โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกชีวิตการทำงาน 1 วันของ “Application Developer” ผู้เขียนโค้ดปลดล็อก Achievement ของธุรกิจ!

Dek-D.com

อัพเดต 05 พ.ค. 2566 เวลา 04.48 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. 2566 เวลา 01.00 น. • DEK-D.com
เจาะลึกการทำงานของ “พี่โมส” และ “พี่ฆ้อง” นักพัฒนาแอปฯ ในสังกัด ATCT (Advanced Technology Center Thailand) หรือศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ของ Accenture Thailand

สวัสดีครับชาว Dek-D ทุกวันนี้แต่ละองค์กรล้วนต้องการเครื่องมือหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งในแง่ปรับปรุงการทำงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และเสริมภาพลักษณ์ให้ทันสมัย ทำให้ตำแหน่งงานสาย Technology เป็นเป้าหมายที่น่าพุ่งชนสุดๆ! บางคนเลือกเรียนต่อสาขาด้านนี้โดยตรง เช่น Computer Engineering, Computer Science, IT ฯลฯ หรือบางคนจบไม่ตรงสาย แต่ฝึกฝนจนพื้นฐานแน่นพร้อมก้าวสู่สายงานสุดท้าทายและเงินดีแห่งยุคได้

อาชีพนึงที่เติบโตเร็วมากและต้องอัปเดตเทรนด์ตลอดเวลา ก็คือ “นักพัฒนาแอปพลิเคชัน”หรือ Application Developer นั่นเองครับ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกการทำงานของ “พี่ฆ้อง” และ "พี่โมส"นักพัฒนาแอปฯ ในสังกัด ATCT(Advanced Technology Center Thailand) หรือศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ของ Accenture ในประเทศไทย โดยAccenture (เอคเซนเชอร์)เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและไอทีชั้นนำระดับโลกที่ดูแลลูกค้ากว่า 120 ประเทศทั่วโลก และมีสำนักงานในไทย ทั้งหมด 2 แห่งโดยสำนักงานใหญ่จะอยู่ที่ The ParQ (เขตคลองเตย กรุงเทพฯ) และอีกที่คืออาคาร Sathorn Prime Building (เขตสาทร กรุงเทพฯ)

ตามมาดูภาพการทำงานจริง ฟังประสบการณ์ตรง และคว้าโอกาสทำงานในบริษัทชั้นนำระดับโลกกันเลย!

. . . . . . .

เล่าจุดเริ่มต้นที่ต่าง

ก่อนเข้าสู่เส้นทางสาย Developer

“สวัสดีครับ ‘พี่ฆ้อง-ฆ้องชัย กรีสุระเดช’ทำงานที่ Accenture มาเกือบปีครึ่ง ปัจจุบันเป็น Application Development Senior Analyst ครับ”

“ผมเรียนจบเอกดนตรี จากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา เพิ่งเริ่มสนใจและฝึกเขียนโค้ดเองตอนปี 3 ครับ ความรู้สึกคล้ายกับเราได้พาสมองเข้าฟิตเนสเลย ผมพยายามดึง Coding มาใช้กับเรื่องที่สนใจ สร้างโปรเจ็กต์เล็กๆ ของตัวเองขึ้นมา พอเรียนจบก็สมัครงานสายนี้ ได้เรียนรู้และคิดวิธีแก้ใหม่ๆ ทุกวัน”

“สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘พี่โมส-สธนะ สุนทรเวช’ นะคะ ตอนนี้เป็น Application Development Associate ทำงานมาแล้ว 1 ปี 3 เดือน เรียนจบจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจค่ะ เลือกเรียนสาขานี้เพราะตอนเด็กติดเกมมาก เพียงแต่ไม่ได้เล่นอย่างเดียว เราพยายามหาคำตอบว่า กว่าจะได้ 1 เกมออกมา ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง”

“สาขานี้จะเป็นเหมือนลูกครึ่ง Business (ช่วยให้คุมทิศทางโปรเจ็กต์ได้) และ Technology (คนคุมโปรเจ็กต์ควรมีพื้นความรู้ด้านนี้ เพื่อให้เข้าใจการทำงานในทีม) ตอนเรียนเราอาจไม่ได้ลงลึกเรื่อง Coding แต่ได้พื้นฐานมาฝึกเขียนต่อ สร้างมินิโปรเจ็กต์เล็กๆ ของตัวเอง และค้นพบว่าการสร้างบางสิ่งจากโค้ดได้เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากๆ ในที่สุดก็พาเราเข้าสู่สายงานนี้ค่ะ”

. . . . . . .

ทำงานแบบ Project-based

แบ่งทีมโฟกัสทีละโปรเจ็กต์

เล่าก่อนว่า ATCTเป็นหน่วยงานหนึ่งของ Accenture เน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดีที่สุดส่งมอบให้ลูกค้า (=บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ) ซึ่งพี่ฆ้องและพี่โมสจัดเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือ Specialist ได้รับมอบหมายให้เข้าไปเป็นทีม Developer ในโปรเจ็กต์ของลูกค้า (Project-based) โฟกัสจบเป็นงานๆ โดยระยะเวลากับจำนวนคนใน 1 โปรเจ็กต์จะไม่ตายตัว **หัวหน้าทีมจะคัดกรองก่อนว่าเราแมตช์กับงานนั้นมั้ย

ตัวอย่างเช่นโปรเจ็กต์สินเชื่อและบัตรเครดิตของธนาคารแห่งหนึ่ง สัญญาการทำงาน 6 เดือน มีทีมงานทุกฝ่ายประมาณ 300 คน แบ่งออกเป็นทีมย่อยๆ ไม่เกิน 10 คน โดย “พี่ฆ้อง” เป็นหนึ่งในทีมผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน หลังเสร็จงานนี้ ทุกคนจะแยกย้ายไปเข้าโปรเจ็กต์อื่นที่ได้รับมอบหมายต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นคนละ industry เลยก็ได้

ในขณะเดียวกันก็มี Career Level ชัดเจน แต่ละคนจะได้สัมผัสงานระดับที่เหมาะกับตัวเอง และบางครั้งหัวหน้าก็จะลองหยิบยื่นงานระดับที่ยากกว่ามาให้ท้าทายตัวเอง ฝึกความสามารถ ถ้าเก่งขึ้นก็มีโอกาสเลื่อนขั้น (Promote)

แล้วถ้าเจาะลึกกว่านั้น แต่ละวันพวกเขาต้องทำอะไรบ้าง?

ตามมาดูกันต่อครับ!

. . . . . . .

A Day In Life

ติดตามชีวิตการทำงาน 1 วัน

*Noteแต่ละทีม/โปรเจ็กต์ มีสไตล์การทำงานต่างกัน ข้อมูลต่อไปนี้เป็นเพียงช่วงเวลาและกิจกรรมแบบคร่าวๆ ให้พอเห็นตัวอย่างนะครับ

พี่ฆ้อง – Application Development Senior Analyst

  • โปรเจ็กต์สินเชื่อและบัตรเครดิตของธนาคาร A
  • ทำงานแบบ Remote Work ออนไลน์ 100%9.45 น. งานของทีมนี้คือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์กับสินเชื่อและบัตรเครดิตครับ ทุกๆ คนในทีมก็จะช่วยรีวิวทั้ง Front-end และ Back-end พูดคุยกันว่า ใครต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง เจอ bug (=ข้อผิดพลาดในโปรแกรม) หรือไม่ ถ้าเจอก็จะมาคุยกันเพื่อหา solution (=วิธีแก้)
    หลักๆ แล้ว พี่ฆ้องจะเป็นเหมือนด่านหน้าของทีม Front-end ที่จะช่วย review โค้ดของวันนั้นๆ ให้ก่อน ถ้าเห็นว่าโค้ดนี้ยังไม่สมบูรณ์ ก็จะแจ้งในทีมให้ลองดูโค้ดนั้นใหม่อีกครั้ง
    หรือถ้าครั้งไหนเจอเคสหินๆ พี่ฆ้องก็จะลองคิด solution มาก่อน เพื่อบอกต่อในที่ประชุม แม้พี่ฆ้องจะมี role ในด้าน Full Stack แต่ก็จะเน้นช่วย screen ด้าน Front-end เป็นหลัก 10.00 น. แยกย้ายทำงานแบบฟรีสไตล์ (มีพักเที่ยง 1 ชั่วโมง) 18.30 เลิกงาน เจอกันอีกทีพรุ่งนี้เช้าครับบบ

พี่โมส – Application Development Associate

  • โปรเจ็กต์แอปพลิเคชันบนมือถือของธนาคาร B
  • ทำงานแบบ Remote Work ออนไลน์ 100%9.30 น. เริ่มต้นวันด้วยการเปิด E-mail เช็กว่ามี Bug, Task หรือ Report อะไรถูกส่งมาที่เราบ้าง เราก็สรุปไปคุยกับหัวหน้าทีมเพื่อเตรียมบรีฟว่าส่วนนี้จะให้ใครดูแล งานควรจะเสร็จตอนไหน ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ 11.00 น.
    (ไม่เกิน 30-45 นาที) ประชุมร่วมกันทั้งฝั่ง Front-end ฝั่ง iOS และ Android มีการจับฉลาก ว่ากลุ่มไหนเริ่มนำเสนอก่อน เล่าว่าเมื่อวานทำอะไร วันนี้จะทำอะไร จะเสร็จและพร้อมให้ตรวจงานได้ตอนไหน 12.30 - 13.30 น. พักเที่ยง 13.30 - 17.30 น. ทำงานยิงยาวตลอดทั้งบ่าย 17.00 – 18.00 น. ก่อนจบวัน จะมีการ merge และ run ตัวโค้ด ที่ทุกคนทำมาในวันนี้ว่า ไม่มีอะไรเสียหายจากการ merge งานจากหลายคนเข้าด้วยกัน ถ้าทุกอย่างโอเคและ run ได้อย่างสมบูรณ์ ก็จะจบวัน แยกย้ายไป enjoy เวลาหลังเลิกงานได้

ห่างกันแค่ตัว แต่หัวใจเรา sync กัน

ด้วยสถานการณ์และความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทำให้ Developer หลายบริษัทได้ทำงานทางไกล (Remote Work) เหมือนพี่ฆ้องกับพี่โมสเลยครับแต่ก็มีบางขั้นตอน อย่างการ “Deployment” ซึ่งจะเป็นการปล่อยแอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำมาตลอดหลายเดือน ออกสู่สาธารณะ เพื่อการใช้งานจริง ดังนั้นทุกฝ่ายตั้งแต่ Front-end, Back-end, ฝั่ง Web และลูกค้าเอง จะต้องมานั่งรวมกัน เพื่อสังเกตการณ์ และเช็กงานรอบสุดท้ายก่อนปิดจบ

แม้ทุกคนต้องรับผิดชอบงานให้ดีและเสร็จในเวลา แต่ก็ไม่ใช่จ้องคอมเขียนโค้ดทั้งวัน มีช่วงให้ relax ลุกไปจิบน้ำกินขนมได้ บางครั้งหัวหน้าก็ชวน VDO Call ตั้งวงเม้าท์มอย เปิดกล้องกินข้าวพร้อมกันเป็น Lunch Meeting ย่อมๆ

เวลาใครมีปัญหาหรือช่องโหว่ในการพัฒนาแอปฯ ก็สามารถ join meeting หรือโทรคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งความน่ารักของบรรยากาศคือไม่ถือเรื่องอายุหรือตำแหน่งวิธีแก้ของหัวหน้าไม่ใช่จุดสุดสูงสุดของพีระมิดจนคนอื่นเถียงไม่ได้ ในทางกลับกัน ทุกคนในทีมจะเปิดรับความคิดเห็น แล้วมา discuss กันด้วยเหตุผล เสนอไอเดียได้ว่าวิธีไหนน่าจะเวิร์กกว่า

นอกจากคุยกันผ่าน Microsoft Teamsซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารหลักแล้ว บางทีมอาจจะมีลูกเล่นน่ารักๆ ไว้กระชับมิตรหรือพูดคุยกันนอกเหนือจากช่องทางหลัก อย่างเช่นทีมพี่โมสใช้ platform ชื่อ Gather Town เป็นออฟฟิศจำลองแบบ Virtual ซึ่งมาในรูปแบบของพิกเซล ที่สามารถเดินไปเคาะประตูก๊อกๆ “นี่ๆ เธอว่างมั้ย เรามีเรื่องให้ช่วยยย~"

ประสานงานกับหลายส่วน คน(ที่ต้อง)คุยเพียบ!

นอกจากคุยกันเองในทีมแล้ว Developer อาจเจอสถานการณ์ที่ต้องคุยกับนักวิเคราะห์ธุรกิจ (Business Analyst) เพื่อเขียน User Stories ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้กดปุ่มนี้แล้ว เขาควรจะต้องไปที่หน้าไหน หรือ function ไหน แล้วเขาควรจะต้องทำอะไรต่อ ซึ่ง journey นี้ มันขัดกับ user experience ในความเป็นจริงหรือไม่ ก็จะมีการแชร์ความคิดเห็นกันต่อไป ทั้งแง่การออกแบบและการใช้งาน

หรืออาจจะต้องร่วมมือกับทีมอื่นในทางเทคนิค เช่น ทีม iOS ประชุมกับ Android ในการจะดีไซน์หน้าตาแอปฯ ให้ออกมาใกล้เคียงที่สุด เพื่อให้ลูกค้า 2 กลุ่มได้ประสบการณ์เหมือนกัน เป็นต้น อย่างกรณีนี้จะต้องคุยกลุ่มใหญ่ ก่อนเลิกงานอาจมีเพิ่มขั้นตอนเตรียมการและ merge ทุกอย่างรวมกัน

“การเขียนโค้ดก็เหมือนการเล่นเกม เราทำด้วยความรู้สึกอยากชนะ เขียนเสร็จต้องรันได้ เสถียร และง่ายต่อการแก้ไข หลังเขียนเสร็จจะมีความรู้สึกเหมือนปลดล็อก Achievement ว่าคุณสามารถจัดการงาน หรือ bug ตัวนี้สำเร็จ เมื่อไหร่ที่ทำจนเครียด เราอาจกด pause ไว้สัก 10-20 นาที เพื่อฟื้นฟูพลังก่อนกลับมาทำงาน ให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม พอพลังกลับมาเต็มแล้ว ก็กด continue และพยายามแก้ bug ด่านนี้ให้ได้”

– พี่โมส

. . . . . . .

สรุป Q&A กับพี่โมสและพี่ฆ้อง

เกี่ยวกับอาชีพ Developer

1.) สิ่งที่ขาดไม่ได้–

“ความใฝ่รู้สำคัญมาก!”

คนที่เป็น Developer จะไม่หยุดที่ภาษาโปรแกรมมิ่งภาษาใดภาษาหนึ่งเท่านั้น แต่เดินหน้าขยับขยายไปในระดับที่สูงกว่า ยิ่งถ้าเป็นหัวหน้างานที่ต้องคุมทีมก็จำเป็นต้องรู้ภาษาอื่นด้วย อย่างที่เล่ามาทั้งหมดจะเห็นว่าพี่ฆ้องกับพี่โมส และคนอื่นๆ ใน Accenture จะไม่ได้อยู่กับโปรเจ็กต์ปัจจุบันไปจนเกษียณ งานหน้าอาจไม่เกี่ยวกับธนาคารเลยก็ได้ แต่ชุดความรู้ที่เคยได้จากการแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมงาน ก็จะอยู่ติดตัวตลอดไป และพร้อมดึงมาใช้ได้ตลอด

หรืออย่างช่วงที่ Accenture มีโปรเจ็กต์เข้ามารัวๆ จนพี่โมสที่จับงาน Mobile App มาตลอด ก็มีโอกาสเข้าไปช่วยทีมโปรเจ็กต์เขียน Web อาจจะทุลักทุเลช่วงแรก แต่พอได้เรียนรู้และปะติดปะต่อ ก็เป็นการปลดล็อกทักษะใหม่ ครั้งต่อไปก็สามารถทำงานแนวนี้ได้แล้ว

นอกจากนี้ ในเอคเซนเชอร์ยังมีเกณฑ์ชี้วัดในการเลื่อนขั้นอย่างชัดเจน โดยดูจาก Performance รายคน พี่โมสเล่าว่าเคยมีเพื่อนร่วมโปรเจ็กต์อายุเกือบ 50 ปี เริ่มต้นจากเขียนโค้ดไม่เป็น แต่ได้เข้ามาเรียนรู้ผ่านการทำงาน จนตอนนี้ก็สามารถเขียนโค้ดได้ แถมเก่งอีกด้วย

2.) สิ่งที่คนมักเข้าใจผิด –

บางคนเข้าใจว่า Developer คนเดียวทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ Mobile App ไปจนถึง Web Serverแต่ในความเป็นจริง Mobile App ถือเป็นฝั่ง Front-end ซึ่งจะเชื่อมต่อกับหลังบ้านอีกทีนึง ขั้นตอนการพัฒนาและรูปแบบภาษาจะต่างกัน ขึ้นอยู่ว่าใครถนัดและชอบแบบไหน

3.) ทักษะจากศูนย์ นับหนึ่งจากไหนดี –

ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะจะเป็น Developer ฝั่งไหน พี่ๆ Accenture แนะนำให้ลองลงคอร์สออนไลน์ก่อนก็ได้นะครับแต่ถ้าถามว่าภาษาอะไรที่เจอบ่อยและใช้เป็นวงกว้างมากๆ สำหรับ Mobile App ฝั่ง Android คนจะเริ่มหันไปฮิต “ภาษา Kotlin (คอทลิน)”กันแล้ว ส่วน “ภาษา Java / Javascript”ก็ยังมีใช้เป็นแนว legacy code ที่เขียนไว้นานแล้ว เหมาะกับการเขียน Web มากกว่าครับ

ทั้งนี้ ในระยะหลังๆ คนจะไม่ค่อยนิยมเขียนแอปฯ แยกกันระหว่างiOS (ภาษา Swift) กับ Android (ภาษา Kotlin) เพราะจะเสียทั้งเวลาและต้นทุน แต่คนมักจะหันไปใช้ Library ที่สร้างแอปฯ แบบ Cross-platform ได้ **ถ้าอยากทำงานสาย Front-End Developer แนะนำเฟรมเวิร์ก React Native และ Flutter

4.) ภาษาอังกฤษสำคัญแค่ไหน –

พี่ฆ้องเล่าในภาพกว้างก่อนว่า พวกความรู้จาก Blog หรือ Tips สำหรับสาย Developer ส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นไม่อยากให้น้องๆ มองข้าม เพราะภาษาจะพาเราท่องโลกได้อีกเยอะเลย

ส่วนสังคมการทำงานที่ Accenture จะหลากหลากมั้ย? มีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษตอนไหนบ้าง? แล้วจะเตรียมตัวยังไงดี? เดี๋ยวจะมาเล่ากันต่อในพาร์ตต่อไปครับ

. . . . . . .

โอกาสร่วมงานกับองค์กรระดับโลก

Accenture เปิดรับสมัครหลายตำแหน่ง!

หลังจากได้ฟังชีวิตการทำงานของ 2 ทีมงานตัวตึงสายไอทีในสังกัด ATCT ของ Accenture กันไปแล้ว เชื่อว่าผู้อ่านที่เป็นวัยเรียนหรือวัยทำงานคงมีทดชื่อ Accenture ไว้ในใจกันเรียบร้อย ดังนั้นเราถือโอกาสนี้เล่าให้ฟังสั้นๆ ก่อนว่าองค์กรนี้ ให้บริการลูกค้าใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

  • Communications, Media & Technologyเช่น ธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และนวัตกรรมใหม่
  • Financial Services เช่น ธุรกิจการเงินการธนาคาร และประกัน
  • Health & Public Services เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล และหน่วยงานภาครัฐ
  • Products เช่น ธุรกิจค้าปลีก, ท่องเที่ยว และการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค
  • Resources เช่น น้ำมัน สาธารณูปโภคและพลังงานต่างๆ

เบื้องหลังการส่งมอบเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดีที่สุดถึงมือลูกค้า ก็คือทีมงาน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Strategy & Consulting (ให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์), Technology (สร้างเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ), Song (ออกแบบและดูแลประสบการณ์ของลูกค้า) และ Operations ที่ดูแลเรื่อง Outsourcing

ถ้าใครอยากร่วมงานกับบริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีระดับโลก ข่าวดีคือ “Accenture Thailand” กำลังเปิดรับสมัครทีมงานในหลายตำแหน่ง ใครสนใจสายไหน เพื่อเช็กตำแหน่งที่เปิดรับสมัครและรายละเอียดได้ในลิงก์ด้านล่างนี้เลย **แนะนำน้องๆ นักเรียน-นักศึกษา สามารถศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการเลือกสาขาเรียน ฝึกทักษะ และเก็บประสบการณ์ให้พร้อมสมัครงานหลังเรียนจบได้นะครับ ^^

  • Consulting Careers
  • Technology Careers
  • Operations Careers
  • Digital Careers
  • Strategy Careers

. . . . . . .

Q&A ถามตอบเรื่องงาน

สำหรับคนอยากปลดล็อกโอกาสใหม่!

“เอาตรงๆ คือตอนเรียนจบมาผมแทบไม่รู้จักบริษัทสาย Tech เพราะอยู่สายดนตรีมาตลอด แต่ก็เคยได้ยินชื่อของ Accenture เพราะเป็นบริษัทใหญ่ ก่อตั้งมานาน และมีความน่าเชื่อถือ สุดท้ายสมัครตำแหน่งที่สนใจแล้วติด 3 ที่ และเลือกที่เอคเซนเชอร์ครับ”

– พี่ฆ้อง

“เราเลือกเพราะเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ให้คำปรึกษาด้านไอที มีพาร์ตเนอร์หลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน เลยคิดว่า คงเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้และเติบโตในอาชีพที่เรารัก ซึ่งพอเข้ามาถึงก็เป็นแบบที่คิดจริงๆ เรายังสนุกกับการเรียนรู้ และได้เจอคนในโปรเจ็กต์ที่น่ารักมากกก”

– พี่โมส

ตัวอย่างสวัสดิการของพนักงานที่ Accenture Thailand

  • Flexible Benefit เงินจำนวนหนึ่งที่พนักงานใช้จ่ายส่วนตัวตาม lifestyle ของตัวเองในเรื่องใดก็ได้

  • Hot Skill Bonusส่งเสริมให้พนักงานได้เรียนรู้ทักษะใหม่ หรือต่อยอดทักษะที่มีอยู่เพื่อเพิ่มศักยภาพของตน

  • The local insurance & healthcare benefits coverageครอบคลุมคู่สมรส (Legal spouse), บุตรที่อายุตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงอายุ 21 ปี และ คู่ชีวิตของพนักงานในกลุ่ม LGBTQA+

  • Transgender Benefit พนักงานกลุ่ม Transgender ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพศสภาพของตนเอง บริษัทจะซัปพอร์ตค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มเข้ารับคำปรึกษาไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัดเลยครับ

  • Mental healthมีโปรแกรม Employee Assistance Program (EAP) ให้พนักงานหรือครอบครัวของพนักงานได้ใช้บริการด้านคำปรึกษาเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพใจ เช่น วิตกกังวล เครียด ไม่สบายใจ หรือปัญหาใดก็ตามที่หาทางออกได้ยากลำบาก
    นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการที่ครอบคลุมค่ารักษาด้านสุขภาพจิต (Mental Health) ตั้งแต่ค่ารับคำปรึกษา ค่ายา ค่าบำบัด ฯลฯ โดยที่ข้อมูลของพนักงานจะถูกปิดเป็นความลับ

  • วันลาพักร้อน 15 วันต่อปี ลาป่วย 30 วันต่อปี

Accenture มองหาเพื่อนร่วมงานแบบไหน?

1. มี Growth Mindset หรือกรอบความคิดแบบเติบโตเป็นคนที่เปิดกว้างพร้อมเรียนรู้ อยากพัฒนาตัวเอง ให้เก่งแบบลงลึก รวมถึงชื่นชอบความท้าทาย อย่างเช่น ที่พี่โมสและพี่ฆ้องเห็นตรงกันว่า “งานสนุกเพราะมันยาก” บางคนอยากรู้ว่าจะยากสักแค่ไหน

อย่างพี่โมสทำเกมเอง ทำแอปเอง อยากรู้อะไรก็ลองทำ หรือพี่ฆ้องก็เรียนสายดนตรี แล้วก็มาฝึกเขียนโค้ด เพราะอยากเอาเทคโนโลยีมาช่วยให้โปรเจ็กต์ง่ายและคล่อง ก็เลยเรียนเขียนโค้ดเองจนได้เป็น Developer ถ้าเกิดขาด Growth Mindset ก็จะไม่มาถึงจุดนี้แน่นอน

2. เปิดรับทั้ง “คนรุ่นใหม่ไฟแรง” และ “ผู้มากประสบการณ์” โฟกัสที่ความหลากหลายของคนในทีมทั้งในแง่ทักษะ อายุ เพศ สัญชาติ ฯลฯ ซึ่งในหนึ่งโปรเจ็กต์ก็จะรวบรวมทีมงานที่มาจากหลากหลายทีม ทั้งทีมฝั่งคอนเซ้าท์ (consult) ทีมดาต้า (Data) ทีมเทคโนโลยี ทีม UI/UX เป็นต้น แต่ละคนก็มีประสบการณ์และความชำนาญที่แตกต่างกัน ความต่างนี้เองที่จะทำให้เกิดไอเดียหรือเทคนิคใหม่ๆ ช่วยเปิดมุมมองของคนในทีม ที่อาจจะมองต่างมุม หรือ มองในมุมที่เราอาจจะลืมนึกถึงไป ซึ่งก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการแก้ปัญหาในหลายมิติมากขึ้น

3. สื่อสารภาษาอังกฤษได้ (ระดับไหนดี?)ด้วยความที่เป็นบริษัทระดับ Global ทำให้มีโอกาสเจอคนจากหลากหลายประเทศ เชื้อชาติ วัฒนธรรม มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละโปรเจ็กต์ ตอนสัมภาษณ์เข้างานจะได้เจอภาษาอังกฤษแน่นอนครับ แต่ ณ ตอนนั้นอาจไม่ต้องถึงขั้นพูดได้แบบ native speaker สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารให้ประสบความสำเร็จ

อย่างพี่โมสแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่า บางคนอาจไม่ชินกับบางสำเนียง แต่คนในโปรเจ็กต์ก็เข้าใจเพราะไม่ใช่ทุกคนจะเข้ามาพร้อมภาษาอังกฤษเป๊ะ 100% แต่ในที่สุดกำแพงภาษาจะค่อยๆ ทลายลงในช่วง 1-2 เดือนแรก หรือถ้าใครรู้สึกยังไม่มั่นใจจริงๆ Accenture มีคอร์สอบรมภาษาอังกฤษ Rosetta Stone ให้เข้าร่วมตั้งแต่แรก

ทำเนียบรางวัล

https://accntu.re/3x0QJOi

ดูตำแหน่งงานทั้งหมด

https://accntu.re/3HYZXAR

. . . . . . .

Accenture เปิด 8 คอร์สฟรีมีใบเซอร์

เตรียมพร้อมด้าน Digital Skills

ใครอ่านรีวิวแล้วอยากลองเปิดประสบการณ์เรียนสายนี้ เรามีข่าวดีมาฝาก เพราะ Future Learn มี 8 คอร์สสาย Digital จาก Accenture ให้บุคคลทั่วไปลงทะเบียนเรียนได้ฟรี แถมมีใบประกาศฯ ให้เสริม Portfolio ด้วยนะครับ ดีงามมากกก

1 Digital Skills: Artificial Intelligence รู้จักการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ “AI” ประยุกต์ใช้ในธุรกิจและการทำงาน 2 Digital Skills: Digital Marketing เจาะลึกการทำการตลาดดิจิทัลที่มีเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาท 3 Digital Skills: Digital Skills for Work and Life การใช้ทักษะดิจิทัลในการทำงานและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 4 Digital Skills: Mobile ศึกษาทักษะและเทคโนโลยีเกี่ยวกับโทรศัพท์ยุคใหม่ 5 Digital Skills: Retail การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำธุรกิจค้าปลีก (Business Retail) เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น 6 Digital Skills: Social Media เรียนรู้การใช้โซเชียลมีเดียในการทำธุรกิจ 7 Digital Skills: User Experience เรียนรู้เกี่ยวกับการทำและออกแบบ UX เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล 8 Digital Skills: Web Analytics เรียนรู้การใช้เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้า/ผู้บริโภค/ผู้ใช้บริการ

Search Jobs at Accenture

Accenture Thailand

  • Website: https://accntu.re/3DhFvYY
  • LinkedIn: http://bit.ly/3av5ZYo
  • Facebook: http://bit.ly/3ByuOig
  • Instagram: http://bit.ly/3Bvg9V6
  • YouTube: http://bit.ly/3HBiLWI
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...