โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ราคาลิเทียมผลิตแบต EV พุ่งพรวด รับตลาดยานยนต์พลังงานสะอาดโต

Marketeer

เผยแพร่ 15 ก.ค. 2565 เวลา 09.27 น. • ศิวโรจน์ สายแวว

Benchmark Market Intelligence บริษัทอังกฤษด้านที่ปรึกษาและข้อมูลของลิเทียมเพื่อนำไปใช้ผลิตแบตเตอรี่ เผยว่า มิถุนายนปีนี้ ราคาลิเทียมขึ้นมาอยู่ที่ 62,000 ดอลลาร์ (ราว 2 ล้านบาท) ต่อตันแล้ว

เพิ่มขึ้นจาก 10,000 (ราว 362,000 บาท) ต่อตันเมื่อช่วงมกราคม ท่ามกลางความต้องการแร่สำคัญชนิดนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากการขยายตัวของตลาดรถ EV และความจำเป็นต่อกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ อีกด้วย

โลกกำลังเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดซึ่งอุตสาหกรรมที่จริงจังต่อเรื่องนี้มากสุดคือยานยนต์ เห็นได้จากค่ายรถทุกค่ายต่างก็ทยอยลดการผลิตรถใช้น้ำมัน

และหันไปผลิตรถ EV ที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีค่ายรถ EV ทั้งจากประเทศซีกโลกตะวันตก และของจีน ผุดขึ้นมากมาย

ผู้บริโภคก็หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกันยอดขายรถ EV ทั่วโลกจึงเพิ่มขึ้น จาก 2.2 ล้านคันในปี 2019 เพิ่มเป็น 3.2 ล้านคันในปีต่อมา

และปี 2021 เพิ่มขึ้นอีกเป็น 6.3 ล้าน พร้อมการคาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2030 อาจเพิ่มขึ้นเป็น 26.7 ล้านคัน

สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ค่ายรถต้องเร่งพัฒนาและผลิตรถ EV ออกสู่ตลาดเพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น จนส่งผลสืบเนื่องให้ลิเทียม หนึ่งในแร่หลักในการผลิตแบตเตอรี่ รถ EV เป็นที่ต้องการมากขึ้น และราคาแพงแพงขึ้นมา

ตามข้อมูลของบริษัท Benchmark Market Intelligence ระบุว่า เมื่อเมษายนที่ผ่านมาราคาลิเทียมเคยพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 78,000 ดอลลาร์ (ราวเกือบ 3 ล้านบาท) ต่อตัน

แม้มิถุนายนที่ผ่านมาลงมาอยู่ที่ 62,000 ดอลลาร์ (ราว 2 ล้านบาท) ต่อตันแล้ว แต่ก็เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าจาก 10,000 ดอลลาร์ (ราว 362,000 บาท) ต่อตันเมื่อช่วงมกราคม

ราคาที่พุ่งพรวดดังกล่าว ยังมาจากลิเทียมมีความสำคัญอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ ทั้งอุปกรณ์สื่อสารระบบ 5G เครื่องกักเก็บพลังงาน และอุปกรณ์ทำความเย็นไปจนถึง ยานอวกาศ

นี่จึงหมายความว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องแย่งชิงลิเทียมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ดังนั้นในอนาคต ราคาลิเทียมคงจะแพงขึ้นไปอีก และยังส่งผลสืบเนื่องให้ราคารถ EV แพงขึ้นตามไปด้วย

สิ่งที่ต้องจับตามองจากนี้คือการความเคลื่อนไหวของทั้งค่ายรถและบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตแล้ว คงต้องหันไปลงทุนในเหมืองลิเทียมด้วย เพื่อลดต้นทุนในการผลิตและรับประกันว่าจะมีลิเทียมป้อนกระบวนสายพานการผลิตอยู่เสมอ

ทว่าค่ายรถ และบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ รวมถึงบริษัทเหมืองก็ต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะกับรัฐบาลประเทศที่มีลิเทียมอยู่ เช่น ชิลี โบลิเวีย เซอร์เบีย โมแซมบิกและคองโก ที่แม้อยากทำเงินจากแร่ดังกล่าวแต่ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะการทำเหมืองลิเทียมใช้น้ำในปริมาณมาก

และยังปล่อยสารพิษ เช่น บอแร็กซ์ โปแตสเซียม และแมงกานิส สู่แหล่งน้ำอีกซ้ำร้ายบางประเทศที่อุดมไปด้วยลิเทียม เช่น คองโก ก็ยังมีปัญหาใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมเหมือง

อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ บทบาทและความเคลื่อนไหวของจีนต่อตลาดลิเทียม เพราะแม้มีแหล่งแร่ลิเทียมในประเทศอยู่ แต่จีนมีเทคโนโลยีในการนำลิเทียมไปผลิตเป็นแบตเตอร์รี่ที่ก้าวหน้า

CATL ของจีนยังเป็นบริษัทผู้ผลิตแบตเตอร์รี่รถ EV รายใหญ่ของโลกและบริษัทร่วมทุนของ CATL ก็เพิ่งปิดดีลใหญ่ มูลค่า 35 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,266 ล้านบาท) ซื้อลิเทียมจากเหมืองใหญ่ในโมแซมบิกอีกด้วย / aljazeera ,statista, dw

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...