โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก “Hey-hanging” ทักมาแล้วหายไป ทิ้งคนอ่านไว้กับความเครียด!

Mission To The Moon

เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2567 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

ขณะที่คนรุ่นอื่นกำลังกังวลเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารของ Gen Z ที่มีประสิทธิภาพน้อยลงเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและวิถีชีวิตช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ผลสำรวจจาก OneDigital กลับเผยให้เห็นว่ากว่า 60% ของ Gen Z เองก็กำลังเสี่ยงโรควิตกกังวลเพิ่มขึ้นจากการ “Hey-hanging” วัฒนธรรมการสื่อสารที่เป็นพิษของคนรุ่นก่อนด้วยเช่นกัน
.
.
รู้จัก “Hey-hanging” ทักมาแล้วหายไป ทิ้งความกังวลไว้ให้คนอ่าน
.
เคยเจอไหม? เพื่อนที่ทักมาแค่ “มึง” แล้วหายไป ลูกค้าที่ทักเข้ามาแค่ “สวัสดีค่ะ/ครับ” แล้วไม่พิมพ์อะไรมาเพิ่ม หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าที่ทักมาแค่ว่า “น้องคะ/ครับ” แล้วก็หายเข้ากลีบเมฆ ราวกับว่าส่งข้อความแล้วก็โยนโทรศัพท์ออกนอกโลกไปเลย
.
แต่บางครั้งพวกเขาก็ไม่จบแค่หนึ่งข้อความ ฟังดูแล้วเหมือนจะดีขึ้นถ้าข้อความถัดมาไม่ใช่คำว่า “โทรหาพี่หน่อยนะ” ฟังดูอาจจะสมเหตุสมผลสำหรับบางคนในการทักทายด้วยคำทักทายทั่วไปก่อนจะเข้าสู่ประเด็น ทว่าการปล่อยให้คนรับสารรอโดยไร้จุดหมายว่าประเด็นที่ว่าจะมาเมื่อไร และเป็นประเด็นแบบไหน ยิ่งทิ้งทวนความกังวลให้คนรับสารรู้สึกว่า ‘เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า’ เขากำลังจะมีปัญหาหรือไม่
.
การทักแล้วหายไป ทิ้งคนอ่านไว้กลางความสับสนแบบนี้เองที่เรียกว่า “Hey-hanging” มาจากคำว่า ‘Hey’ ที่เป็นคำทักทายทั่วไปเหมือนกับสวัสดี และคำว่า ‘Hanging’ ที่แปลว่าการแขวน ดังนั้นการทักแล้วหายแบบนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการแขวนคนอ่านให้ค้างเติ่งอยู่บนความกังวลในหัว
.
แล้วมันมีปัญหาอย่างไร? เขายังไม่ส่งข้อความมาต่อก็ไปทำงานอื่นก่อนสิ เพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์มาแล้วหรือหัวหน้างานก็อาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องจัดการตัวเองไป นั่นเป็นเพราะคนรุ่นก่อนสร้างฐานอำนาจที่ค่อนข้างมั่นคงและพอจะต่อรองในสังคมได้แล้ว
.
เปรียบเทียบกับ Gen Z ที่ยังคงใหม่ในที่ทำงานและสังคมแบบผู้ใหญ่ ทำให้อำนาจในการเจรจาต่อรองน้อยกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์มาแล้ว และน้อยกว่าหัวหน้าที่มีอำนาจในการ ‘Feedback’ อย่างชัดเจน ความไม่เท่ากันทางพลวัตของอำนาจ (Power Dynamic) นี่เองที่ทำให้วัฒนธรรมการสื่อสารแบบทักมาแล้วหายไปกลายเป็นสงครามประสาทที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่เสี่ยงต่อโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) มากขึ้น
.
นอกจากจะส่งผลกระทบกับตัวบุคคลโดยตรงแล้ว ยังลามไปถึงการสื่อสารในองค์กรภาพรวมที่มีประสิทธิภาพลดลง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะโรควิตกกังวลเป็นเหตุให้ประสิทธิภาพในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ ลดน้อยลงด้วย
.
อีกเหตุผลหนึ่งคือความล่าช้าจากการรอคอย “สารที่สมบูรณ์” จากผู้ส่งทำให้พนักงานไม่มีอิสระในการจัดลำดับความสำคัญของงานด้วยตนเอง แต่ก็ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาไม่ได้ กล่าวคือเป็นสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขาดความยืดหยุ่นและคล่องตัวนั่นเอง
.
.
“Hey-hanging” ทำทำไม? ทักมาแล้วไม่พูดอะไรต่อ
.
วัฒนธรรมการสื่อสารแบบทักมาแล้วหายไปเป็นสไตล์การสื่อสารหนึ่งที่นิยมในหมู่ Gen X และ Baby Boomer ที่เติบโตมากับการสื่อสารซึ่งหน้ามากกว่าออนไลน์ เป็นเหตุให้การสื่อสารผ่านเทคโนโลยีออนไลน์เป็นอุปสรรคที่เพิ่มความล่าช้าและติดขัด จำกัดการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพลดลง หลายคนจึงเลือกใช้การโทรคุยมากกว่า
.
ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากรักษามารยาทและความเกรงใจว่าคู่สนทนาที่เขาอยากคุยด้วยนั้น สะดวกที่จะคุยในเวลานั้นหรือไม่ หรือต้องการให้คุยในเวลาที่คนรับสารสะดวก คนเหล่านี้จึงเลือกที่จะทักเพื่อลองดูเชิงว่าคนที่อยากคุยด้วยว่างคุยกับเขาไหม เพราะมีสมมติฐานว่าการตอบแชตหมายถึงสะดวกคุยนั่นเอง
.
แน่นอนว่าสำหรับพวกเขา การทักมาเพื่อรอให้ว่างแล้วตอบนั้นเป็นการหวังดีและรอคอยว่าถ้าว่างเมื่อใดก็คงมาตอบ แต่สำหรับคนรับสารอย่าง Gen Z ที่การอ่านแชตไม่ใช่การบอกว่าว่าง และเวลาว่างก็อาจจะไม่ได้อ่านแชต การทักมาด้วยสมมติฐานเช่นนั้นจึงกลายเป็นการสื่อสารสวนทางไปแทน
.
กรณีที่สองคืองานและการแจ้งเตือนที่ท่วมท้นจนเบี่ยงเบนความสนใจผู้ส่งสาร สาเหตุนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยเพราะปัจจุบันทุกแพลตฟอร์มล้วนพยายามจะส่งการแจ้งเตือนมารายวินาทีกันเลยทีเดียว แพลตฟอร์มทำงานและการแชตคุยอย่าง LINE Slack Discord หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ก็เต็มไปด้วยข้อความของเพื่อนร่วมงานคนอื่นหรือโฆษณา
.
หลายครั้งจึงเกิดเหตุการณ์ที่ส่งข้อความทักไปแล้ว แต่มีแจ้งเตือนอื่น งานอื่น หรือเหตุอื่นแทรกเข้ามาจนทำให้ข้อความค้างเติ่งไว้เพียงคำทักทายที่ไร้บริบท แม้ว่าจะเป็นการแขวนคนอ่านไว้กับความกังวลโดยไม่เจตนา แต่คงจะดีกว่าหากส่งอีกสักข้อความเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเขาติดพันและจะกลับมาสื่อสารอย่างดีอีกครั้ง
.
ทว่าบางครั้ง “Hey-hanging” หรือการทักแล้วหาย ไม่ตอบ ไม่บอกบริบท ก็เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึง “Micro-aggression” หรือการสร้างสงครามประสาทเพื่อปล่อยให้อีกคนว้าวุ่น ตกอยู่ในพายุความคิดในหัวด้วยเจตนา เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมกลั่นแกล้งที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อผู้ส่งสารเป็นหัวหน้า หรือรุ่นพี่ที่ทำงาน
.
การกลั่นแกล้งเช่นนี้มักได้ผลดีในวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีแนวคิดการเคารพความอาวุโสและผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าอย่างเข้มข้นกว่าวัฒนธรรมตะวันตก กลายเป็นปัญหาฝังรากลึกที่ทำให้องค์กรไม่สามารถปฏิรูปกระบวนการภายในและยกระดับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้เท่าที่คิด
.
ปัญหา “Hey-hanging” เป็นสิ่งที่องค์กรสามารถรับมือได้ด้วยการสร้างแนวทางการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อเป็นเสาให้พนักงานยึดเกาะว่า “เรากำลังทำถูกต้องอยู่หรือเปล่า” ยกตัวอย่างเช่น หากองค์กรการสร้างแนวทางการสื่อสารครั้งหนึ่งจะต้องประกอบไปด้วยที่มาของประเด็น ประเด็น และสิ่งที่อยากได้จากผู้รับการ เมื่อเพื่อนร่วมงานส่งข้อความที่ไม่เข้าเกณฑ์มาก็สามารถปล่อยผ่านไปโดยไม่กังวลว่าจะได้รับการประเมินการทำงานที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั่นเอง
.
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกวัย แม้ว่าการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันอาจทำให้สไตล์การสื่อสารเกิดสวนทางกันได้อย่างที่กล่าวไปข้างต้น แต่การปรับตัวเข้าหากันก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้และผลักดันสังคมให้เดินหน้าต่อในที่สุด
.
.
ที่มา
- WTF is hey-hanging? (and why is it stressing everyone out): Hailey Mensik, Worklife - https://bit.ly/4aIQFEc
- 4 Reasons Why ‘Hey-Hanging’ At Work Increases Employee Stress: Bryan Robinson, Ph.D., Forbes - https://bit.ly/3yPx0oU
.
.
#trend
#worklife
#heyhanging
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...