โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

MTS – YLG มองตรงปีนี้ได้เห็นทองบาทละ “6 หมื่น” ต่ำสุดอาจเห็น “4.7- 4.8 หมื่น”แต่ไม่ง่าย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 15.12 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 08.12 น.

MTS - YLG เห็นตรง กระแสราคาทองคำยังบวกต่อเนื่อง 4-5 ปี มองปีนี้มีโอกาสแตะ 6 หมื่นบาท ส่วนต่ำอาจสุด 4.7-4.8 หมื่นบาทแต่ไม่ง่าย จากแรงฉุดนักลงทุนกังวลทรัมป์เอฟเฟกต์ทำโลกไม่เหมือนเดิม แนะนักลงทุนควรมีทองคำติดพอร์ต 5-10% รอจังหวะซื้อช่วง 5 หมื่นบาท

[caption id="attachment_170297" align="aligncenter" width="500"]

นายกีรดิต หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ MTS GOLD[/caption]

นายกีรดิต หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ MTS GOLD เปิดเผยกับ การเงินธนาคาร ว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน บวกกับระยะ 4 ปีที่ประธานาธิบดีสหรัฐยังเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” ราคาทองน่าจะมีความผันผวนพอสมควร โดยเฉพาะปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่น่ากลัว เพราะสะท้อนให้เห็นว่าคนเลือกซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัยจากความกังวลว่าโลกอาจมีปัญหา โอกาสที่เศรษฐกิจอเมริกาจะถดถอยมีสูง ซึ่งหากอันดับ 1 ของโลกถดถอย (decession) จะส่งผลเป็นโดมิโน่ พ่วงจีน ญี่ปุ่น ไทย แน่นอน

ดังนั้น ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทุกคนเชื่อมั่นในภาวะที่วิกฤติการณ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งวิกฤติสงครามและการค้า และในช่วง 4 ปีที่ทรัมป์ครองตำแหน่ง ทองคำน่าจะยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นต่อไป

“เมื่อก่อนทองคำอาจมีคู่แข่งทั้งบิตคอยน์ หุ้นไทย หรือแม้แต่การฝากตราสารหนี้ในอเมริกาที่มองว่าปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ตอนนี้บิตคอยน์สโลว์ดาวน์ ตลาดตราสารหนี้อเมริกามีปัญหา เงินสดก็มีปัญหาจากเงินเฟ้อตลอดเวลา ทำให้นักลงทุนหันมาพักที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และยังทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในทุกวิกฤติ”

ดังนั้น ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีสำหรับทองคำ ซึ่งตอนนี้แม้ว่าราคาจะทะลุ 50,000 บาทต่อบาททองคำไปแล้ว แต่จากนี้จนถึงสิ้นปีน่าจะได้เห็นทองคำบาทละ “60,000 บาท” จากการที่นักวิเคราะห์ทั้งในไทยและต่างประเทศเห็นพ้องต้องกัน บวกกับสัญญาณปริมาณการซื้อที่มากกว่าปริมาณการขาย แม้ว่าราคาจะพุ่งแตะระดับ 50,000 บาทก็ตาม

“ปัจจุบันโรงงานของเราผลิตทองคำแท่งวันละ 300 กิโลกรัมต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อลูกค้ามีอยู่จริง ทั้งบนแพลตฟอร์มและการซื้อหน้าร้าน แม้แต่ในวันที่ราคาผันผวนขึ้นลงมากกว่า 10-20 ครั้งก็ตาม MTS ยังมีการส่งมอบทองให้ลูกค้าตลอดเวลา โดยเฉพาะตั้งแต่ราคาทะลุ 50,000 บาทต่อบาททองคำ มีแรงซื้อเยอะมาก จากช่วงที่ราคาบาทละ 40,000 บาทไป 50,000 บาท ที่คนลังเลในการซื้อ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันการซื้อทองคำมีทั้งการซื้อสะสมและเก็งกำไร เพราะการเข้าถึงง่าย สะดวก บวกกับราคาทองคำที่สวิงระหว่างวัน 500–1,000 บาทต่อบาททอง ทำให้นักลงทุนสามารถเก็งกำไรระหว่างวันได้ ยิ่งทองคำเป็นกระแส คนก็ยิ่งเข้าซื้อ โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีเงินหรือมีกำลังซื้อเยอะ

“ถ้าต้องการกำไรที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยต้องซื้อเยอะประมาณหนึ่ง แต่คนที่ทยอยสะสมก็จะเป็นนักลงทุนระยะยาว ซึ่งมีทุกเจเนอเรชัน เช่น Gen Z นิยมออมทอง Gen Y นิยมซื้อทองแท่ง Gen X - Baby Boomer นิยมเก็งกำไร เพราะมองว่าหากพลาดก็ยังสามารถเก็บเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ ตอนนี้คนที่ลงทุนทองในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา ‘กำไร’ ทุกคน โอกาสขาดทุนยากมาก”

ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า“ในทางกลับกัน ราคาต่ำสุดปีนี้มองว่า ‘4 หมื่นปลาย ๆ’ อาจได้เห็นแต่ยากมาก แนะนำว่าอาจรอซื้อที่ราคาประมาณ 50,000 บาท วัดตามปัจจัยพื้นฐานจากราคาทอง 3,000 เหรียญ หรือประมาณ 50,000 บาท เป็นทิศทางขาขึ้น และเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเทียบกับหุ้นไทย หุ้นกู้เอกชน ตราสารหนี้ และกองทุนต่างประเทศ”

ดังนั้น โอกาสขึ้นมีมากกว่าราคาลง กรอบ 50,000–60,000 บาทยังเป็นกรอบที่สามารถซื้อได้ โดยระดับราคา 50,000 บาทเหมาะกับการซื้อเก็บเก็งกำไรระยะยาว ระดับราคา 52,000–55,000 บาท เป็นช่วงราคาสวิงขึ้น ๆ ลง ๆ สามารถเก็งกำไรระยะสั้นได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล

[caption id="attachment_170296" align="aligncenter" width="1000"]

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)[/caption]

ขณะที่ นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เห็นพ้องในทิศทางเดียวกันว่า “ทองคำบาทละ 60,000 บาท ปีนี้ได้เห็นแน่” เพราะโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม จากการที่อเมริกาและจีนยังทะเลาะกันอย่างต่อเนื่อง เริ่มเห็นสัญญาณการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐน้อยลงจากช่องทางการใช้จ่ายที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนพยายามดันตัวเองขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก ซึ่งเชื่อว่าต่อไปผู้นำโลกจะย้ายมาอยู่ฝั่งจีน

“การที่จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลก ต้องสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จีนมีการสะสมทองคำมากขึ้น ธนาคารต่างประเทศลดการถือครองดอลลาร์ ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครอยากซื้อพันธบัตรสหรัฐแล้ว ตัวเลขการลดการถือครองดอลลาร์จากทั่วโลกในระยะ 10 ปีสูงถึง 10% และโยกเข้าไปอยู่ในทองคำเพิ่มขึ้นปีละ 2 เท่า ในช่วง 3 ปีมานี้ และน่าจะยังเป็นเทรนด์ลักษณะนี้อยู่”

ดังนั้น โอกาสที่ราคาร่วงลงไปแตะ 1,800 เหรียญ“ยาก” โดย WORLD GOLD ให้คำแนะนำว่า ไม่ว่าสถานการณ์หรือเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร ควรมีทองคำติดพอร์ต 5–10% เพื่อลดความผันผวนในการติดลบ และถือเงินสดบางส่วนเพื่อรอจังหวะในการเข้าไปถือสินทรัพย์อื่น ๆ

“โดยรวมเรามองว่าจากนี้ไปอีก 4–5 ปี ทิศทางทองคำยังเป็นบวก จากปีที่ผ่านมา กระแส ETF มีปริมาณการซื้อขายที่น้อยมากในรอบหลายปี ราคาอยู่ที่ระดับ 3,100–3,200 ดอลลาร์ แต่ตอนนี้ราคาเริ่มปรับตัวขึ้น และจะยังปรับขึ้นไปจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือปัญหาระหว่างประเทศจบลงแล้ว YLG มองแนวรับแถว ๆ 3,000 ดอลลาร์ หากราคาจะมีการปรับลดลง เชื่อว่าคงไม่ลงถึง 40,000 บาทต้น ๆ อาจทำได้ที่ 47,000–48,000 บาทก็ถือว่าเก่งมาก”

แต่ในแง่ของดีมานด์–ซัพพลาย ยังบาลานซ์กันอยู่ ในตลาดโลก ปริมาณซื้อขายทองคำอยู่ระหว่าง 4,000 ตันทุกปี โดย 4,000 ตันฝั่งซื้อจะสลับกันระหว่างซื้อเพื่อการลงทุนและเครื่องประดับ ในช่วงที่เศรษฐกิจดีจะมีการซื้อจิวเวลรี่เยอะ ส่วนช่วงเศรษฐกิจผันผวนจะมีการซื้อเพื่อสะสม ลงทุน และกองทุนเพิ่มขึ้น

“แต่ในประเทศไทยเป็นเพียวดีมานด์ ทั้งการลงทุนและรูปพรรณ แต่รูปพรรณหลายปีที่ผ่านมามีสัดส่วนที่น้อยมาก ราว ๆ 5–10% เพราะบ้านเราเป็นตลาดของทองคำแท่งและเก็งกำไร สังเกตว่าทองลงเยอะคนเข้าแถวซื้อ ทองขึ้นเยอะเข้าแถวขายตามกลไกตลาด แต่โดยรวมบ้านเราทุกปียังเป็นเทรนด์ขาขึ้น

อีกสัญญาณที่เห็นคือ ปีที่แล้วราคาทองขึ้นมา 30% ปีนี้ 4 เดือนปรับขึ้นมาแล้ว 30% และยังมีสัญญาณบวก แม้ราคาจะขึ้น แต่คนซื้อยังมากกว่าคนขาย เพราะนักลงทุนใช้เป็นที่พักการลงทุน เมื่อเจอสินทรัพย์ที่น่าลงทุนค่อยเปลี่ยน”

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...