โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ใจดี แต่เห็นแก่ตัว กล้าหาญ แต่หวาดกลัว’ เพราะมนุษย์คือความซับซ้อน

TODAY

อัพเดต 11 ก.ค. 2567 เวลา 11.46 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2567 เวลา 18.06 น. • workpointTODAY

เสียใจ แต่ร้องไห้ไม่ได้ โกรธแทบตาย แต่ต้องฝืนยิ้ม

ถ้าคนเราสามารถเข้าใจและจัดการความคิดอันแสนซับซ้อนในหัวได้ ‘ไรลีย์’ วัยรุ่นมือใหม่จากเรื่อง Inside Out 2 คงไม่ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกเกลียดชังตัวเอง สับสน หรือหลงทางกับชีวิต

เวลาเราพูดถึง ‘อารมณ์และความรู้สึก’ เราอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องทางใจ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของเราเหล่านี้มันเกิดจากสมอง และมีรากฐานมาจากประสาทวิทยา ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงถูกสร้างขึ้นโดยได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและอารมณ์อย่างใกล้ชิด

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Dr.Dacher Keltner ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ University of California Berkeley และผู้อำนวยการ Greater Good Science Center โดย Dr.Dacher เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาเรื่องการกำหนดอารมณ์และคาเรกเตอร์ต่างๆ ของอารมณ์ในเรื่อง Inside Out ตั้งแต่ภาคแรก

Dr.Dacher เล่าว่าตอนแรกที่ได้รับทาบทามโปรเจ็กต์นี้ เขาคิดว่ายังไงก็ต้องยัดอารมณ์เข้าไปให้ได้ 20 อารมณ์จึงจะโอเค แต่ Pete Docter, Creative Director ของ Pixar บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้–เท่าที่พอจะทำได้คือ 5 อารมณ์เท่านั้น ทำให้ในภาคแรกเราได้เห็นเพียง ลั้ลลา (Joy), เศร้าซึม (Sadness), หยะแหยง (Disgust), กลั๊วกลัว (Fear) และฉุนเฉียว (Anger) ปรากฏตัวในฐานะอารมณ์หลักที่ควบคุมไรลีย์ในวัย 9 ขวบ

แต่ไรลีย์ในวัย 11 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเด็กหญิงไปสู่การเป็นวัยรุ่น เริ่มมีอารมณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น Dr.Dacher อธิบายว่ามันเป็นเรื่องปกติที่วัยรุ่นจะเริ่มสนใจความคิดเห็นของคนอื่นรอบตัว อารมณ์ที่กำเนิดขึ้นใน Inside Out 2 จึงเป็นอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับคนและสังคมรอบข้างนั่นคือ วิตกกังวล (Anxiety), อิจฉา (Envy), อ๊ายอาย (Embarrassment ) และเบื่อหน่าย (Ennui)

ว่าแต่อารมณ์มนุษย์มันมีเป็นร้อยเป็นพันอารมณ์เลยด้วยซ้ำ แล้วทำไม 4 อารมณ์นี้ถึงเป็นสิ่งที่ถูกเลือกว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับไรลีย์ในวัย 11 ปี มาฟังความเห็นจาก Dr.Dacher จากบทสัมภาษณ์ใน TIME Magazine กัน

Dr.Dacher เล่าถึงตัวละครแรกที่ ‘ตก’ คนดูได้มากมายด้วยความน่ารักอย่าง ‘อ๊ายอาย’ ทำไมอ๊ายอายถึงมีความสำคัญจนได้มาปรากฏตัวใน Inside Out 2 นั่นเป็นเพราะอารมณ์อับอายคืออารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างชัดเจน มันเป็นห้วงอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าคนรอบข้างกำลังตัดสินตัวเรา

ข้อดีของอารมณ์นี้คือมันเป็นด่านแรกที่จะป้องกันเราจากการทำผิด ทำให้เราเกิดอาการย้ำคิดย้ำทำ หากคิดจะฝ่าฝืนกฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานของสังคม ซึ่ง Dr.Dacher มองว่า ความอับอายในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาจเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเจ็บปวด แต่มันช่วยสร้างเสริมทักษะที่สำคัญมากในการอยู่ในสังคม

อารมณ์ต่อมาคือ ‘อิจฉา’ Dr.Dacher อธิบายอารมณ์นี้ง่ายๆ คือ ‘เราจะเกิดความอิจฉา เมื่อคนอื่นได้รับ ในสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองสมควรได้รับเช่นกัน’ ถึงอย่างนั้นแม้แต่อารมณ์เชิงลบอย่างความอิจฉา ถ้าเราเลือกจัดการกับมันถูก เราก็สามารถเปลี่ยนมันเป็นพลังที่ดีได้เช่นกัน

Dr.Dacher ได้พูดถึงงานวิจัยจากยุโรปชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า ความอิจฉามีทั้งอยู่ในรูปแบบที่อันตราย เช่น หากเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เราอาจเผลอทำอะไรที่ทำร้ายอีกฝ่ายไปโดยไม่รู้ตัว กับความอิจฉาที่อยู่ในรูปแบบแรงผลักดัน ผลักดันให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นหรือทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เมื่อความอิจฉาก่อตัวขึ้นในใจเรา จงรู้ตัว รับมือกับมันให้ดี และควบคุมให้มันอยู่ในที่ที่เราต้องการ

เบื่อหน่าย (Ennui) คืออารมณ์ที่สามที่เราจะพูดถึงกัน เวลาเราพูดถึงความ ‘เบื่อ’ เราอาจจะคิดว่าก็แค่อารมณ์ของความเฉยชากับสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่ในภาพยนตร์เราจะเห็นว่าเจ้าเบื่อหน่ายทำได้มากกว่าแค่แสดงความเฉยชา มันสั่งการให้ไรลีย์แสดงอาการประชดประชัน กลอกตา เหยียดหยาม หรือแดกดันต่อสิ่งเร้าที่เข้ามา

Dr.Dacher พูดติดตลกว่าเหล่าพ่อแม่ของเด็กวัยรุ่นจะเข้าใจอารมณ์นี้เป็นอย่างนี้ เพราะนี่คือช่วยวัยที่เหล่าเด็กน้อยที่กำลังเติบโตเรียนรู้ที่จะแสดงความไม่พอใจในระดับปานกลางออกมา (อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่การตะโกนด่าแหละน่า) แล้วอีกนัยหนึ่ง อารมณ์นี้ยังช่วยให้เราสามารถระบายความคับข้องใจเล็กๆ น้อยๆ ออกมา ไม่กดไว้จนทำให้เกิดภาวะเก็บกด ซึ่งอาจนำมาสู่ปัญหาอีกมากมายในอนาคต

สำหรับอารมณ์สุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นดาวเด่นของเรื่องนี้เลยก็คือ เจ้าวิตกกังวล (Anxiety) ก่อนอื่น Dr.Dacher เปิดเผยมุมมองส่วนตัวว่า เขาเองก็เผชิญหน้า และต้องต่อสู้กับภาวะวิตกกังวลมานานหลายปี แต่ตัวเขาเชื่อว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถยอมรับได้ว่าเรากำลังวิตกกังวล ความน่ากลัวของอารมณ์นั้นจะถูกควบคุมในทันที

สิ่งเหล่านี้เรียกว่าการรู้เท่าทันตัวเอง เมื่อไหร่ที่เริ่มมีความกังวลเกิดขึ้นในจิตใจ จงตั้งรับมัน หาสาเหตุ และรับรู้ว่าพฤติกรรมที่คุณกำลังเป็นอยู่คือการตอบสนองตามธรรมชาติของมนุษย์

สำหรับ Inside Out 2 ตัว Dr.Dacher มองว่าอารมณ์วิตกกังวลเป็นอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมายาก เพราะอารมณ์วิตกกังวลมีความซับซ้อนมากกว่าอารมณ์หวาดกลัว เวลาเราพูดถึง ‘ความหวาดกลัว’ มันมักจะเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกับทางกายภาพ เช่น การถูกไฟดูด การโดนรถชน ฯลฯ

ขณะที่ความวิตกกังวล มันคือการคาดการณ์สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต เวลาเราพูดถึงอนาคต สิ่งที่มาพร้อมกันคือ ‘ความไม่รู้’, ‘ความไม่แน่นอน’ และ ‘จินตนาการ’ ซึ่งตัวละครวิตกกังวลมาพร้อมกับภารกิจพยายามปกป้องไรลีย์จากสิ่งที่ตัวมันเองก็ ‘ไม่รู้’ ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่

เจ้าวิตกกังวลจึงไม่ใช่ตัวร้าย

เจ้าวิตกกังวลจึงไม่ใช่อารมณ์ที่ไม่ดี

แต่ธรรมชาติของมันคือการจำลองภาพในหัวที่แสนธรรมดาให้กลายเป็นภัยที่พร้อมจะคุกคามได้อยู่เสมอ และมันอาจนำมาสู่พฤติกรรมอะไรก็ตามที่เตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามนั้น ซึ่งท้ายที่สุดพฤติกรรมนั้นอาจให้ผลดี หรือผลเสียก็ได้

ดังนั้นจึงสำคัญมากเมื่อเรารู้แล้วว่าความวิตกกังวลกำลังเกิดขึ้นในหัว ค่อยๆ พิจารณามันอย่างละเอียดและค่อยเป็นค่อยไป สิ่งนี้อาจทำให้ ‘วิตกกังวล’ เป็นเกราะปกป้องเรา มากกว่าจะทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว

Dr.Dacher ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ The New York Times ว่า Inside Out 2 จงใจร้อยเรียงเนื้อเรื่องให้เส้นทางที่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบของไรลีย์ต้องหยุดชะงักลง ความท้าทายใหม่ๆ ทั้งเรื่องกลิ่นตัวตอนเป็นวัยรุ่น การหวาดกลัวว่าจะไม่ถูกสังคมยอมรับ การพยายามหลีกหนีจากความโดดเดี่ยว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้กระตุ้นความวิตกกังวลของไรลีย์ ทำให้เธอกดดันตัวเอง และหลงทาง เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอเป็นใครกันแน่

ใช่… ไรลีย์เคยเป็นคนจิตใจดี แต่สุดท้ายเธอก็เป็นคนเห็นแก่ตัว

และถูกที่เธอกล้าหาญ แต่เธอก็หวาดกลัวเช่นกัน

สิ่งนี้บอกอะไรกับเรา? เวลาเรามองตัวเอง เรามักจะคิดว่าเราเป็นได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นคนดี เป็นคนเลว เป็นคนเข้มแข็ง เป็นคนอ่อนแอ แต่นั่นไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์มีความละเอียดซับซ้อนมากกว่านั้น

Dr.Dacher บอกว่า Inside Out 2 คือภาพยนตร์ที่ต้องการบอกให้เราเรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่ร่วมกับความสลับซับซ้อนนั้น เมื่อเราเข้าใจตัวเอง เราจะอยู่กับตัวเองได้ทั้งในเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์ที่สุด และบกพร่องที่สุด เพราะนั่นคือตัวเรา

อ้างอิงจาก

https://time.com/6987825/inside-out-2-neuroscience/

https://www.nytimes.com/2024/06/14/well/mind/inside-out-2-anxiety.html

#AIMHOUR #สำนักข่าวทูเดย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...