MTS – YLG มองตรงปีนี้ได้เห็นทองบาทละ “6 หมื่น” ต่ำสุดอาจเห็น “4.7- 4.8 หมื่น”แต่ไม่ง่าย
MTS - YLG เห็นตรง กระแสราคาทองคำยังบวกต่อเนื่อง 4-5 ปี มองปีนี้มีโอกาสแตะ 6 หมื่นบาท ส่วนต่ำอาจสุด 4.7-4.8 หมื่นบาทแต่ไม่ง่าย จากแรงฉุดนักลงทุนกังวลทรัมป์เอฟเฟกต์ทำโลกไม่เหมือนเดิม แนะนักลงทุนควรมีทองคำติดพอร์ต 5-10% รอจังหวะซื้อช่วง 5 หมื่นบาท
[caption id="attachment_170297" align="aligncenter" width="500"]
นายกีรดิต หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ MTS GOLD[/caption]
นายกีรดิต หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ MTS GOLD เปิดเผยกับ การเงินธนาคาร ว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน บวกกับระยะ 4 ปีที่ประธานาธิบดีสหรัฐยังเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” ราคาทองน่าจะมีความผันผวนพอสมควร โดยเฉพาะปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่น่ากลัว เพราะสะท้อนให้เห็นว่าคนเลือกซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัยจากความกังวลว่าโลกอาจมีปัญหา โอกาสที่เศรษฐกิจอเมริกาจะถดถอยมีสูง ซึ่งหากอันดับ 1 ของโลกถดถอย (decession) จะส่งผลเป็นโดมิโน่ พ่วงจีน ญี่ปุ่น ไทย แน่นอน
ดังนั้น ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทุกคนเชื่อมั่นในภาวะที่วิกฤติการณ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งวิกฤติสงครามและการค้า และในช่วง 4 ปีที่ทรัมป์ครองตำแหน่ง ทองคำน่าจะยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นต่อไป
“เมื่อก่อนทองคำอาจมีคู่แข่งทั้งบิตคอยน์ หุ้นไทย หรือแม้แต่การฝากตราสารหนี้ในอเมริกาที่มองว่าปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ตอนนี้บิตคอยน์สโลว์ดาวน์ ตลาดตราสารหนี้อเมริกามีปัญหา เงินสดก็มีปัญหาจากเงินเฟ้อตลอดเวลา ทำให้นักลงทุนหันมาพักที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และยังทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในทุกวิกฤติ”
ดังนั้น ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีสำหรับทองคำ ซึ่งตอนนี้แม้ว่าราคาจะทะลุ 50,000 บาทต่อบาททองคำไปแล้ว แต่จากนี้จนถึงสิ้นปีน่าจะได้เห็นทองคำบาทละ “60,000 บาท” จากการที่นักวิเคราะห์ทั้งในไทยและต่างประเทศเห็นพ้องต้องกัน บวกกับสัญญาณปริมาณการซื้อที่มากกว่าปริมาณการขาย แม้ว่าราคาจะพุ่งแตะระดับ 50,000 บาทก็ตาม
“ปัจจุบันโรงงานของเราผลิตทองคำแท่งวันละ 300 กิโลกรัมต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อลูกค้ามีอยู่จริง ทั้งบนแพลตฟอร์มและการซื้อหน้าร้าน แม้แต่ในวันที่ราคาผันผวนขึ้นลงมากกว่า 10-20 ครั้งก็ตาม MTS ยังมีการส่งมอบทองให้ลูกค้าตลอดเวลา โดยเฉพาะตั้งแต่ราคาทะลุ 50,000 บาทต่อบาททองคำ มีแรงซื้อเยอะมาก จากช่วงที่ราคาบาทละ 40,000 บาทไป 50,000 บาท ที่คนลังเลในการซื้อ”
ทั้งนี้ ปัจจุบันการซื้อทองคำมีทั้งการซื้อสะสมและเก็งกำไร เพราะการเข้าถึงง่าย สะดวก บวกกับราคาทองคำที่สวิงระหว่างวัน 500–1,000 บาทต่อบาททอง ทำให้นักลงทุนสามารถเก็งกำไรระหว่างวันได้ ยิ่งทองคำเป็นกระแส คนก็ยิ่งเข้าซื้อ โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีเงินหรือมีกำลังซื้อเยอะ
“ถ้าต้องการกำไรที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยต้องซื้อเยอะประมาณหนึ่ง แต่คนที่ทยอยสะสมก็จะเป็นนักลงทุนระยะยาว ซึ่งมีทุกเจเนอเรชัน เช่น Gen Z นิยมออมทอง Gen Y นิยมซื้อทองแท่ง Gen X - Baby Boomer นิยมเก็งกำไร เพราะมองว่าหากพลาดก็ยังสามารถเก็บเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ ตอนนี้คนที่ลงทุนทองในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา ‘กำไร’ ทุกคน โอกาสขาดทุนยากมาก”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า“ในทางกลับกัน ราคาต่ำสุดปีนี้มองว่า ‘4 หมื่นปลาย ๆ’ อาจได้เห็นแต่ยากมาก แนะนำว่าอาจรอซื้อที่ราคาประมาณ 50,000 บาท วัดตามปัจจัยพื้นฐานจากราคาทอง 3,000 เหรียญ หรือประมาณ 50,000 บาท เป็นทิศทางขาขึ้น และเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเทียบกับหุ้นไทย หุ้นกู้เอกชน ตราสารหนี้ และกองทุนต่างประเทศ”
ดังนั้น โอกาสขึ้นมีมากกว่าราคาลง กรอบ 50,000–60,000 บาทยังเป็นกรอบที่สามารถซื้อได้ โดยระดับราคา 50,000 บาทเหมาะกับการซื้อเก็บเก็งกำไรระยะยาว ระดับราคา 52,000–55,000 บาท เป็นช่วงราคาสวิงขึ้น ๆ ลง ๆ สามารถเก็งกำไรระยะสั้นได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล
[caption id="attachment_170296" align="aligncenter" width="1000"]
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)[/caption]
ขณะที่ นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เห็นพ้องในทิศทางเดียวกันว่า “ทองคำบาทละ 60,000 บาท ปีนี้ได้เห็นแน่” เพราะโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม จากการที่อเมริกาและจีนยังทะเลาะกันอย่างต่อเนื่อง เริ่มเห็นสัญญาณการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐน้อยลงจากช่องทางการใช้จ่ายที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนพยายามดันตัวเองขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก ซึ่งเชื่อว่าต่อไปผู้นำโลกจะย้ายมาอยู่ฝั่งจีน
“การที่จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลก ต้องสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จีนมีการสะสมทองคำมากขึ้น ธนาคารต่างประเทศลดการถือครองดอลลาร์ ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครอยากซื้อพันธบัตรสหรัฐแล้ว ตัวเลขการลดการถือครองดอลลาร์จากทั่วโลกในระยะ 10 ปีสูงถึง 10% และโยกเข้าไปอยู่ในทองคำเพิ่มขึ้นปีละ 2 เท่า ในช่วง 3 ปีมานี้ และน่าจะยังเป็นเทรนด์ลักษณะนี้อยู่”
ดังนั้น โอกาสที่ราคาร่วงลงไปแตะ 1,800 เหรียญ“ยาก” โดย WORLD GOLD ให้คำแนะนำว่า ไม่ว่าสถานการณ์หรือเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร ควรมีทองคำติดพอร์ต 5–10% เพื่อลดความผันผวนในการติดลบ และถือเงินสดบางส่วนเพื่อรอจังหวะในการเข้าไปถือสินทรัพย์อื่น ๆ
“โดยรวมเรามองว่าจากนี้ไปอีก 4–5 ปี ทิศทางทองคำยังเป็นบวก จากปีที่ผ่านมา กระแส ETF มีปริมาณการซื้อขายที่น้อยมากในรอบหลายปี ราคาอยู่ที่ระดับ 3,100–3,200 ดอลลาร์ แต่ตอนนี้ราคาเริ่มปรับตัวขึ้น และจะยังปรับขึ้นไปจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือปัญหาระหว่างประเทศจบลงแล้ว YLG มองแนวรับแถว ๆ 3,000 ดอลลาร์ หากราคาจะมีการปรับลดลง เชื่อว่าคงไม่ลงถึง 40,000 บาทต้น ๆ อาจทำได้ที่ 47,000–48,000 บาทก็ถือว่าเก่งมาก”
แต่ในแง่ของดีมานด์–ซัพพลาย ยังบาลานซ์กันอยู่ ในตลาดโลก ปริมาณซื้อขายทองคำอยู่ระหว่าง 4,000 ตันทุกปี โดย 4,000 ตันฝั่งซื้อจะสลับกันระหว่างซื้อเพื่อการลงทุนและเครื่องประดับ ในช่วงที่เศรษฐกิจดีจะมีการซื้อจิวเวลรี่เยอะ ส่วนช่วงเศรษฐกิจผันผวนจะมีการซื้อเพื่อสะสม ลงทุน และกองทุนเพิ่มขึ้น
“แต่ในประเทศไทยเป็นเพียวดีมานด์ ทั้งการลงทุนและรูปพรรณ แต่รูปพรรณหลายปีที่ผ่านมามีสัดส่วนที่น้อยมาก ราว ๆ 5–10% เพราะบ้านเราเป็นตลาดของทองคำแท่งและเก็งกำไร สังเกตว่าทองลงเยอะคนเข้าแถวซื้อ ทองขึ้นเยอะเข้าแถวขายตามกลไกตลาด แต่โดยรวมบ้านเราทุกปียังเป็นเทรนด์ขาขึ้น
อีกสัญญาณที่เห็นคือ ปีที่แล้วราคาทองขึ้นมา 30% ปีนี้ 4 เดือนปรับขึ้นมาแล้ว 30% และยังมีสัญญาณบวก แม้ราคาจะขึ้น แต่คนซื้อยังมากกว่าคนขาย เพราะนักลงทุนใช้เป็นที่พักการลงทุน เมื่อเจอสินทรัพย์ที่น่าลงทุนค่อยเปลี่ยน”