โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขข้อสงสัย! ทำไมเราถึงขนลุกขนพอง เมื่อได้ฟังเพลงที่เพราะจับใจ

Dek-D.com

เผยแพร่ 26 พ.ค. 2566 เวลา 03.24 น. • DEK-D.com
ทำความรู้จัก ‘Frission’ อาการอินจนขนลุก เวลาเจอเพลงที่โดนใจ

ใครเคยขนแขน Stand up ตอนฟังเพลงที่โดนใจกันบ้าง?

สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D.com เชื่อว่าหลายคนคงชื่นชอบการฟังเพลงกันอยู่แล้ว บางคนนี่แทบจะยกให้การฟังเพลงเป็นรูทีนประจำวันเลย ว่าแต่มีใครเคยขนลุกเวลาที่ฟังเพลงบ้างมั้ยคะ?ถ้าเคย แล้วสงสัยกันมั้ย ทำไมเราถึงเกิดอาการแบบนี้ เดี๋ยวพี่แป้งจะพาทุกคนไปไขข้อสงสัยกันในบทความนี้ค่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปหาคำตอบกันเลย!

ทำความรู้จัก ‘Frission’ อาการขนลุกเมื่อฟังเพลง

อาการทางร่างกายนี้ เรียกว่า ‘Frission (ฟริส-ซง)’เป็นภาษาฝรั่งเศส ที่มีความหมายว่าความรู้สึกวาบหวามที่เกิดจากการมีความสุขจากความงดงามของอะไรบางอย่างโดยนักวิจัยบางคนก็เรียกอาการนี้ว่า ‘skin orgasms’ หรือจุดสุดยอดทางผิวหนังถ้าให้พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ‘อินจนขนลุกขนพอง’ นั่นเองค่ะ

อาการขนลุกตอนฟังเพลงที่โดนใจเกิดขึ้นได้ยังไง?

งานวิจัยจาก American Physical Association (APA) ได้นำเสนอผลการทดลองว่า ดนตรีแต่ละประเภทส่งผลต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไรบ้าง โดยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 38 คน ฟังเพลงหลากหลายแนวที่นักวิจัยจัดเตรียมมาให้ ได้แก่ คลาสสิก ร็อค และป๊อป หลังจากนั้นก็สังเกตปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับผู้ทดลองแต่ละคน

ผลการทดลอง พบว่าเมื่อถึงท่อนที่มีการเปลี่ยนระดับโน้ตเพลงอย่างฉับพลัน รวมถึงท่อนโซโล่ของเครื่องดนตรีในแต่ละเพลงที่เลือกมา ผู้ทดลองแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น ในเพลง ‘Bossa Nova’ ของ Quincy Jones ผู้ทดลองมีสีหน้าผ่อนคลาย บางคนถึงกับหัวเราะและโยกย้ายไปตามจังหวะเพลง แต่เมื่อนักวิจัยเปิดเพลง ‘Tuba Mirum’ ของ Mozart กลับพบว่า ผู้ทดลอง 7 ใน 38 คน มีอาการขนลุกและตัวสั่น หลังจากการทดลองซ้ำอีก 7 ครั้ง นักวิจัยได้ข้อสรุปว่า เสียงดนตรีที่ลื่นไหลมีผลต่อร่างกายของมนุษย์ในทางใดทางหนึ่งเสมอ

ส่วนสาเหตุที่ทำให้บางคนเกิดอาการขนลุกหรือตัวสั่นนั้น นักวิจัยบอกว่า เกิดจากการได้ยินเสียงหรือท่วงทำนองที่เราคาดไม่ถึงเช่น การเปลี่ยนระดับเสียงหรือจังหวะดนตรีอย่างกะทันหัน ซึ่งวินาทีนั้นอาจทำให้เรารู้สึกช็อกไปเล็กน้อย เพราะไม่คาดฝันว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้จนเกิดอาการขนลุกตามมาด้วยความรู้สึกปิติยินดีนั่นเอง

ทำไมอาการขนลุกถึงเกิดขึ้นก่อนความรู้สึกปลื้มปิติกันล่ะ?

George A.Bubenik นักสรีรวิทยาและศาสตราจารย์ด้านสัตววิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Guelph อธิบายว่า อาการขนลุกเป็นผลมาจากวิวัฒนาการที่หลงเหลือมาจากบรรพบุรุษในยุคแรกเริ่มที่มีขนดกและยาวกว่ามนุษย์ในปัจจุบันนี้ซึ่งจะทำหน้าที่รักษาความอบอุ่นของร่างกาย ด้วยชั้นเก็บความร้อนใต้ผิวหนังที่มีขนปกคลุม และขนจะลุกชันก็ต่อเมื่อร่างกายเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็วเช่น การได้รับลมเย็นๆ โดยที่ไม่ทันตั้งตัวในวันที่แดดจัด เมื่อร่างกายปรับตัวได้ขนก็จะลู่ตัวลงเหมือนเดิม

หลังจากที่โลกมีการพัฒนาและประดิษฐ์เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม วิวัฒนาการของมนุษย์ก็มีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ขนดกและยาวเหล่านั้นก็ค่อยๆ ลดลงไปแต่อาการขนลุกเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายยังคงอยู่เหมือนเดิม และอาจมีการเปลี่ยนหน้าที่ไปเครื่องหมายเวลาที่ร่างกายถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าทางอารมณ์ที่มีความสุนทรียะแทนเช่น ความงดงามอันยิ่งใหญ่ในงานศิลปะหรือธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งการดูภาพยนตร์สยองขวัญ นอกจากนี้ บางคนอาจเกิดอาการขนลุกเป็นเวลาหลายปีหลังจากเหตุการณ์สำคัญ เพียงแค่คิดถึงความรู้สึกและอารมณ์ในเหตุการณ์เหล่านั้น

สาเหตุของการตอบสนองทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่จิตใต้สำนึกของเราปล่อยฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่า อะดรีนาลีน (adrenaline) ออกมาซึ่งฮอร์โมนอะดรีนาลินไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อผิวหนังเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อปฏิกิริยาอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วย

  • ในสัตว์ : ฮอร์โมนนี้จะหลั่งออกมาเมื่อสัตว์หนาวหรือเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด เพื่อเตรียมสัตว์ให้พร้อมสำหรับการหนีหรือสู้
  • ในมนุษย์ : อะดรีนาลินมักจะหลั่งออกมาเมื่อเรารู้สึกหนาวหรือกลัว แต่ถ้าเราอยู่ภายใต้ความเครียดและอารมณ์รุนแรง เช่น โกรธหรือตื่นเต้น ส่วนสัญญาณอื่นๆ ของอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมา ได้แก่ น้ำตา เหงื่อออก มือสั่น ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นเร็ว หรือความรู้สึกเหมือนผีเสื้อในท้อง

อาการอินจนขนลุกไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน

พูดถึงอาการขนลุกแล้วหลายคนคงคิดว่า ใครๆ ก็ขนลุกได้อยู่แล้ว แต่ว่า frission หรืออาการอินจนขนลุกเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนค่ะมีเพียง 55-86 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะเกิดอาการนี้ซึ่งมีงานวิจัยจาก Utah State University ได้ทำการทดลองโดยนักวิจัยได้เลือกเพลงจำนวนหนึ่งที่มี ‘Thrilling moment’ หรือท่อนพีคที่ทำให้คนฟังขนลุกได้ มาให้ผู้ทดลองได้ฟัง พร้อมกับติดตั้งเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าบนผิวหนัง เพื่อดูปฏิกิริยาของร่างกายแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกันก็ให้ผู้ทดลองแต่ละคน กดปุ่มที่เตรียมไว้ด้วยทุกครั้งที่รู้สึกวูบวาบหรือขนลุก

หลังจากนำผลการทดลองมาเปรียบเทียบกับผลทดสอบบุภาพของแต่ละคน ทำให้นักวิจัยพบว่า คนที่มีอาการ Frisson จากการฟังดนตรี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีบุภาพแบบ ‘Openness Experience’ คือเป็นคนที่มีบุเปิดกว้างต่อความหลากหลาย มีจินตนาการสูง ชื่นชอบศิลปะ หลงใหลความงดงามของธรรมชาติ ชอบเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจความรู้สึกของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งทั้งนี้ นักวิจัยยังได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า คนที่มีความรู้พื้นฐานและชื่นชอบเสียงดนตรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีแนวโน้มที่จะสัมผัสกับอาการนี้ได้ดีกว่าคนทั่วไป

อาการอินจนขนลุก ไม่ได้เกิดกับการฟังเพลงอย่างเดียว

นอกเหนือจากการฟังเพลงแล้ว บางคนอาจเกิดอาการแบบนี้ได้เหมือนกัน เช่น เวลาไปคอนเสิร์ตได้ฟังดนตรีสดๆ และดูโชว์สุดประทับใจจากศิลปินสุดโปรด ได้ชมผลงานศิลปะบางชิ้นที่สวยงามราวกับภาพจริง ดูหนัง/ซีรีส์บางฉากแล้วเหมือนได้เข้าไปอยู่ในนั้น รวมไปถึงการที่ได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ก็สามารถทำให้เกิดอาการวูบวาบจนขนลุกซู่ได้เช่นกัน

และสำหรับใครที่อยากรู้ว่าตัวเองจะมีอาการ Frisson หรือเปล่า พี่แป้งมีลิสต์เพลงที่ใช้ทดลองในงานวิจัยมาให้น้องๆ ได้ลองทดสอบกันค่ะ

  • 53 วินาทีแรกของ “Making Love Out of Nothing at All” โดย Air Supply
  • 3 นาทีแรกของ "Mythodea: Movement 6" โดย Vangelis
  • 2 นาทีแรกของ "Oogway Ascends" โดย Hans Zimmer

สำหรับอาการ Frisson ไม่ถือเป็นความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใดค่ะ เพราะเป็นเพียงแค่อาการที่เกิดขึ้น ณ ขณะหนึ่ง แล้วก็หายไปทั้งยังเป็นอาการที่บ่งบอกได้ว่า เรากำลังรู้สึกดีจนถึงขีดสุดอีกด้วย นับว่าเป็นอีกหนึ่งอาการที่ทำให้เราสามารถจดจำโมเมนต์ดีๆ ได้ด้วยค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D.com มีเหตุการณ์ไหน หรือฟังเพลงอะไรที่รู้สึกอินจนขนลุกกันบ้าง มาคอมเมนต์คุยกันด้านล่างได้นะคะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...