สแกนเนื้อหาหรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีการอื่นใด นำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น คำเตือน
นิยายเรื่องนี้บทบรรยายค่อนข้างเยอะมากกว่าบทสนทนานะคะ นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของไรท์
อาจมีฉากความรุนแรงและเหตุการณ์ไม่สมเหตุสมผลบ้าง หลังลงให้อ่านฟรี 3 ตอน สลับติดเหรีญ 3 ตอน แล้วจะทำการปิดตอนถาวร ไม่เปิดให้อ่านอีกครั้ง
นักอ่านท่านไหนไม่อยากพลาด กดเข้าชั้นไว้ และกดติดตามนามปากกานักเขียนไว้ได้นะคะ จะได้ไม่พลาดทุกตอนและนิยายใหม่ๆ ของนักเขียน
*งดดราม่า ขอความกรุณาไม่ชอบแค่กดข้ามนะคะ*
บทนำ
'เมื่อใดที่นกฟินิกซ์เผาผลาญตัวเองจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่นานก็จะถือกำเนิดใหม่ดังเช่นดวงชะตาของลูก เมื่อใดที่ถูกมอดไหม้จนสิ้นชีพ เมื่อนั้นลูกของแม่ก็จะเกิดใหม่อีกครั้ง…’
จู่ๆ ฟ่านหลินจินก็นึกถึงคำผู้เป็นแม่ขึ้นมา คนพูดนั้นเป็นคำพูดของแม่เธอก่อนจากไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อหนึ่งปีก่อน เมื่อได้ยินเสียงประกาศบอกชื่อสถานี รถไฟฟ้าก็หยุดลงที่สถานีหน้ามหาลัย ฟ่านหลินจินก็ลุกขึ้นเดินออกจากรถไฟฟ้าก่อนตรงไปยังห้องทดสอบระบบขอมหาลัยในหัวยังคงนึกถึงคำพูดของแม่ไปมา เมื่อนั้นลูกของแม่จะเกิดใหม่อีกครั้งงั้นหรอ? …
13.20 ณ มหาลัยX
“ไง มาได้แล้วหรอยัยหนิงหนิง” ฟ่านหลินจินสาวแซ่บประจำกลุ่มทักทายลู่หนิงที่ยืนหอบอยู่หน้าประตูด้วยสภาพดูไม่จืด
“ทำไมแกดูเหนื่อยขนาดนั้นวะหนิงหนิง สภาพเหมือนไปฟัดกับหมาที่ไหนมา” ชวีหยุนชิงเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ เพราะสภาพลู่หนิงตอนนี้ ไม่น่ามองจริงๆ
“ไม่ได้ไปฟัดกับหมา แต่! วิ่งมาจากคอนโดนะสิ! เหนื่อยฉิบหายเลย”
ฟ่านหลินจินมองลู่หนิงที่เดินไปนั่งลงที่โต๊ะประจำของตัวเอง ก่อนกดเปิดเครื่องเพื่อเริ่มทำงาน แต่ในขณะที่กำลังมองเพื่อนสาวก้มลงเพื่อเปิดเครื่องก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
ตูม!
ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดดังมาจากห้องข้างๆ ฟ่านหลินจินไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้หันไปมองต้นตอของเสียง เสียงตูมที่สองและสามก็ตามมา เธอรับรู้ได้ถึงแรงกระแทกรุนแรงที่ปะทะร่าง ก่อนที่ความเจ็บปวดราวกับร่างถูกแยกเป็นชิ้นๆจะตามมา ก่อนภาพทุกอย่างจะมืดดับไป
ยืนยันตัวตนสำเร็จ…
เริ่มติดตั้งระบบ…
ติดตั้งระบบเสร็จสิ้น…
เมฆหมอกลอยตลบอบอวลตรงหน้า คล้ายความฝันแต่ก็มิใช่ความฝันทว่าภาพเหตุการณ์ช่วงหนึ่งที่เต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้ปรากฏขึ้นในสมองของฟ่านหลินจิน
"ฝ่าบาท…ฝ่าบาท…ขอร้องพระองค์…อย่าให้หม่อมฉันไปอยู่เรือนหลังนั้นเลยนะเพคะ! หม่อมขอร้องพระองค์ หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ!" ภายในตำหนักหนิงอัน อันวิจิตรตระการตาสะท้อนเสียงวิงวอนอันขมขื่นแผ่วเบาของหญิงสาวอยู่เนิ่นนาน
ทว่าท่าทางน่าสงสารของหญิงสาวมิได้นำพาให้ทุกคนเกิดความเวทนา เหล่าข้าราชบริพารกำลังปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายฮ่องเต้ของอณาจักรมหานทีอย่างแข็งขัน
“พานางออกไป!” กระแสรับสั่งทรงอำนาจดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ผิงเยี่ยอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงเดือดดาล การแต่งงานครั้งนี้เขาและนางไม่ได้มีใจให้กันมาตั้งแต่แรก เดิมก็ควรจะต่างคนต่างอยู่ หากนางไม่ล้ำเส้นเขา ตัวเขาพร้อมให้เกียรตินางในฐานะฮองเฮาของอณาจักร ถึงนางจะขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีต้องคำสาปแห่งอณาจักรมหานที เขาก็หาได้รังเกียจนางไม่ ทว่านอกจากนางจะไม่สำนึก นางยังใจกล้าวางยาปลุกกำหนัดเขา! เช่นนั้นตำหนักหนิงเฟิ่งประจำตำแหน่งฮองเฮาที่นางเคยอาศัยอยู่ก็ไม่ต้องอยู่นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป! นี่ถือว่าเขาใจดีกับนางมากแล้ว…
"เฮอะๆ …เฮอะๆ” หยดน้ำตาที่เอ่อคลอในดวงตางามไหลพรากลงมาตามพวงแก้มไม่สิ้นสุด ร่างของหญิงสาวที่ฟุบหมอบอยู่กับพื้นสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง หัวเราะเสียงดังลั่นราวกับคลุ้มคลั่งก็มิปาน ซานซูหนี่ว์ค่อยๆ เงยดวงหน้างามพิสุทธิ์ขึ้น พิศมองพระสวามีในนามของตนซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อมอย่างเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลอีกครั้ง
"ในเมื่อพระองค์ไม่ต้องการหม่อมฉันแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันจะมีหน้าอยู่ต่อไปอย่างไรได้"
ซานซูหนี่ว์พูดพึมพำกับตนเอง พร้อมหยัดกายยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล ทว่าสายตายังคงไม่หันเหออกจากร่างของผิงเยี่ยอวี้ ท่าทางราวกับจวนเจียนหัวใจสลายนี้ช่างชวนให้น่าเวทนายิ่งนัก ทว่าดวงน่าเศร้าสร้อยของนางกลับมิได้รับสายตาเวทนาจากผิงเยี่ยอวี้แม้เพียงน้อยนิด
เมื่อขันทีได้รับอนุญาตจากนายเหนือหัวของตนก็รีบพยุงฮองเฮาออกไปจากตำหนักหนิงอันอย่างว่องไว ก่อนพาฮองเฮาที่ไร้ซึ่งอำนาจไปยังเรือนไผ่ท้ายตำหนักหนิงอัน ซึ่งอยู่ห่างจากตำหนักหนิงอันไปประมาณสองลี้ เมื่อเข้ามาถึงในเรือน ขันทีทั้งสองก็ทิ้งซานซูหนี่ว์ไว้เพียงลำพังและจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ขันทีทั้งสองจากไปได้ไม่นานดวงตาที่พร่าเลือนของซานซูหนี่ว์ค่อยๆ หันเหไปยังเสาไม้เกาๆ ภายในเรือนไผ่ ก่อนที่นัยน์ตาจะปรากฏแววเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ออกมาอย่างชัดเจนยิ่ง
'ตึง!!’
เสียงกระแทกดังก้องทั่วเรือนไผ่อันเงียบเชียบทันใด…
ศีรษะเจ็บปวดราวกับจะปริแตก ฟ่านหลินจินพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งทั้งสองข้าง ศีรษะซึ่งเดิมทีปวดแปลบไม่หยุด ยามนี้ยิ่งทวีความเจ็บปวดรวดร้าวพร้อมกับการลืมตาขึ้นของเธอในสายตาที่พร่าเลือน
ฟ่านหลินจินรู้สึกเพียงว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในห้องที่มีกลิ่นอายโบราณ อีกทั้งนอกจากกลิ่นหอมของต้นไผ่ที่อบอวลอยู่รอบด้านแล้วยังเจือด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เธอจำได้ว่าตนเองกำลังทดสอบระบบร้านค้าออนไลน์กับเพื่อนสาวอยู่แท้ๆ แล้วทำไมถึงมานอนอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ศีรษะที่ได้รับบาดเจ็บพลันปวดแปลบ
ในสมองของฟ่านหลินจินฉายภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วนในชั่วพริบตา…เจ้าของร่างนี้ชื่อว่าซานซูหนี่ว์ เป็นบุตรสาวภรรยาเอกของเจ้ากรมคลังแห่งอณาจักรมหานที มีพ่อชื่อว่าซานหวังฝู แม่ชื่อหว่านฮวาซู มีน้องชายฝาแฝดชื่อ ซานอี้และซานหลง ซานซูหนี่ว์ถูกฮองเฮาหรือไทเฮาในตอนนี้จัดแจงให้หมั้นหมายเป็นชายารัชทายาทตั้งแต่ยังเยาว์วัย
ทว่าหลังจากหมั่นหมายได้ไม่นาน ผมที่เคยเป็นสีดำราวน้ำหมึกของซานซูหนี่ว์ ก็เปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนทุกเส้นและนัยน์ตาเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเข้มอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนมีข่าวลือออกมาว่านางต้องคำสาปร้ายแรงในเรื่องคู่ครองหรือดวงกินสามี ในวันออกเรือนต้องออกเรือนพร้อมกับสตรีที่เกิดวันที่สิบเก้าเดือนจิ่วเยวฺ่ข้างขึ้นออกไปพร้อมกัน คำสาปถึงจะหายไป และใช่คนที่แต่ออกมาพร้อมซานซูหนี่ว์คือซานอู่เม่ยบุตรสาวของฮูหยินรองจิ้งรั่วเหลียน และตอนนี้ซานอู่เม่ยก็ดำรงตำแหน่งเสียนเฟยเป็นผู้ดูแลวังหลังในตอนนี้ เดิมผิงเยี่ยอวี้มิได้เห็นด้วยกับการหมั้นหมายครั้งนี้อยู่แล้วเขาจึงไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อต้านอะไร และไม่ได้ร่วมหอกับซานซูหนี่ว์
จึงนำไปสู่เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ซานซูหนี่ว์ถูกกดดันจากไทเฮาเรื่องมีบุตร เพราะผิงเยี่ยอวี้ยังไม่มีบุตรสืบทอดบัลลังก์สักคนไทเฮาจึงร้อนพระทัย ซานซูหนี่ว์ถึงได้ลงมือวางยาผิงเยี่ยอวี้ ทว่ากลับถูกเปิดโปงโดยซานอู่เม่ยสะก่อน ภาพเหตุการณ์ในสมองหยุดลงในชั่วพริบตาที่ซานซูหนี่ว์วิ่งเอาหัวโขกเสาตาย ทำให้ฟ่านหลินจินในยามนี้พลันรู้สึกปวดศีรษะมากผิดปกติ อดส่งเสียงครวญด้วยความเจ็บปวดเบาๆ มิได้
ฟ่านหลินจินมองไปรอบๆ เรือนก่อนถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก “ยัยหนิงกับยัยหยุนชิงจะมาด้วยรึเปล่าวะ?”
เป็นคำถามที่ไร้เสียงตอบกลับเพราะภายในเรือนที่มืดสนิทหลังนี้มีเพียงเธอคนเดียว “เพราะระบบ…”
ระบบ
‘ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการขอรับ ท่านสามารถ…’
อะไร!? ฟ่านหลินจินเบิกตากว้างมองจอโปร่งแสงขนาดประมาณสี่สิบนิ้วที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ หน้าตาเหมือนเว็บไซต์ขายสินค้าที่พวกเธอเป็นคนสร้างที่โลกเดิมทุกประการตรงหน้าจอด้านซ้ายมีแถบเมนูให้เลือกหมวดหมู่สินค้า ด้านบนแถบหมวดหมู่สินค้าเป็นช่องค้นหาสินค้า ส่วนด้านขวาโชว์สินค้าและรายละเอียดสินค้าต่างๆ
แต่! ด้านล่างกลับมีช่องเพิ่มขึ้นมาสี่ช่อง
ช่องแรกคือช่องขายสินค้า ช่องที่สองคือช่องรับสินค้า ช่องที่สามคือช่องรับเงิน ส่วนช่องที่สี่คือช่องเก็บสินค้าแยกเป็นช่องๆ เก็บได้มาสุดหนึ่งร้อยชิ้น สินค้าในโลกก่อนมีขายทุกอย่างว่าน่ามหัศจรรย์แล้ว แต่กลับมีสินค้าของโลกใบนี้วางขายด้วยมีตั้งแต่สินค้าทั่วไปจนถึงยาและอาวุธระดับตำนานเลยทีเดียว
ทว่าเธอจำได้ว่าพวกเธอไม่เคยลงระบบเสียงพูดนี่? แล้วเสียงเล็กๆ เด็กผู้ชายวัยประมาณสี่ห้าขวบนี่มาจากไหน? ฟ่านหลินจินยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ก่อนเลือกซื้ออุปกรณ์ทำแผล ทว่าเธอไม่มีเงิน!
ฟ่านหลินจินยกมือขึ้นลูบคลำบนหัวของตนก่อนดึงปิ่นปักผมออกมาชิ้นหนึ่งอย่างส่งๆ ก่อนวางในช่องขายของระบบ หลังจากที่เธอวางลงไปไม่นานปิ่นปักผมชิ้นนั้นก็หายไปทันที ก่อนที่ระบบจะแจ้งราคา เธอไม่ได้เอาเงินออกมาจากระบบทว่าเลือกซื้อของจำที่เป็นแทน เธอหยิบยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบโยนเข้าปากก่อนยกน้ำขวดขึ้นดื่มตามลงไป หลังจากนั้นก็จัดการกับบาดแผลบนหน้าผากขาวเนียนที่ตอนนี้มีแผลขนาดประมาณหนึ่งข้อนิ้ว ทว่ากลับสามารถพรากชีวิตคนคนหนึ่งไปได้ ฟ่านหลินจินคงไม่มีทางรู้ว่าไม่ใช่บาดแผลที่เธอสงสัยที่ได้พรากชีวิตของเจ้าของร่างเดิมไป…
เมื่อทำแผลเสร็จฟ่านหลินจินลุกขึ้นยืนอย่างอยากลำบากก่อนเดินเข้าไปในเรือนท่ามกลางความมืดโดยอาศัยแสงจันทร์ส่องแสงสว่างให้
เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงฟ่านหลินจินก็ใช้ไฟฉายส่องไปรอบเรือน เรือนหลังนี้มีห้องนอนหนึ่งห้อง ห้องครัวหนึ่งห้อง และห้องโถงที่เธอยืนอยู่หนึ่งห้องแล้วห้องน้ำอยู่ไหน? ขนาดเรือนไม่เล็กไม่ใหญ่ทำจากไม้ทั้งหลัง แต่ปัญหาของเธอในตอนนี้คือ มัน-สก-ปรก!
ฟ่านหลินจินสบถด่าผิงเยี่ยอวี้เสียงดัง เรื่องอื่นเธอรับได้ทว่าเรื่องความสะอาดเธอยอมไม่ได้! เธอเดินเข้าไปในห้องนอนก็พบว่าภายในห้องโล่งเตี้ยน มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ที่ไร้ที่นอนมีเพียงเตียงอย่างเดียว เธอกดซื้อเครื่องดูดฝุ่นแบบแบตเตอรี่ออกมาวางลงที่พื้น ก่อนมองสำรวจรอบๆ ถึงได้พบว่าห้องน้ำอยู่ในห้องนอนนี่เอง และถูกแบ่งไว้อย่างเสร็จสรรพ ใช้เวลาถึงสองชั่วโมงภายในห้องนอนและห้องน้ำถึงสะอาดเรียบร้อย เธอกอดซื้อที่นอนผ้าห่มออกมาปูที่เตียงหลังนั้น หากมีคนสงสัยถึงที่มาของสิ่งของเหล่านี้ เธอก็เพียงตอบไปว่าเอามาจากถุงมิติแค่นั้นก็จบ “คืนนี้แค่นี้ก่อนก็แล้วกันข้างนอกค่อยทำพรุ่งนี้”
เมื่อพึมพำกับตัวเองเสร็จก็เดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ แน่นอนว่าน้ำภายในเรือนไม่มีสักหยดเธอจึงกดซื้อน้ำถังสามสิบลิตรมาจากระบบสามถังก่อนยกเทลงในอ่างอาบน้ำ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วถึงได้ลงไปแช่ในอ่างไม้ที่มีอยู่แล้วเพียงแค่ทำความสะอาดนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว
ฟ่านหลินจินหยิบกระจกออกมาจากมิติของเธอมองในหน้าสวยเฉี่ยวที่สะท้อนในกระจก ใบหน้าแบบนี้สีผมแบบนี้หากเป็นที่โลกเดิมของเธอคงเป็นดาราได้สบาย คำสาปงั้นหรือ? หึ! นิทานหลอกเด็กชัดๆ
ยามผ่อนคลายสมองคนเรามักจะปลอดโปร่ง ฟ่านหลินจินเองก็เช่นกัน “ซานซูหนี่ว์ ข้าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่แทนเจ้าให้ดีเอง!” ฟ่านหลินจินเว้นจังหวะการพูด ก่อนเอ่ยขึ้นอีกกรอบ “และต่อไปนี้ข้าคือซานซูหนี่ว์!”
หลังจากที่ฟ่านหลินจินพูดจบลมหอบหนึ่งก็พัดผ่านร่างเธอทั้งที่ภายในห้องไม่มีลม…
แสงแดดอ่อนค่อยๆ ทอแสงจากระเบียงมายังปลายเตียงของฟ่านหลินจิน ไอร้อนจากแสงแดดสัมผัสกับขาเรียวที่ยื่นออกมานอกผ้าห่มเพียงเล็กน้อย ทำให้ขาเรียวชักขากลับเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่มตามเดิม สายลมหอบไอร้อนจากแสงแดดพัดลอดหน้าต่างที่แง้มไว้เข้ามาภายในห้อง ทำให้ฟ่านหลินจินตื่นขึ้นมาในที่สุด เธอกะพริบตาเล็กน้อยก่อนขยับตัวเบาๆ…
"ฮองเฮาทรงตื่นบรรทมแล้วหรือเพคะ?"
ฟ่านหลินจินหายใจหอบสะท้าน สายตาพร่าเลือนในคราแรกค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นมาเป็นลำดับ ตาคมหวานกวาดมองโดยรอบ ในที่สุดก็หยุดลงที่ใบหน้าเยาว์วัยสะอาดสะอ้านของหญิงสาวนางหนึ่ง น้ำเสียงเจ้าของดวงหน้านั้นอ่อนโยนนัก มิได้เจือกระแสแห่งความห่วงใยดุจญาติมิตร แต่ก็สุภาพนอบน้อมอยู่หลายส่วน
หญิงแปลกหน้าจ้องตอบกลับมาเงียบๆ ฟ่านหลินจินยังคงงุนงงจึงไม่พูดอะไรออกมา ต้องใช้เวลาตั้งสติอยู่พักใหญ่จึงสามารถดึงสติกลับมาได้ และในความทรงจำของซานซูหนี่ว์ไม่มีหญิงสาวคนนี้อยู่ในนั้น
"เจ้าคือ…ใคร?" ฟ่านหลินจินถามด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
ผู้โดนชักไซ้ก้มหน้าเล็กน้อย ตงหลิงเบนหลบสายตาของฮองเฮาก่อนตอบเสียงแผ่วเบา "หม่อมฉันชื่อตงหลิง เป็นนางข้าหลวงที่มารับใช้ฮองเฮาเพคะ"
ฟ่านหลินจินได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารับ “ข้าหิวแล้ว”
"ฮองเฮาได้โปรดรอสักครู่เพคะ"
ฟ่านหลินจินมองตงหลิงเดินไปยังโต๊ะเตี้ยที่อยู่นอกฉากกั้นที่ไม่รู้ว่ามีตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอมองไปรอบห้องที่ตอนนี้มีเฟอร์นิเจอร์ครบครัน ต่างจากเมื่อคืนลิบลับข้าวของเครื่องใช้ไม่ถึงกับหรูหรา ตบแต่งเรียบง่ายแสนจะธรรมดา แต่การจัดวางก็ยังพอพิถีพิถันอยู่บ้าง เธอมองนาฬิกาในระบบก็พบว่าตอนนี้เที่ยงสี่สิบนาทีแล้ว มิน่าล่ะ…
ซั่งฮวน ที่ยืนห่างอยู่ไม่ไกลเดินรี่เข้ามาหาตงหลิงแล้วคว้าแขนเสื้อเอาไว้ก่อนกระซิบเสียงเบา "ตงหลิงเหตุใดเจ้ายังเสียเวลาสนใจนางอยู่อีกสภาพเช่นนี้จะต้องพระทัยองค์เหนือหัวได้อย่างไร? ไม่แน่ว่า…อีกไม่นานอาจได้รับโทษตายเป็นแน่แท้" หญิงต้องคำสาปอัปลักษณ์เช่นนี้เป็นสิ่งอัปมงคลยิ่ง นี่ยังกล้าส่งเข้าวังหลวงมาเป็นฮองเฮาอีกรึ!!!
ฟ่านหลินจินหันหน้ามองโดยรอบ พบว่าในห้องนี้นอกจากหญิงสาวผู้นั้นแล้ว ยังมีหญิงสาวอีกคนที่เยาว์วัยกว่า ทั้งสองเอนศีรษะชนกันกระซิบกระซาบพลางมองมาที่เธอ เนื่องจากพวกนางพูดเสียงเบานัก ทำให้เธอฟังไม่ออกว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร
ตงหลิงดึงแขนเสื้อกลับอย่างละมุนละม่อม ยกถาดอาหารที่เตรียมไว้ขึ้นมาพลางเอ่ยตอบซั่งฮวนที่ยังคงยืนหน้าบึ้ง "ฝ่ายในจัดให้พวกเรามาดูแลนาง ตั้งแต่นั้นนับเป็นหน้าที่แล้ว"
ก่อนหน้านี้ตนได้ลอบสังเกตฮองเฮาอย่างละเอียดอยู่หลายครั้ง จมูกเรียวเล็กตีวงโด่งราวกับเสี้ยวจันทรา ริมฝีปากแดงจัดจับเป็นกลีบเล็ก ๆ คล้ายกลีบดอกอิงฮวา' ผิวพรรณเปล่งปลั่งนุ่มนวลจนน่าตกตะลึง ฮองเฮานับเป็นสาวงามที่หาได้ยากยิ่ง น่าเสียดายที่ผมเป็นสีขาวทั้งหัวและดวงตาเป็นสีฟ้าเห็นแล้วรู้สึกเวทนานัก…
ซั่งฮวน ไม่ได้คิดเช่นเดียวกับตงหลิงจึงเบ้ปากเล็กน้อย บ่นเสียงเบา "สตรีผู้นี้เป็นเพียงสตรีต้องคำสาปหญิงอัปลักษณ์นางหนึ่งโดยแท้!"
ยิ่งพูดยิ่งโมโหตนสู้อุตส่าห์ติดสินบนไปถึงห้าสิบตำลึงเงิน จึงได้ย้ายจากโรงซักล้างมารอรับใช้นายคนใหม่อย่างใจจดใจจ่อ แรกเริ่มเดิมทีคิดว่าต้องเป็นงานที่เติบใหญ่ในภายหน้า ด้วยหากเจ้านายได้รับความโปรดปราน ตัวนางเองก็จะได้มีหน้ามีตาในวังหลวง ผู้คนย่อมเคารพนบนอบและให้เกียรติ..คิดไม่ถึงว่าผลจะเป็นเช่นนี้!
"นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะยุ่ง" ตงหลิงหันกายหลบ ยกถาดอาหารผละไปเสียดื้อๆ
ซั่งฮวนกระแทกเสียงเอ่ยตอบ "ข้าก็ไม่อยากจะยุ่งหรอก"
พูดจบก็เดินออกไปด้านนอกอย่างหัวเสีย ฟ่านหลินจินเบือนหน้ามองตาม เห็นหญิงสาวเยาว์วัยสะบัดตัววิ่งจากไป เหลือเพียงหญิงสาวที่ตนเห็นเป็นคนแรกถือถาดอาหารกำลังเดินตรงมาหาเธอ