โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

คำบอกเล่าเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมาจาก “แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีชัย” ในวันที่พบชาวอุยกูร์กว่า 230 คน ที่สวนยางพารา จ.สงขลา

77kaoded

อัพเดต 28 ก.พ. 2568 เวลา 18.04 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2568 เวลา 10.24 น. • 77Kaoded

ชะตากรรมชาวอุยกูร์ในความรับผิดชอบของฉัน

ถามว่าทำไมเราถึงติดตามข่าวอุยกูร์มาตลอด 11 ปี
เพราะเราคือนักข่าวที่พบชาวอุยกูร์ กว่า 230 คน
ที่บนเขาสวนยางพารา ที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2557

ภาพวันนั้นยังจำติดตา คนต่างชาติที่ไม่ใช่โรฮิงญา เพราะวันนั้นสายข่าวแจ้งว่าพบชาวโรฮิงญา เรากับ ผู้การ ตม.6 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ที่เป็นจเรแห่งชาติในปัจจุบัน ยังตกใจ เพราะหน้าตาคนเหล่านี้ไมีเคยเห็นมาก่อน และมารู้ทีหลังว่ามาจากซินเจียงอุยกูร์

ในจำนวนนั้นมีหญิงตั้งครรภ์ 5 เดือน ผู้ชาย เด็กทารก และเด็นเล็ก นอนเรียงรายกันในป่า คนเหล่านี้มากันเป็นครอบครัว พวกเขาบอกว่า ต้องขายบ้าน ขายวัว ขายทุกอย่าง เก็บเงินก้อนสุดท้าย หนีออกจากซินเจียง เพราะถูกปราบปรามอยู่อย่างไม่ปลอดภัย

พวกเขาต้องเดินทางจากซินเจียงของจีน มาทางเวียดนาม ผ่าน ลาว เข้าไทย มายังภาคใต้ของไทย เส้นทางอันยาวไกล เพื่อจะออกไปมาเลเซีย และไปตุรกี ถามว่า ถ้าไม่คิดหนีตาย เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ จะยอมเสียเงินให้นายหน้า นำพาหนีมาไกลขนาดนี้ และไม่มีใครอยากให้ถูกจับในไทย เพราะพวกเขาไม่มีทางเดินทางไปถึงจุดหมาย และถ้าถูกจับก็ถูกส่งกลับจีนอย่างแน่นอน

ถามว่าในวันนั้นเราเห็นอนาคตของคนพวกนี้ว่าพวกเขาหลังถูกจับต้องถูกส่งกลับแน่นอน คืนนั้น พี่หวาน พล.ต.อ.ธัชชัย โทรหา คุณนล กัณวีร์ สืบแสง กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang ที่ขณะนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ UNHCR ที่ประจำอยู่หาดใหญ่ ให้มาดูเพราะคงยุ่งยากแน่นอน และเป็นไปตามนั้นตลอดทั้งคืนถึงเช้า เราก็วุ่นวายกันว่าจะทำยังไง

ตอนนั้นทุกหน่วยในจังหวัดที่สงขลามาช่วยกันทั้งจังหวัดสงขลาโดยตอนนั้นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่านผู้ว่าฯ กฤษฎา บุญราช ให้ทาง พม. มาช่วยกันเต็มที่ พี่น้องมุสลิม เครือข่ายมนุษยธรรมสำนักจุฬาราชมนตรี Zakee Pitakumpol ช่วยหาล่ามตุรกีมาให้ Mansod Lambensa มีการนำอาหารมาช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมอุยกูร์ Ismail Mad-Adam เป็นภาพแห่งการช่วยเหลือมนุษยธรรมที่เราประทับใจ

ในความเป็นนักข่าวเราต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา ตามข้อเท็จจริงว่าพวกเขาคือชาวอุยกูร์ ในขณะที่ทุกฝ่าย รวมถึงขณะนั้นที่เป็นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทางคุณนลได้ประสานงานกับสถานทูตตุรกีประจำประเทศไทย ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาทันที ตุรกี เตรียมนำเครื่องบินมารับ 2 ลำ เพื่อให้ทุกคนได้ไปตุรกี เพราะทุกคนไม่อยากกลับจีน กลัวจะอันตรายถึงชีวิต เพราะหนีตายมา นั่นทำให้เรารู้จักชาวอุยกูร์ครั้งแรก แต่หลังข่าวดัง กงสุลจีนได้มาคัดค้าน บอกว่าทั้งหมดเป็นคนจีน จะขอกลับจีน การรับคนอุยกูร์ไปตรุกี จึงไม่สำเร็จ

จากนั้นทั้งหมดถูกแยกกักขังหญิงและเด็กอยู่บ้านพัก พม. สงขลา ส่วนชายถูกกักกันในห้องกัก ตม. สงขลา จนต่อมาหลายเดือน ผู้หญิงและเด็ก 173 คน ถูกส่งไปตุรกี และผู้ชาย 109 คน ถูกส่งกลับไปจีน โดยมีถุงดำคลุมหัว ในรัฐบาลประยุทธ์ เป็นที่มาของการเรียกร้องจากทั่วโลกว่าเป็นการส่งพวกเขาไปสู่อันตราย

ทุกๆ ปีเรายังคงติดตามข่าวชาวอุยกูร์ที่เหลือในห้องกักกว่า 58 คน มีบางปีหนีออกจากห้องกัก และตลอด 10 ปี มีคนตายไป 5 คน ทีเหลือ 48 คน มีคนป่วย ตลอดเวลาทุกปี พวกเขายืนยันว่าไม่อยากกลับ แม้กระทั่งล่าสุดเมื่อต้นเดือน มกราคม ก็ยังเขียนจดหมายว่าไม่สมัครใจจะกลับจีน

ตลอด 11 ปี ที่ครอบครัวต้องแยกจากกัน พ่อแม่ลูกไม่เคยพบหน้ากัน เด็กที่อยู่ในท้อง 5 เดือน วันนี้คงอายุ 11 ปีแล้ว นี่เป็นความรู้สึกของเราตลอดว่า ยังไงต้องทำข่าวนี้ให้จบ เพราะชะตากรรมของพวกเขาก็มาจากข่าวของเรา และหวังว่าพวกเขาจะได้พบหน้ากันในสักวันหนึ่ง

พอมาวันนี้ทุกคนได้กลับไปยังบ้านเกิดเมืองซินเจียงแล้ว ท่ามกลางกระบวนการที่ดูลึกลับในการส่งจากไทย ไม่ว่าจะเป็นรถที่ปิดเทปดำ ขึ้นเครื่องไปโดยไม่บอกใคร แล้วรัฐบาลไทยมาแถลงข่าวภายหลังว่าทุกคนปลอดภัย เต็มใจกลับ จะอยู่กับครอบครัวอบอุ่น

แน่นอนหลายๆ คำถามตามมาแน่นอน เพราะตลอด 11 ปี ไม่เคยมีอะไรสร้างความเชื่อมั่นได้เลยว่า ชาวอุยกูร์เหล่านี้จะปลอดภัยจริง และในการสัมภาษณ์ทุกคนก็ไม่อยากกลับ

นี่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวระหว่างเรากับชาวอุยกูร์เหล่านั้น

ทุกอย่างยังต้องติดตามต่อไปค่ะ อย่างน้อยถ้าพวกเขาได้กลับบ้านปลอดภัย และมีความสุขจริง ก็ดีใจที่ไม่ต้องถูกกักกันอย่างทรมานในไทยมานานถึง 11 ปี

ซึ่งถ้าพวกเขาอยากกลับบ้านจริง คงไม่หนีออกมาตั้งแต่เมื่อ 11 ปีที่แล้ว และตลอดเวลาพวกเขายืนยันว่าไม่อยากกลับไปอีกแล้ว แต่ทำไมถึงเปลี่ยนใจได้แบบนี้ ก็ต้องหาคำตอบกันต่อค่ะ

ที่มา : Thapanee Eadsrichai

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...