รมว.คลัง ฝากแบงก์ชาติ อยากเห็น ดอกเบี้ยต่ำ-บาทอ่อน หนุนลงทุนส่งออก
รมว.คลัง ฝาก 2 โจทย์ แบงก์ชาติ อยากเห็นดอกเบี้ยต่ำ บาทอ่อน เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการส่งออก เผยแบงก์ชาติรับพิจารณาผ่อนเกณฑ์ LTV เปิดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 โตเกิน 3%
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังจากการหารือกับ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า
กรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% อย่างน้อยก็ช่วยให้ความรู้สึกดีขึ้น ภาพรวมประชาชนคงรู้สึกดีขึ้น ขณะที่ธนาคารอาจหาทางระบายเงินที่นำไปฝากเอาไว้ในรูปพันธบัตรออกมา โดยอาจทำให้ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
“ก็ต้องขอบคุณกนง. ที่ลดดอกเบี้ย เพราะช่วยเรื่องความรู้สึกคนได้มาก ส่วนการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยครั้งต่อไป ถ้าผมเป็นกนง. คงจะพิจารณาผลลัพธ์ต่อจากนี้ และนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์”
นายพิชัย เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้ให้โจทย์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไป 2 เรื่อง ได้แก่
1. อยากเห็นอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่ต้องการให้ขยายตัวมากขึ้น
2. อยากเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเพื่อสนับสนุนการส่งออก
“ตอนนี้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแล้ว และเราก็อยากสนับสนุนการลงทุนและภาคส่งออก ซึ่งนักลงทุนก็อยากเห็นดอกเบี้ยที่ต่ำ ส่วนผู้ส่งออกก็อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อน ดังนั้นก็ได้ฝากให้เขาไปพิจารณาสองเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตามคิดว่าทางแบงก์ชาติก็คงดูข้อมูลหลายๆ อย่างประกอบการตัดสินใจ”
นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้รับพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงการคลังเรื่องการผ่อนคลายเกณฑ์มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ มาตรการ LTV
“เวลานี้หนี้เริ่มนิ่งแล้ว ทำให้ธนาคารเริ่มสบายใจ ดังนั้น LTV ก็ควรสอดคล้องกันไป ธปท. ยังไม่ได้รับปากว่าจะปรับ แต่บอกว่าจะพิจารณาให้อย่างจริงจัง”
สำหรับภาวะตลาดทุนไทย นายพิชัย เปิดเผยว่า ปัญหาของตลาดทุนไทยมีอยู่ประมาณ 2-3 เรื่อง ได้แก่ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเทียบย้อนหลัง 10 ปีปรับตัวลดลง
โดยหุ้นบางตัวปรับตัวลงเพราะวัฏจักรธุรกิจ ขณะที่บางตัวปรับตัวลงเพราะปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นจะมีการตั้งทีมโดยใช้เงินทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดหลักทรัพย์ฯ
นายพิชัย เปิดเผยต่อว่า ที่ประชุมในวันนี้ไม่ได้หารือในรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นการบริโภคหรือโครงการแจกเงินต่างๆ ในระยะสั้น อย่างไรก็ตามจะหาแนวทางใช้งบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์
“วันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจหลายอย่างกระเตื้องขึ้นบ้าง ดังนั้นวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีการปรับรูปแบบบ้าง”
ทั้งนี้การที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้เติบโตได้ 3-3.5% ได้วางแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ 2 แนวทาง ได้แก่
1. กระตุ้นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้ตามเป้าหมาย เช่น กระตุ้นการบริโภคในประเทศด้วยการเร่งแก้หนี้เพื่อให้ประชาชนมีเงินในการจับจ่ายใช้สอย
2. แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งภาคการท่องเที่ยว ที่ยังต้องแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย วีซ่า ความสะดวกของนักท่องเที่ยว ภาคเกษตร ต้องแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตต่อไร่ เพิ่มปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะทำได้อย่างลื่นไหลก็ต่อเมื่อเราไปปรับปัญหาที่เป็นโครงสร้างจริงๆ เช่น หากเร่งการส่งออกก็ต้องปรับเรื่องกระบวนการผลิตให้ดีขึ้น ทำให้ของมีคุณภาพ การส่งออกก็จะเติบโตได้ดี การแก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ”
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มี 3 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน โดยหากจะใช้ 3 เครื่องยนต์นี้ในการขับเคลื่อยเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 3-3.5% ทำได้โดย
1. การส่งออก ต้องผลักดันให้ขยายตัว 3.5% - 4% ซึ่งหมายความว่ามูลค่าการส่งออกต่อเดือนอย่างน้อยที่สุดต้องอยู่ที่ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ซึ่งการบรรลุเป้าหมายนี้อาศัยความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ในการขยายตลาดใหม่ และเพิ่มสินค้าใหม่ๆ ขณะที่ ซึ่งหากการส่งออกขยายตัวได้มากขึ้นจะช่วยกระตุ้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรมด้วย
2. การท่องเที่ยว ต้องทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 ขั้นต่ำอยู่ที่ 38 ล้านคน ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวขั้นต่ำอยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท ดังนั้นจำเป็นต้องทำการตลาดด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาในประเทศ นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้ได้อย่างน้อยสูงกว่า 42,000 บาท ต่อคนต่อทริป
3. การลงทุน ต้องเร่งการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐให้ได้ไม่ต่ำกว่า 85% นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ลงทุนอย่างน้อย 40%-50% ของเม็ดเงินที่ได้รับในปี 2568 โดยจะต้องกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การลงทุนดำเนินไปตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
“แนวทางการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ ทำได้โดยเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการอุทธรณ์ให้สั้นลง อีกส่วนคือการเร่งการลงทุนขนาดเล็กเพราะหากทำได้จะทำให้ไตรมาส 4 ของปี 2568 ซึ่งเป็นไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ มีการเบิกจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากปกติในช่วงนี้การเบิกจ่ายจะทำได้น้อย”