“คนละมักกอนนากัล” จริงหรือเปล่า? เมื่อผู้หญิงหรือ LGBTQ เป็นฝ่ายคอมเมนต์ Sexual Harassment ซะเอง ท่ามกลางการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ
แล้วก็เป็นอีกครั้ง เมื่อคนสักเพศหนึ่งโพสต์รูปเซ็กซี่ๆ แล้วคนที่สนใจในเพศนั้นๆ ก็มักเผลอใจฝากคอมเมนต์แสดงความเสวของตัวเองออกไป ซึ่งหลายครั้งก็เข้าข่ายการคุกคามทางเพศ
แล้วก็เป็นอีกครั้ง ที่ผู้หญิงหรือ LGBTQ (ที่เคยด่าชายแท้เอาไว้มากมาย) จะเป็นฝ่ายคอมเมนต์เข้าข่ายคุกคามทางเพศเสียเอง
แล้วก็เป็นอีกครั้ง ที่ฝั่งผู้ชาย (ที่มักยุกยิกหัวใจกับคำว่าความเท่าเทียมทางเพศ) จะเข้ามาคอมเมนต์ทำนองว่า “แล้วถ้าเป็นผู้ชายทำบ้างล่ะครับ?”
แล้วก็เป็นอีกครั้ง ที่คนจำนวนหนึ่งจะเข้ามาเห็นด้วยกับคอมเมนต์ที่ว่านั้นและตอบกลับด้วยอิโมจิรูปแก้วกาแฟ ที่สื่อว่า “ผู้หญิงมันก็เป็นซะอย่างงี้” หรือไม่ก็มักจะแซะต่ออีกทอดด้วยการเล่นมุกว่า “มันคนละมักกะโรนี” หรือ “คนละมักกอนนากัล” โดยล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศนั้นไร้สาระทั้งเพ เพราะสุดท้ายฝ่ายที่เรียกร้องก็ยังไม่เห็นจะทรีตเพศอื่นอย่างเท่าเทียมเลย
แล้วหลายคนก็ปิดประตูใส่การเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศไปโดยปริยาย
เราน่าจะเห็นแพทเทิร์นทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในโซเชียลมีเดียเมืองไทย ซึ่งก็เป็นภาพสะท้อนเบาๆ ว่าเรากำลังวนลูปกันอยู่อย่างนี้และไม่สามารถก้าวไปไหนได้สักที คนที่เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศก็เรียกร้องกันต่อไป คนที่คอมเมนต์ SH คนอื่นก็ยังคงไม่ตระหนักรู้กันต่อไป คนที่เข้ามาแซะก็จะแซะกันต่อไป และหลายๆ คนก็จะรำคาญการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศกันอยู่เหมือนเดิม
หนำซ้ำ บางคนยังฝังใจว่าคนเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศเป็นพวกปากว่าตาขยิบแถมเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลอีกต่างหาก ซึ่งถ้าจะว่ากันจริงๆ …ก็อาจจะมีบ้าง แต่ก็คงต้องบอกว่า not all และนั่นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เรื่องของทั้งกระบวนการการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะความอลหม่านของโลกอินเทอร์เน็ต ที่ความคิดเห็นต่างๆ ไหลหลากอย่างล้นเกินในทุกๆ วัน จนคนเริ่มจับความไม่ถูก หรือเห็นภาพไม่ชัด ว่ากระบวนการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศที่พูดกันปาวๆ นี้มันคืออะไรกันแน่ เพราะหลายครั้งคนที่กล่าวอ้างถึงความเท่าเทียมทางเพศเองก็เป็นฝั่งที่ตกม้าตาย ไม่เข้าใจ สื่อสารผิด หรือกระทั่งหลงลืมหลักการของตัวเองไป จนทำให้เกิดลูปนรกที่ว่า
บางคนเข้าใจว่าการที่ผู้หญิงหรือ LGBTQ เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ คือการเรียกร้องอภิสิทธิ์เหนือเพศชาย จนพาลรู้สึกไม่ชอบใจขบวนการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ หรืออยากเรียกร้องความเท่าเทียมกลับคืนให้เพศชายบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเราคงต้องกลับมาที่หลักการพื้นฐานที่ว่า ความเท่าเทียมก็คือความเท่าเทียม การมีเพศใดเพศหนึ่งเหนือกว่าอีกเพศ ก็ไม่อาจเรียกว่าความเท่าเทียมได้ และเราก็ต้องยอมรับว่าเราอยู่ในสังคมปิตาธิปไตยมาอย่างเนิ่นนานจนบางครั้งเรามองสิ่งที่ไม่เท่าเทียมซึ่งฝังรากลึกมาตั้งแต่อดีตเป็นเรื่องปกติหรือเท่าเทียมแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ และแต่ละประเด็นก็ต้องการการทำความเข้าใจกันต่อไปเรื่อยๆ
บางคนเข้าใจว่าการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ มาพร้อมกับข้ออ้างที่ว่า “มันคนละกรณี” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เพศหญิงหรือ LGBTQ ซึ่งอันที่จริง มันควรต้องเป็น “กรณีเดียวกัน” ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายคอมเมนต์หื่นกามใส่ผู้หญิง หรือผู้หญิงคอมเมนต์หื่นกามใส่ผู้ชาย LGBTQ สาดคอมเมนต์หื่นกามใส่ LGBTQ ด้วยกัน หรือเพศไหนกระทำต่อเพศไหน ตราบใดที่เพศหนึ่งๆ เข้าใจว่าเราสามารถแสดงความคิดเห็นที่ละเมิดต่อเนื้อตัวร่างกายหรือจิตใจของมนุษย์คนอื่นๆ บนพื้นฐานของเรื่องเพศได้ มันก็นับเป็นความไม่เท่าเทียมทั้งนั้น ดังนั้น ไม่ว่าเพศไหนจะเป็นคนทำก็ย่อมมีแนวโน้มจะถูกทัวร์ลงได้อย่างเท่าเทียมกันไม่มีข้อยกเว้น การตั้งคำถามใส่ว่า “ถ้าเป็นผู้ชายทำบ้างล่ะครับ” จึงแทบไม่จำเป็นเลย เมื่อทิศทางคอมเมนต์ก็อย่างที่เห็น คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับความคึกคะนองโดยขาดการตระหนักรู้แบบนี้อยู่แล้ว และทุกๆ เพศก็ควรได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
และเมื่อว่าด้วยการเรียกร้องความเท่าเทียม อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาไปด้วยกันก็คือเรื่องของ ‘อัตลักษณ์ทับซ้อน’ เนื่องจากมนุษย์แต่ละคนก็ล้วนผูกติดอยู่กับอัตลักษณ์ที่หลากหลายและเผชิญกับอำนาจกดทับในระดับที่แตกต่างกัน ผู้หญิงจากคนละชาติพันธุ์ ย่อมมีสถานะทางอำนาจที่ต่างกัน LGBTQ จากคนละชนชั้น ก็ล้วนแต่เผชิญแรงกดทับต่างกันไป ผู้ชายจากแต่บริบทสังคม ก็อาจมีอัตราการใช้อำนาจที่ต่างกัน ไม่เพียงเท่านั้นยังเกี่ยวข้องกับแนวคิดแบบ binary/non-binary ที่แต่ละคนก็เข้าใจและยึดถือเอาไว้ไม่เหมือนกันอีก ที่สำคัญ มนุษย์ทุกคนล้วนแต่เป็นปัจเจก ซึ่งทำให้ทุกสิ่งซับซ้อนและเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะมองกันอย่างเหมารวมได้
สิ่งเหล่านี้ก็จำเป็นต้องถูกทำความเข้าใจให้มากขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อเตรียมตัวสำหรับการก้าวไปสู่โลกที่เท่าเทียมทางอย่างจริงในอนาคต
เพราะหากความเข้าใจผิดและลูปเดิมๆ ยังคงอยู่ คงเป็นการยากอย่างยิ่งที่คนในสังคมจะมองเห็นภาพและเข้าใจสถานการณ์ได้ตรงกัน และถ้าเรายังอยู่แบบแซะกันไปวันๆ แล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปยาวๆ คงไม่ดีแน่ๆ
ที่มา