โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

ทริปเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ เที่ยวครบทั้งในเมืองและนอกเมือง

tripgether ทริปเก็ทเตอร์

อัพเดต 12 ก.ค. 2565 เวลา 09.36 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2565 เวลา 02.40 น. • tripgether.com

จังหวัดเชียงใหม่ เมืองยอดฮิตตลอดกาลที่สามารถเที่ยวได้ทุกฤดู ยังเป็นเมืองสุดสโลว์ไลฟ์ที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนชิลล์ๆ สถานที่เที่ยวก็มีมากมายทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ร้านคาเฟ่เก๋ๆ ร้านอาหารอร่อยๆ และความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบล้านนา เรียกได้ว่าไปเที่ยวแค่วันสองวันก็คงเก็บไม่ครบ วันนี้ทริปเก็ทเตอร์จะพาทุกคนเที่ยวกันแบบเต็มที่กับ ทริปเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ เที่ยวครบทั้งในเมืองและนอกเมือง รับรองว่าเป็นทริปที่ครบทุกรสชาติและมีครบทุกสไตล์ แถมได้รูปสวยๆ กลับไปอัปลงโซเชียลรัวๆ ว่าแล้วก็เตรียมแพ็คกระเป๋าแล้วขึ้นเหนือกันเลย~

ทริปเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน นั่งรถไฟไปเชียงใหม่

เที่ยวครบทั้งในเมืองและนอกเมือง

ทริปเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ เที่ยวครบทั้งในเมืองและนอกเมือง

Day 1

มาเริ่นต้นทริปในช่วงเย็นกันที่ สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือที่เรียกกันว่า สถานีหัวลำโพง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางภายในประเทศที่สำคัญและเดินทางมาก็ง่ายแสนง่าย ทำให้ใครที่อยากขึ้นรถไฟต่างก็ต้องมาเริ่มต้นที่จุดนี้ สำหรับคนที่อยากเที่ยวเชียงใหม่โดยรถไฟนั้นก็มีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟเร็ว ด่วนพิเศษ ด่วนพิเศษ CNR เรียกได้ว่าอยากนั่งแบบไหนหรือสะดวกเวลาไหนก็สามารถเลือกได้ตามสบาย แต่สำหรับทริปนี้ของเราเลือกนั่งสบายหน่อยกับรถไฟขบวนด่วนพิเศษ CNR หรือขบวนอุตราวิถีเป็นรถไฟตู้นอนรุ่นใหม่ที่บอกเลยว่าหรูหราและสบายสุดๆ และก่อนจะขึ้นรถไฟเราก็เตรียมซื้อของกิน เดินถ่ายรูปเล่นรอบๆ สักหน่อยก็เป็นเวลา 18.00 น. ได้เวลาเริ่มต้นการเดินทางแล้ว

บรรยากาศภายในตู้โดยสารดูสะอาดและหรูหราด้วยเบาะกำมะหยี่สีแดง ทำให้หลายคนเรียกรถไฟขบวนนี้ง่ายๆ ว่า รถไฟเบาะแดง โดยขบวนรถไฟนี้แบ่งเป็นตู้นอนชั้นหนึ่งซึ่งเป็นตู้นอนแบบส่วนตัว และตู้นอนชั้นสองซึ่งเป็นแบบเตียงบนและเตียงล่าง สำหรับทริปนี้เราก็เลือกนอนแบบชั้นสอง บอกเลยว่าความสบายและสิ่งอำนวยความสะดวกก็มีครบมาก

ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่จะเริ่มมาปูที่นอนให้

การเดินทางโดยรถไฟใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน แนะนำให้โหลดหนังหรือโหลดเพลงมาระหว่างเดินทางก็ดีเหมือนกัน ในตอนกลางคืนนอนสบายๆ แอร์เย็นๆ ตื่นมาก็เห็นภาพวิวข้างทางสวยๆ กับแสงแดดยามเช้า เป็นภาพความสวยงามที่นั่งมองได้เพลินๆ บอกเลยว่าการนั่งรถไฟมาเชียงใหม่แบบนี้ถือว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศและใช้เวลาชิลล์ๆ ไม่ต้องรีบร้อนเหมือนตอนอยู่ในเมือง

  • Location: เลขที่ 1 ถ.รองเมือง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
  • Website: www.dticket.railway.co.th/DTicketPublicWeb/home/Home

ระยะเวลากว่า 13 ชั่วโมงที่นั่งรถไฟมา ในที่สุดเวลา 07.15 น. ก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ สถานีเชียงใหม่ สำหรับใครที่ห่วงเรื่องตารางเวลาเดินรถว่าจะช้าหรือไม่ตรง บอกเลยว่าขบวนรถไฟด่วนพิเศษ CNR นี้เวลาตรงตามตารางเลย วางแพลนเที่ยวต่อไปยาวๆ ได้แบบไม่ต้องกลัวเสียเวลา และตอนนี้เราก็ผ่านคืนแรกบนรถไฟไปแล้ว เดี๋ยวมาตามดูกันดีกว่าว่าอีก 3 วันที่เหลือในเชียงใหม่เราจะพาไปเที่ยวสนุกๆ ที่ไหนกันบ้าง

Day 2

มาเริ่มกันที่แลนด์มาร์กที่ต้องมาให้ได้อย่างประตูท่าแพ เป็นกำแพงที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความสวยงามที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศต้องแวะมาที่แห่งนี้ บอกเลยว่าใครมาแล้วห้ามพลาดถ่ายรูปคู่กับกำแพงอิฐสีส้มที่ตั้งโดดเด่นตามเส้นถนน มาที่ประตูท่าแพนี้สามารถถ่ายรูปสวยๆ ได้ทุกมุมเลย

อีกจุดไฮไลท์เก๋ๆ ของประตูท่าแพคือการถ่ายรูปคู่กับฝูงนกพิราบ โดยบริเวณประตูท่าแพมีนกพิราบเยอะมาก ถ้าใครอยากถ่ายรูปท่ามกลางฝูงนกพิราบแบบนี้ก็ตั้งกล้องให้พร้อมแล้วเดินลุยเข้าไปกลางฝูงนกเลย ภาพฝูงนกที่บินว่อนแบบนี้กับฉากหลังกำแพงสีส้มอิฐ บอกเลยว่ารูปที่ได้สวยปังมาก แต่กว่าจะได้ภาพแบบนี้ก็ต้องเดินหลายรอบเลยทีเดียว

นอกจากมีมุมถ่ายรูปเพียบ บริเวณรอบๆ ประตูท่าแพยังมีมุมนั่งชิลล์ เหมาะกับการนั่งพักผ่อนมาก

  • Location: ถ.ท่าแพ ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่

เดินเล่นถ่ายรูปมาเหนื่อยๆ ก็ถึงเวลาไปหาอะไรเย็นๆ ดับร้อนกันหน่อย คราวนี้เราเลือกที่จะโบกรถแดงกันอีกรอบซึ่งเป็นตัวเลือกการเดินทางในเมืองที่ง่ายมากเหมาะกับคนที่ไม่ได้ขับรถเที่ยว นอกจากนี้เรายังสามารถเห็นรถแดงจอดรับผู้โดยสารอยู่ทุกสถานที่ท่องเที่ยว ถ้าอยากไปที่ไหนเพียงแค่โบกๆ บอกจุดหมายปลายทาง คุยตกลงราคากันซึ่งราคาส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 30 บาท ถ้าทุกอย่างโอเคแล้วก็กระโดดขึ้นรถเลย

นั่งรถแดงมาแป๊บเดียวจากประตูท่าแพมายังร้านKoff and Things คาเฟ่เปิดใหม่ย่านประตูเมืองเชียงใหม่ ตัวร้านเป็นอาคารไม้ 2 ชั้นที่มองเห็นแว้บแรกให้ฟีลเหมือนอยู่ญี่ปุ่นเลย ชั้นล่างเป็นเคาน์เตอร์ สั่งขนมและเครื่องดื่มเสร็จก็เดินมานั่งชิลล์ที่ชั้น 2 ซึ่งที่นั่งทางร้านเป็นแบบอินดอร์ นั่งห้องแอร์เย็นๆ พร้อมกับชมวิวประตูเมืองเชียงใหม่ บวกกับบรรยากาศในร้านดูโปร่งด้วยกระจกล้อมรอบและเงียบสงบ เป็นร้านที่เหมาะกับการมานั่งชิลล์สุดๆ หรือใครสายโซเชียลก็ต้องบอกเลยว่าร้านนี้ถ่ายรูปสวยทุกมุม

สำหรับมื้อแรกของวันมาเริ่มกินเบาๆ รองท้องกันก่อน โดยเมนูที่สั่งมาก็มี Premium Matcha Latte ได้ดื่มชาเชียวเข้มข้นๆ หอมกลิ่นชาคือดีงามมาก ส่วนเค้กก็สั่ง Strawberry Shortcake กินผลไม้รสเปรี้ยวหวานคู่กับครีมนุ่มๆ บอกเลยว่าเข้ากันมาก

  • Location: 18 ถ.นันทาราม อ.เมือง จ.เชียงใหม่
  • Open-Close: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. (ครัวปิด 16.30 น.)
  • Facebook: Koffandthings.th

มาอิ่มบุญกันต่อที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่กลางเมืองที่อยู่คู่กับเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน ภายในวัดมีทั้งความสวยงามทางสถาปัตยกรรมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ไหว้สักการะบูชามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสาหลักเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าสมปรารถนา พระพุทธไสยาสน์ พระธาตุเจดีย์หลวง เรียกได้ว่าเหมาะกับการมาเสริมบุญ สร้างกุศล ขอพรให้กับการเดินทางในครั้งนี้ของเรามาก

เสาอินทขิลหรือเสาหลักเมืองเป็นศูนย์รวมความเชื่อและความศรัทธาของคนเชียงใหม่ ดังนั้นใครที่มาเที่ยวก็อย่าลืมแวะมาไหว้สักการะด้วย

พระธาตุเจดีย์หลวงถือได้ว่าเป็นพระธาตุที่สูงที่สุดในภาคเหนือ ดูยิ่งใหญ่และอลังการมาก โดยรอบๆ พระธาตุก็มีพระธาตุประจำปีเกิดตามราศีแบบจำลองให้ได้ไหว้สักการะตามวันเกิดของแต่ละคน

ช่วงสายๆ เราก็มาต่อกันที่ย่านนิมมาน แหล่งรวมร้านอาหาร ที่พัก คาเฟ่ชิคๆ พูดได้ว่าถ้าใครมาเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ต้องมาที่นิมมานสักครั้ง และมาถึงนิมมานก็ต้องแวะมากิน ข้าวซอยนิมมาน ร้านข้าวซอยชื่อดังที่ได้รางวัลมิชลินเพลทถึง 2 ปีซ้อนก็คือปี 2020 และ 2021 เห็นป้ายแค่นี้ก็เชื่อได้เลยว่าร้านเสิร์ฟอาหารที่ดีมีคุณภาพ วัตถุดิบทางร้านก็คัดมาอย่างพิเศษ โดยที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือพริกกะเหรี่ยงสายพันธุ์ 100 ปีจากแม่ฮ่องสอน ซึ่งความพิเศษของพริกนี้คือมีกลิ่นหอมมากกว่าเผ็ด นอกจากนี้ยังมีดอกเกลือจากบ่อเกลือ จังหวัดน่าน และน้ำปลาจากกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เรียกได้ว่าทางร้านใส่ใจตั้งแต่คุณภาพวัตถุดิบเลย

ภายในร้านก็ครึกครื้นมาก มีลูกค้าคอยแวะเวียนเข้ามาตลอดทั้งคนไทยและคนต่างชาติ บรรยากาศในร้านเรียบง่าย สบายๆ มีความร่มรื่นของต้นไม้ ส่วนโซนที่นั่งมีให้เลือกเยอะแยะไม่ว่าจะนั่งอินดอร์ในห้องแอร์เย็นๆ หรือจะนั่งโซนเอาท์ดอร์ก็ชิลล์สุดๆ

เมนูของร้านไม่ได้มีแค่ข้าวซอย แต่ยังมีเมนูของกินเล่น เครื่องดื่มสมุนไพร และของหวานให้ได้เลือกมากมาย และในเมื่อเป็นอาหารมื้อแรกของทริปก็ขอจัดเต็มหน่อย โดยเริ่มจากสั่งออเดิร์ฟเมืองที่เสิร์ฟมาบนขันโตก จิ้มผักกินคู่กับน้ำพริกหนุ่มและน้ำพริกอ่อง แกล้มด้วยไส้อั่วและแคบหมู บอกเลยว่าถ้ามาเชียงใหม่ต้องสั่งออเดิร์ฟเมืองให้ได้ นอกจากนี้เรายังสั่งไก่สะเต๊ะและอ่องปูมากินรองท้องก่อน

รอไม่นานข้าวซอยเนื้อตุ๋นก็มาเสิร์ฟแล้ว~ เป็นเมนูเอกของเราในมื้อนี้เลย น้ำซุปข้นๆ นัวๆ กินกับเนื้อที่ตุ๋นมากำลังดี บีบมะนาวอีกเล็กน้อย บอกเลยว่าฟินสุดๆ และนอกจากข้าวซอยไก่ ทางร้านยังมีข้าวซอยอื่นๆ ให้เลือกเยอะมาก ใครที่ชอบกินข้าวซอยห้ามพลาดร้าน ข้าวซอยนิมมาน เด็ดขาด

  • Location: 22 ถ.นิมมานเหมินทร์ ซ.7 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
  • Phone: 053 894 881
  • Open-Close: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 - 20.00 น. (ครัวปิด 19.30 น.)
  • Facebook: ข้าวซอยนิมมาน

เดินทางมาทั้งวันในที่สุดเราก็มาถึงที่พักกันแล้ว สำหรับคืนนี้เราพักกันแบบพิเศษมากๆ ที่ Chala Poolvilla at Nimman เป็นที่พักเปิดใหม่ในย่านนิมมนาน โดยที่พักตั้งอยู่ในซอยสายน้ำผึ้งซึ่งเป็นซอยที่มีความเงียบสงบแต่ก็ใกล้กับที่เที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผับบาร์ ร้านอาหาร ร้านขายของ เรียกได้ว่าโลเคชั่นดีสุดๆ ในส่วนของบ้านพักเป็นพูลวิลล่าที่มีด้วยกันทั้งหมด 3 หลัง แต่ละหลังมีสไตล์การตกแต่งที่แตกต่างกันไป อย่างบ้านที่เราได้พักเป็นบ้านหลังที่ 3 ก็จะมีการออกแบบที่ดูวัยรุ่น มีการใช้สีสันต่างๆ และความสนุกสนาน บรรยากาศในบ้านก็ชิลล์มาก มีพื้นที่กว้างขวางสามารถจัดกิจกรรมได้เลย แนะนำสำหรับใครที่มาเชียงใหม่เป็นกลุ่มใหญ่แล้วอยากนอนรวมกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ต้องลองมาพักที่ Chala Poolvilla at Nimman ตอบโจทย์ทุกการพักผ่อนแน่ๆ

ห้องที่เราเลือกนอนเป็นห้องที่ติดกับสระว่ายน้ำ ห้องนอนกว้างขวางมีหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ห้องดูสว่างและโล่งโปร่ง เพียงเดินเข้ามาก็เหมือนตัดความวุ่นวายจากภายนอก ภายในที่พักมีความเป็นส่วนตัวมาก บรรยากาศดูสบายๆ น่านอนพักผ่อนสักคืนจริงๆ บอกเลยว่าแค่เห็นห้องพักก็ช่วยให้หายเหนื่อยไปได้เยอะ

และพิเศษสุดๆ!! ใครที่อยากมานอนสบายๆ ถ่ายรูปสวยๆ แบบนี้ต้องรีบโทรจองแล้ว เพราะตอนนี้มีโปรโมชั่นที่พักร่วมกับทริปเก็ทเตอร์ เพียงโทรจองบ้านพักหลังนี้ภายในเดือนสิงหาคม พร้อมบอกว่าเป็นลูกค้ามาจากทริปเก็ทเตอร์ก็ได้รับราคาพิเศษเพียง 5,000 บาทเท่านั้น จากราคาเต็ม 7,500 บาท จองตอนนี้แต่เข้าพักได้ถึงเดือนตุลาคมเลย เรียกได้ว่าไม่ต้องคิดอะไรมากจองห้องพักก่อน แพลนเที่ยวค่อยตามมาก็ยังทัน

ในบ้านพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

เพียงเปิดประตูออกจากห้องนอนก็เดินลงสระ เล่นน้ำเย็นๆ ได้เลย แถมถ่ายรูปอัปลงโซเชียลก็สวยเริ่ดมาก

  • Location: 30 ซ.สายน้ำผึ้ง ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (ติดกับซ.นิมมานเหมินทร์ 17)
  • Phone: 052 010 466, 098 287 9666
  • Price: ราคาโปรโมชั่นบ้านหลังที่ 1 เหลือ 4,500 บาท/คืน จาก 6,500 บาท/คืน
    ราคาโปรโมชั่นบ้านหลังที่ 2 เหลือ 6,500 บาท/คืน จาก 8,500 บาท/คืน
    ราคาโปรโมชั่นบ้านหลังที่ 3 เหลือ 5,500 บาท/คืน จาก 7,500 บาท/คืน
    **พิเศษบอกว่ามาจากทริปเก็ทเตอร์ บ้านหลังที่ 3 เหลือเพียง 5,000 บาท (จองภายในเดือนสิงหาคม เข้าพักได้ถึงเดือนตุลาคม)
    **ที่นอนเสริม 1,000 บาท/คน (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาโทรสอบถามอีกครั้ง)
  • Facebook: Chala Poolvilla at Nimman

เก็บกระเป๋าเรียบร้อย แช่น้ำเย็นๆ ก็สบายตัวแล้ว มาเดินถ่ายรูปเก็บแสงสียามค่ำคื่นกันต่อที่One Nimman เป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้า รวมร้านคาเฟ๋เก๋ๆ ของแฮนด์เมดชิคๆ นอกจากเดินช้อปปิ้งซื้อของแล้ว ตัวโครงสร้างอาคารที่มีการออกแบบดูโดดเด่นด้วยอิฐสีส้ม เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปที่มีกลิ่นอายล้านนาผสมกันอย่างสวยงาม ยิ่งมาตอนเย็นอากาศกำลังสบายๆ บวกกับแสงจากหลอดไฟที่ประดับประดาตามจุดต่างๆ ใครสายถ่ายรูปทำคอนเทนต์ต้องแวะมาเก็บภาพกันแล้ว

ไฮไลท์คือลานกลางแจ้งที่เป็นพื้นที่โล่งกว้าง มีฉากหลังเป็นหอนาฬิกา เป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตเลย

ภายใน One Nimman มีร้านขายของกระจุกกระจิกมากมาย บอกเลยว่าแต่ละชิ้นน่ารักมากๆ แทบอยากแวะเข้าไปซื้อทุกร้านเลย บรรยากาศที่นี่ชิลล์มากและให้ฟีลเหมือนเดินช้อปปิ้งที่ยุโรป เรียกได้ว่าสามารถเดินเล่นได้เรื่อยๆ

  • Location: โครงการวันนิมมาน ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
  • Open-Close: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 - 22.00 น.

เดินตามถนนนิมมานมาเรื่อยๆ จนถึงหน้า Warmup Cafe แต่เป้าหมายวันนี้เราไม่ได้มาดื่มกัน! เดินเยื้องมาจากร้านเล็กน้อยจะเจอกับรถเข็นขายลูกชิ้นเล็กๆ ชื่อดังที่บอกเลยว่าใครมาเชียงใหม่ต้องแวะมากินให้ได้ลูกชิ้นเห็ด-หอม เป็นร้านลูกชิ้นที่มีลูกชิ้นให้เลือกหลากหลายทั้ง ลูกชิ้นหมู ไก่ ปลา ราดซอสข้นๆ สูตรพิเศษจากทางร้าน จบด้วยการโรยเกี๊ยวทอดกรอบแบบจัดเต็ม แถมราคาก็ไม่แพงเลย โดยทางร้านจะมีให้เลือกทั้งหมด 3 ขนาด คือ S M และ L ราคาก็ 30 50 และ 100 บาทตามลำดับ บอกเลยคุ้มค่ามาก เดินกินชิลล์ๆ เคี้ยวเพลินๆ ระหว่างเดินทางกลับที่พักคือดีมาก

Day 3

ในเช้าวันที่ 3 เรามีแพลนไปเที่ยวนอกตัวเมืองเชียงใหม่กัน สำหรับใครที่ชอบธรรมชาติ ชอบความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหญ้าต้องมาเที่ยวตามแพลนนี้เลย ยิ่งในช่วงนี้ที่เราเที่ยวกันช่วงหน้าฝน อากาศเย็นสบายและบรรยากาศธรรมชาติคือกรีนมากๆ ว่าแล้วก็เตรียม Check Out ออกจากที่พักและเดินทางขึ้นเขากันดีกว่า โดยเริ่มต้นวันกับการปักหมุดไปที่ วัดหลวงขุนวิน

การเดินทางมาวัดหลวงขุนวินทางค่อนข้างยากเล็กน้อย ยิ่งในช่วงฝนตกก็อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังหน่อย เพราะถนนลื่นและมีหลุมโคลนบางจุด ถ้าใครไม่อยากขับรถลุยเองก็มีรถของชาวบ้านคอยบริการขับรถไปส่งถึงวัดหลวงขุนวิน ซึ่งไป-กลับแบบเหมาทั้งคันราคาอยู่ที่ 600 บาท ส่วนเราเองก็เลือกที่จะเอารถส่วนตัวจอดไว้ที่หมู่บ้านห้วยหยวกและขึ้นรถชาวบ้านไปยังวัดแทน แม้ว่าการเดินทางลำบากไปบ้าง แต่เพียงขึ้นมาถึงบนวัดความเหนื่อยทั้งหลายก็หายไปเลย

วัดหลวงขุนวิน เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 700 ปีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ มองไปทางไหนก็เจอแต่ความกรีน บวกกับบรรยากาศที่เงียบสงบและสถาปัตยกรรมล้านนาโบราณที่ดูมีมนต์ขลัง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้จิตใจเรารู้สึกสงบ อยากเดินเพลินๆ ดื่มด่ำกับความสวยงามที่เรียบง่ายของวัด นอกจากนี้ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบันไดพญานาค อุโบสถพระนอน อุโบสถพระยืน

ข้างในอุโบสถพระนอนถือเป็นจุดอันซีนของวัด โดยภายในมีพระนอนปางปรินิพพานที่เป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักตลอดทั้งตัว อีกทั้งตามผนังอุโบสถยังมีภาพไม้แกะสลักที่มีความสวยงามและประณีตมากๆ

อีกจุดไฮไลท์คือบันไดพญานาคสีขาวที่มีความงามอ่อนช้อยและดูสมจริง แถมบันไดแต่ละขั้นก็ถูกออกแบบมาให้เหมือนเกล็ดพญานาค เป็นความวิจิตรศิลป์ที่อยู่ท่ามกลางป่าเขาได้อย่างลงตัว

  • Location: บ้านขุนวิน ต.ดอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

นั่งรถกันมายาวๆ กว่า 2 ชั่วโมง ผ่านโค้งของดอยอินทนนท์มาสักพักก็มาถึงจุดสูงสุดของประเทศไทยอย่างยอดดอยอินทนนท์ สำหรับใครที่อยากมาเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ดอยอินทนนท์จะมีด้วยกัน 2 เส้นทางหลัก คือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานและเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา โดยเราเลือกที่จะมาเดินชิลล์ๆ กันที่ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา ระยะทางสั้นๆ ที่ใช้เวลาเดินเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ทางเดินโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ดูร่มรื่นอุดมสมบูรณ์ บวกกับช่วงที่เรามาเที่ยวกันนั้นมีฝนตกตลอดทั้งทริป ทำให้ต้นไม้ดูเขียวชุ่มฉ่ำมากเป็นพิเศษ อากาศก็เย็นสบายสุดๆ แถมมีหมอกลอยปกคลุมตลอดทางเดิน

ท่ามกลางธรรมชาติของป่าไม้มีกู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา

นอกจากมาสูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังสามารถเดินถ่ายรูปชิลล์ๆ ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของต้นไม้ก็ดูดีไปอีกแบบ

  • Location: ต.ดอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
  • Open-Close: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 04.00 - 17.00 น.
  • Fee: คนไทย เด็ก 30 บาท, ผู้ใหญ่ 60 บาท/ คนต่างชาติ เด็ก 150 บาท, ผู้ใหญ่ 300 บาท

เดินทางลงมาจากยอดดอยอินทนนท์ คืนนี้เราจะมาพักที่ The Garden Tent & House ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับที่เที่ยวของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ บรรยากาศในที่พักรายล้อมไปด้วยความเขียวขจีของธรรมชาติ และมีความเงียบสงบ ภายในที่พักมีพื้นที่กว้างขวางพร้อมลานกิจกรรมและซุ้มรอบกองไฟ ในส่วนของห้องพักแบ่งออกเป็นบ้านพัก 4 หลังและเต็นท์กระโจม 4 หลัง และเพื่อให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติเราก็เลยเลือกพักเต็นท์กระโจม ได้ฟีลเหมือนนอนกลางป่าเขาสุดๆ ภายในเต็นท์กระโจมมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันและมีห้องน้ำอยู่ในตัว รวมถึงมี Snack Bar ทั้งขนมปัง แยม โอวัลติน กาแฟเตรียมไว้ให้พร้อม เรียกได้ว่าสะดวกสบายมาก

บรรยากาศหน้าเต็นท์กระโจมเพียงเปิดมาก็พบกับสนามหญ้าโล่ง วิวภูเขาที่มีสายหมอกคลอเคลีย และมองไปอีกนิดก็สามารถเห็นน้ำตกสิริภูมิได้เลย

มาบนเขาและอากาศเย็นๆ แบบนี้ก็ต้องสั่งหมูกระทะสำหรับมื้อเย็นของวันหน่อย โดยหมูกระทะเซ็ตใหญ่ๆ แบบนี้ราคา 600 บาท มีทั้งหมูหมัก ไก่ เบคอน ลูกชิ้น ปูอัด เต้าหู้ และชุดผัดชุดใหญ่ๆ กินแบบจุใจกันไปเลย ยิ่งกินปิ้งย่างร้อนๆ หน้าที่พักกับบรรยากาศของขุนเขาและสายหมอก บอกเลยว่าความฟินเต็มร้อย

  • Location: บ้านขุนกลาง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
  • Phone: 052 066 946
  • Price: ราคาเริ่มต้น 1,575 - 2,400 บาท **ราคารวมอาหารเช้า
  • Facebook: The Garden Tent&House
  • Website: www.thegarden-th.com

Day 4

หลังจากที่นอนสบาย ชาร์จพลังมาทั้งคืน ในช่วงเช้านี้อากาศดีมาก เปิดเต็นท์มาก็เจอกับความเย็นๆ ที่พัดเข้ามาและเห็นความเขียวชอุ่มของธรรมชาติ ก่อนจะไปกินข้าวเช้ากันก็มาเดินเล่นรอบๆ ที่พักเก็บบรรยากาศในยามเช้าสักเล็กน้อย หรือรองท้องเบาด้วยขนมปังปิ้งและจิบโอวัลตินร้อนๆ หน้าที่พักก็ชิลล์ดีเหมือนกัน

สำหรับอาหารเช้าของทางที่พักจะเป็นอาหารตามสั่งซึ่งสามารถเริ่มสั่งได้ตั้งแต่ 7 โมงเช้า และตอนเช้าแบบนี้ก็ต้องอุ่นท้องร้อนๆ ด้วยข้าวต้มสักชามเป็นการเริ่มทริปในวันสุดท้ายของเรา

เดินทางออกจากที่พักไม่นานก็เจอกับที่เที่ยวที่แรกของวันนี้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติผาดอกเสี้ยว โดยจุดหมายการเดินเส้นทางนี้เพื่อไปยังน้ำตกผาดอกเสี้ยวหรือน้ำตกรักจัง ซึ่งชื่อน้ำตกนี้ก็โด่งดังมาจากหนังเรื่องรักจัง ทำให้หลายคนที่มาเที่ยวดอยอินทนนท์ต้องแวะมาตามรอยหนังที่น้ำตกแห่งนี้ ส่วนการเดินทางจะไปยังน้ำตกนี้ต้องติดต่อไกด์นำทาง โดยไกด์ 1 คนจะนำทางนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มไม่เกิน 10 คน ราคากลุ่มละ 220 บาท ซึ่งเป็นราคารวมทั้งค่าไกด์และค่าบริการ เตรียมร่างกายให้พร้อมแล้วเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า

เดินไปเสพความกรีนจากธรรมชาติไปด้วย

เส้นทางศึกษาธรรมชาติผาดอกเสี้ยว เป็นเส้นทางที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และมีน้ำตกที่สวยงามมากอย่าง น้ำตกผาดอกเสี้ยว โดยน้ำตกนี้มีทั้งหมด 10 ชั้น แต่ละชั้นก็จะมีความงามที่ต่างกันไป แต่ชั้นที่เป็นไฮไลท์ก็คือชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นชั้นที่น้ำตกสูงถึง 20 เมตร ส่วนการเดินทางกว่าจะไปถึงน้ำตกมีระยะทาง 1 กิโลเมตร ทางเดินก็ไม่ได้ยากมากสามารถเดินชิลล์ๆ มองวิวป่าไม้ 2 ข้างทางได้สบาย อาจจะมีเดินบันได เดินขึ้นเนินลงเนินบ้าง แต่อากาศที่เย็นสบายก็เดินได้เรื่อยๆ ใช้เวลาเพียงแค่ 40 กว่านาทีก็ถึงน้ำตกผาดอกเสี้ยวแล้ว

ภาพของสายน้ำตกสีขาวฟูฟ่องที่ตกผ่านหน้าผาสูง บวกกับสะพานไม้ไผ่หน้าน้ำตก กลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่สามารถเห็นความสวยงามของน้ำตกได้แบบเต็มๆ ตา

เดินทางมาสู่ที่เที่ยวสุดท้ายของทริป หลังจากเดินทางมาเหนื่อยๆ ก็เปลี่ยนมู้ดมาเที่ยวแบบสวยๆ กันบ้างที่ ทุ่งดอกไฮเดรนเยียร์ สวนคุณทองดี ด้วยพื้นที่สวนกว่า 5 ไร่ที่เต็มไปด้วยสีสันหลากหลายของทุ่งดอกไฮเดรนเยียร์ ประกอบกับสวนตั้งอยู่กลางหุบเขา ทำให้อากาศเย็นสบายและมีหมอกปกคลุมตามขุนเขาเป็นฉากหลังที่สวยงามมาก ทุกๆ จุดในสวนเรียกได้ว่าถ่ายรูปสวยๆ อัปลงโซเชียลได้หมด

ใครอยากได้รูปปังๆ มากขึ้นก็อย่าลืมเอาพร็อพมาถ่ายรูปคู่ด้วย โดยราคาตะกร้าอยู่ที่ 20 บาท หรือถ้าอยากได้ดอกไม้มาถือสวยๆ ก็ราคา 3 ดอก 100 บาท เท่านี้แค่เตรียมชุดให้พร้อมก็กดชัตเตอร์ได้รัวๆ เลย

การจะเดินทางมาพบความสวยแบบนี้ก็ค่อนข้างยากหน่อย แต่สามารถนั่งรถกระบะโฟวิลของชาวบ้านเข้าไปได้เพียง 350 บาทเท่านั้น

และทั้งหมดนี้คือ ทริปเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ เที่ยวครบทั้งในเมืองและนอกเมือง ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ตั้งแต่การเดินทางด้วยรถไฟด่วนพิเศษ CNR ได้ใช้เวลาชิลล์ๆ บนรถไฟและสัมผัสบรรยากาศยามเช้า นอนมองดูวิวธรรมชาติในช่วงที่รถไฟแล่นผ่าน ภาพแบบนี้บอกเลยว่าถ้าไม่ได้ขึ้นรถไฟก็คงไม่มีทางได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ หลังจากนั้นก็ได้เที่ยวตามที่เที่ยวสำคัญต่างๆ ทั้งในเมืองที่เต็มไปด้วยความสีสันสนุกสนานและนอกเมืองที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เรียกได้ว่าเป็นทริปเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืนที่ครบทุกสไตล์ และแน่นอนว่าทุกที่สวยๆ ทั้งนั้นได้รูปกลับไปลงโซเชียลเพียบ! ใครที่มาเชียงใหม่แล้วไม่รู้จะเที่ยวไหนก็ลองมาเที่ยวตามแพลนนี้ได้เลย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ ทริปเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ เที่ยวครบทั้งในเมืองและนอกเมือง เป็นอีกทริปที่พิเศษสุดๆ เที่ยวแบบจัดเต็มทุกบรรยากาศ สำหรับคนที่สนใจขึ้นรถไฟเที่ยวแต่ไม่รู้ต้องเริ่มจากตรงไหน เราก็มีวิธีจองแบบละเอียดที่ นั่งรถไฟตู้นอนไปเชียงใหม่ ด้วยรถไฟด่วนพิเศษ CNR รีวิวการจองแบบละเอียด! และมาเที่ยวเชียงใหม่ก็อย่าลืมมานั่งคาเฟ่ชิคๆ ที่นิมมานกับOne Day Trip | ตะลุยคาเฟ่นิมมาน เช็คอินจุดถ่ายรูปสวยๆ อัปเดต 2022

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...