โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อะตอมของเราท่องจักรวาล ก่อนจะกลับมารวมเป็นเรา

Environman

เผยแพร่ 26 เม.ย. 2568 เวลา 12.00 น.

ครั้งหนึ่ง อะตอมของเราเคยออกไปท่องจักรวาลนอกกาแล็กซีทางช้างเผือก จากนั้นมันก็กลับมาเพื่อสร้างเป็นตัวเรา งานวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าอะตอมที่ประกอบเป็นร่างกายมนุษย์อย่างออกซิเจนและคาร์บอนนั้นเดินทางไปไกลผ่าน ‘สายพานลำเลียง’ ของจักรวาลนานหลายล้านปี - ‘เราเคยเป็นดวงดาวและเราจะกลายเป็นดวงดาว’

เมื่อบิ๊กแบงเริ่มต้นราว 13,800 ล้านปีก่อน ไฮโดรเจนและฮีเลียมก็ก่อเกิดขึ้นมากลายเป็นดาวฤกษ์ดวงแรกที่ส่องสว่างอย่างเงียบเชียบในจักรวาลที่มืดมิด มันเป็นเช่นนั้นอยู่นานจนกระทั่งดาวดวงดังกล่าวเข้าสู่ช่วงชีวิตสุดท้ายของมัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อะตอมของธาตุอื่น ๆ อย่างคาร์บอนและออกซิเจนถูกสร้างขึ้นมา

และแล้วเมื่อดวงดาวระเบิดออกกลายเป็นซูเปอร์โนวา มันก็กระจายธาตุเหล่านั้นไปทั่วบริเวณและเป็น ‘วัตถุดิบ’ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ต่อไปจนในที่สุดด้วยเวลาที่ยาวนานพออะตอมธาตุต่าง ๆ ก็รวมตัวกันกลายเป็นเราในทุกวันนี้ทั้งออกซิเจน คาร์บอน ไนโตรเจน แคลเซียม และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ง่าย ๆ ว่าเราทุกคนมาจากดวงดาวอันไกลโพ้น

แต่เส้นทางเหล่านั้นมาจากไหนและเดินทางยังไงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงพยายามค้นหาคำตอบ พวกเขาสันนิษฐานว่าสสารที่ถูกขับออกมาจากซูเปอร์โนวาอาจค่อย ๆ เคลื่อนผ่านอวกาศระหว่างดวงดาวมา หรือกล่าวอีกอย่างว่ามาจากกาแล็กซีอื่น ๆ

อย่างไรก็ตามงานวิจัยเมื่อปี 2011 ชี้ว่าอะตอมบางชนิดเช่นออกซิเจน เหล็ก และธาตุหนักอื่น ๆ อาจมาจากภายในตัวกาแล็กซีเองซึ่งถูกขับออกไปด้วยซูเปอร์โนวา และกระแสจักรวาลขนาดใหญ่ที่เรียกว่ามวลสารรอบกาแล็กซี จากนั้นมันก็กลับมายังดาราจักรเดิมที่มันเคยอยู่ แต่กับคาร์บอนนั้นเป็นไปไม่ได้ในกระบวนการนี้

เนื่องจากเชื่อกันว่าอะตอมของคาร์บอนนั้นมีน้ำหนักเบาเกินกว่าจะถูกขับออกไปได้ แต่งานวิจัยใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่บนวารสาร The Astrophysical Journal Letters ชี้ให้เห็นว่าคาร์บอนสามารถรีไซเคิลได้ผ่านกระแสจักรวาลเหล่านี้ เพื่อนำกลับมาสร้างอะไรก็ตามแต่ภายในกาแล็กซีเดิมใหม่อีกครั้ง

“ลองนึกถึงมวลสารรอบกาแล็กซีเป็นสถานีรถไฟขนาดยักษ์ ซึ่งมวลสารจะผลักและดึงกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” Samantha Garza นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมนักวิจัยกล่าว “ธาตุหนักที่ดาวฤกษ์สร้างขึ้นจะถูกผลักออกจากกาแล็กซีต้นทางและเข้าสู่มวลสารรอบกาแล็กซีผ่านการระเบิดของซูเปอร์โนวา”

“ซึ่งในที่สุดธาตุเหล่านี้จะถูกดึงกลับเข้ามาและดำเนินวงจรการก่อตัวของดวงดาวและดาวเคราะห์ต่อไป” ขณะที่ศาสตราจารย์ Jessica Werk ผู้ร่วมเขียนกล่าวเสริมว่า “ดังนั้นคาร์บอนในร่างกายของเราน่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอกกาแล็กซี”

#ออกเดินทางเพื่อกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

ทั้งคู่ค้นพบสิ่งนี้โดยใช้ข้อมูลจาก Cosmic Origins Spectrograph ของกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล ซึ่งวัดว่าแสงจากเควซาร์ที่อยู่ห่างไกล 9 แห่ง เพื่อดูว่ามันมีผลกระอย่างไรกับมวลสารรอบดาวของกาแล็กซีต่าง ๆ ที่กำลังก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ 11 แห่ง

ข้อมูลจาก Cosmic Origins Spectrograph นั้นสร้างความประหลาดใจอย่างมาก มันเผยให้เห็นว่ามีคาร์บอนจำนวนมากในบริเวณกาแล็กซีเหล่านั้น และในกรณีที่น่าประหลาดใจที่สุด พวกเขาพบคาร์บอนในระยะทางไกลกว่า 400,000 ปีแสงจากแหล่งกำเนิด ซึ่งยาวมากกว่าทางช้างเผือกถึง 4 เท่า

“ผลกระทบต่อวิวัฒนาการของกาแล็กซีและลักษณะของแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่กาแล็กซีสามารถนำไปใช้สร้างดาวดวงใหม่นั้นน่าตื่นเต้นมาก” ศาสตราจารย์ Werk กล่าว “หากคุณสามารถรักษาวงจรนี้ต่อไปได้ (การผลักสารออกไปแล้วดึงกลับเข้ามา) ในทางทฤษฏีแล้วคุณจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะทำให้การก่อตัวของดาวดำเนินต่อไปได้”

ยิ่งกว่านั้นนอกจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้จะเพิ่มความเข้าใจให้กับเราแล้ว ในอีกแง่หนึ่งมันก็ให้มุมมองใหม่ ๆ กับเราด้วยเช่นกัน เราหรือสิ่งมีชีวิตบนโลกต่างเคยเป็นดวงดาว และเมื่อจากไปแล้วเราก็จะกลับไปเป็นดวงดาวอีกครั้งผ่านการเดินทางที่ยาวนานและน่าทึ่ง

ที่มา

https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ad9c69

https://www.iflscience.com/atoms-in-your-body-probably…

https://www.livescience.com/…/most-of-the-atoms-in-your…

https://www.space.com/cosmic-conveyer-belt-carbon-milky-way

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...