โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB EIC เปิด 6 ปัจจัยเสี่ยง ฉุดส่งออกไทยทั้งปีหดตัวจากสงครามการค้า

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 เม.ย. 2568 เวลา 05.05 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2568 เวลา 05.05 น. • The Bangkok Insight

SCB EIC หวั่นส่งออกไทยทั้งปี เสี่ยงหดตัวจากสงครามการค้า เปิด 6 ปัจจัยเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง แม้เดือนมีนาคมยอดส่งออกโตสูงสุดในรอบ 3 ปี

มูลค่าส่งออกสินค้าไทยเดือน มีนาคม 2568 โต 17.8% เร่งตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี อยู่ที่ 29,548.25 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้บ้าง (SCB EIC ประเมินไว้ 14.7% และค่ากลาง Reuters Poll 13.5%) โดยส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวสูงต่อเนื่องจาก 14% และ 13.6% ในเดือน กุมภาพันธ์ และ มกราคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัว 15.2%

ส่งออกไทย

SCB EIC ประเมินส่งออกไทยเดือนนี้ ได้รับอานิสงส์จากการเร่งผลิตและส่งออกก่อนสหรัฐ ประกาศภาษีตอบโต้ และปัจจัยวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้นเป็นสำคัญ สะท้อนจาก

เปิด 3 ปัจจัยหนุนส่งออกมีนาคมโตพุ่ง

1. การส่งออกไปสหรัฐ ขยายตัวมากถึง 34.3% เร่งตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี 3 เดือน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวถึง 107.2% และ 44.4% ตามลำดับ

2. การส่งออกไปจีนขยายตัวดี 22.2% ต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยเฉพาะสินค้าขั้นกลางและขั้นต้น เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพารา ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม

3. การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวดี เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โต 80.2% ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ 94.6% และแผงวงจรไฟฟ้า 41.5%

ทองคำยังเป็นปัจจัยหนุนการส่งออก

แรงส่งจากประเด็นพิเศษทองคำที่เห็นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเริ่มหมดลง โดยการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปยังคงขยายตัวสูงมากถึง 269.5% เร่งขึ้นจาก 26.1% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะตลาดสวิตเซอร์แลนด์ (1,090.5%) กัมพูชา (60.5%) ฮ่องกง (195.0%) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (100%)

ทั้งนี้ เป็นผลจากความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา สำหรับแรงส่งจากการส่งออกสินค้ากลุ่มโลหะมีค่าและของที่หุ้มด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่า เกือบทั้งหมดเป็นการส่งออกทองคำในรูปของทองคำผสมแพลทินัมในสัดส่วนน้อยไปยังตลาดอินเดียเพื่อประโยชน์ทางภาษีของผู้นำเข้าอินเดียนั้น เริ่มมีสัญญาณใกล้หมดลง โดยมีมูลค่าเพียง 202.7 ล้านดอลลาร์ (ขยายตัว 1,022.6%) ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 1,269.8 ล้านดอลลาร์ (ขยายตัว 4,159.6%) อย่างชัดเจน

ปัจจัยพิเศษนี้มีแนวโน้มจะสิ้นสุด เนื่องจากทางการอินเดียได้ทำการย้ายสินค้าโลหะผสมแพลตตินัมออกจากประเภทสินค้านำเข้าปลอดภาษีแล้วในต้นเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา แต่ยังคงยกเว้นการนำเข้าโลหะผสมแพลตตินัมบริสุทธิ์ 99%

ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกทองคำ และสินค้ากลุ่มโลหะมีค่า และของที่หุ้มด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ นี้ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยในภาพรวมของเดือนนี้เติบโตได้ถึง 5.4% จากอัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดที่ 17.8%

นอกจากนี้ การส่งออกเดือนมีนาคม ยังได้แรงขับเคลื่อนจากสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่สินค้าหมวดหลักอื่นหดตัว โดยเมื่อพิจารณารายหมวด พบว่า

สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 23.5% โดยเฉพาะสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับหักทอง, ทองคำยังไม่ขึ้นรูป, เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์, อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องปรับอากาศ, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล

ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ และส่วนประกอบของเล่น และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เป็นสินค้าหลักที่หดตัว ทั้งนี้หากหักทองคำและสินค้ากลุ่มโลหะมีค่าและของที่หุ้มด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมจะขยายตัวได้ 17.1%

สินค้าเกษตรหดตัว 0.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่หดตัวน้อยลงบ้าง โดยยางพาราและผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งขยายตัวดี ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังและข้าวหดตัวต่อเนื่อง

สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรหดตัว 5.7% ครั้งแรกในรอบ 9 เดือน จากที่เคยขยายตัวสูง 9.9% ในเดือนก่อน โดยอาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ขยายตัวดี ขณะที่น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปหดตัว

สินค้าแร่และเชื้อเพลิงยังหดตัว 9% ต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยน้ำมันสำเร็จรูปยังคงหดตัว -8.0% แรงกว่าเดือนก่อนที่หดตัวเพียง 3.6% และเป็นการหดตัวต่อเนื่องนานกว่าครึ่งปี

ตลาดส่งออกสำคัญของไทยขยายตัว ยกเว้นออสเตรเลีย

หากพิจารณารายตลาด พบว่า ตลาดส่งออกสำคัญของไทยเดือน มีนาคม ขยายตัวเกือบทุกตลาด ยกเว้นออสเตรเลียที่หดตัว 10.3% โดยหดตัวติดต่อกัน 6 เดือน ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐ และจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 และ 2 ของไทย ขยายตัวดี 34.3% และ 22.2% ตามลำดับ

หากพิจารณาแหล่งที่มาของการส่งออกรายตลาด พบว่า ในเดือนมีนาคม การส่งออกไปสหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ และจีน เป็นแหล่งที่มาของการขยายตัวสูง 6.3%, 2.7% และ 2.5% ตามลำดับ

สำหรับสินค้าส่งออกไปสหรัฐ ที่ขยายตัวดี ได้แก่ สินค้าหมวดอิเล็กโทรนิกส์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

ขณะที่สินค้าส่งออกไป สวิตเซอร์แลนด์ที่ขยายตัวดี ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เช่น ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป

สำหรับสินค้าส่งออกไปจีนที่ขยายตัวดีค่อนข้างกระจายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพารา ผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็งและแห้ง น้ำมันสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม

นำเข้าเดือน มีนาคม ขยายตัวสูงกว่าคาด

มูลค่าการนำเข้าสินค้าเดือน มีนาคม อยู่ที่ 28,575.3 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 10.2% สูงกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 4.9% และค่ากลาง Reuters Poll 6.1%) เร่งขึ้นจาก 4.0% ในเดือนก่อน และนำเข้าโตต่อเนื่องมานาน 9 เดือนแล้ว

การนำเข้าไม่รวมทองคำขยายตัวสูง 8.1% จากที่เคยหดตัว 0.5% ในเดือนก่อน โดยการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ) และสินค้าเชื้อเพลิงขยายตัว 19.0%, 15.8%, 9.5% และ 2.2% ตามลำดับ

ขณะที่การนำเข้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง รวมถึงอาวุธและยุทธปัจจัยหดตัว 2.6% และ 2.2% ตามลำดับ ข้อมูลดุลการค้าไทย (ระบบศุลกากร) ในเดือน มีนาคม เกินดุล 973.0 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 ดุลการค้าไทยเกินดุลสะสม 1,081 ล้านดอลลาร์

สงครามการค้ากระทบช่วงครึ่งปีหลัง

SCB EIC ประเมินว่ามูลค่าส่งออกไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 จะขยายตัวดี โดยตัวเลขมูลค่าการส่งออกไตรมาส 1 ขยายตัวมากถึง 15.2% ขณะที่ไตรมาส 2 จะชะลอตัวลงมาก เพราะหลายแรงส่งสำคัญจะแผ่วลง โดยเฉพาะการเร่งสั่งซื้อของคู่ค้าก่อนนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผล อานิสงส์วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และปัจจัยการส่งออกทองคำ รวมถึงปัจจัยการส่งออกทองคำผสมโลหะอื่นไปอินเดีย

นอกจากนี้ การส่งออกช่วงปลายไตรมาส 2 จะเริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 10% (Universal tariff) กับเกือบทุกประเทศคู่ค้าทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมาแล้ว รวมถึงประกาศเก็บสินค้าเฉพาะเจาะจง (Specific tariffs) รายประเทศ/รายสินค้าหลายรายการ เช่น สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม สินค้ายานยนต์ เก็บเพิ่ม 25% จากคู่ค้าเกือบทุกประเทศ

อย่างไรก็ดี แม้ทรัมป์จะประกาศเลื่อนกำหนดเก็บภาษีตอบโต้รายประเทศ (Reciprocal tariffs) ออกไป 90 วันก็ตาม แต่จีนซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญสุดของไทยถูกสหรัฐ ตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ไปสูงมากถึง 125% (และหากรวมภาษีเฉพาะเจาะจงรายประเทศ 20% บนข้อกล่าวหา Fentanly ด้วยแล้ว จีนจะถูกเก็บภาษีตอบโต้รวมสูงถึง 145%)

SCB EIC ประเมินว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี จะเผชิญปัจจัยกดดันและความไม่แน่นอนที่รุนแรงมากขึ้น มูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีจะหดตัวรุนแรง โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกทั้งปีเสี่ยงหดตัว -0.4% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.6% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน, มุมมอง ณ มี.ค. 2025) สาเหตุหลักมาจาก

1. อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariff) ของสหรัฐสูงและกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่เคยคาดไว้ ในช่วงต้นปี SCB EIC ประเมินว่านโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ จะไม่สุดโต่งมากนัก อัตราภาษีนำเข้าตอบโต้ของสหรัฐ อาจจะไม่สูงมากและมีแนวโน้มส่งผลกระทบอย่างจำกัด โดยอัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริง (Effective Tariff Rate : ETR) ของสหรัฐ อาจเพิ่มขึ้นราว 11.3% อย่างไรก็ดี หากสหรัฐ บังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั้งหมดที่ประกาศไว้ จะมีผลทำให้ ETR ของสหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% สูงกว่าที่ประเมินไว้เกือบเท่าตัว

2. นโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ จะกดดันให้เศรษฐกิจโลกและการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะมีแนวโน้มเติบโตเพียง 2.2% และโลกมีความเสี่ยงราว 35-50% ที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)

นอกจากนี้ ปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลงรุนแรงเช่นกัน องค์การการค้าโลก (WTO) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดประมาณการปริมาณการค้าโลกปี 2025 ลงจากการประเมินครั้งก่อนเหลือ 0.2 และ 1.7% (เดิม 2.7% และ 3.2% ตามลำดับ)

3. ไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางตรงสูง เนื่องจากพึ่งตลาดสหรัฐ และเสี่ยงอัตราภาษีนำเข้าตอบโต้สูง โดยสหรัฐ นับเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 18.3% ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2567 เพิ่มขึ้นมากจาก 12.7% ในปี 2562 หรือมีสัดส่วน 10% ของ GDP ซึ่งค่อนข้างสูง

นอกจากนี้ ไทยอาจโดนภาษีนำเข้าตอบโต้จากสหรัฐ สูงถึง 36% สูงกว่าอัตราค่าเฉลี่ยทั่วโลก เอเชีย และอาเซียนที่ 17% 23% และ 33% ตามลำดับ

การส่งออกไทยจึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางตรงสูงผ่าน 2 ช่องทาง คือ 1. Substitution effect : สหรัฐ เก็บภาษีศุลกากรตอบโตไทยสูงถึง 36% ขณะที่ประเทศต่าง ๆ โดนอัตราภาษีน้อยกว่ามาก (ส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 10%) จึงอาจทำให้สหรัฐ หันไปนําเข้าสินค้าจากคู่แข่งที่ราคาถูกกว่า 2. Income effect : สหรัฐ อาจนําเข้าสินค้าจากไทยและคู้ค้าอื่น ๆ น้อยลง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐ อาจชะลอลงมากจากนโยบายกําแพงภาษีของตัวเอง

4. ผลกระทบทางอ้อมอาจรุนแรงเช่นเดียวกัน เนื่องจากการแข่งขันนอกตลาดสหรัฐ อาจรุนแรงขึ้น ทำให้การส่งออกไทยอาจชะลอตัวลงได้ด้วย จาก

  • ความต้องการสินค้าขั้นปลายของไทยลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอลง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค
  • ความต้องการสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางของไทยในห่วงโซ่การผลิตลดลง จากการผลิตสินค้าส่งออกไปสหรัฐ ลดลง
  • การแข่งขันในตลาดส่งออกโลกสูงขึ้น บางประเทศอาจเผชิญปัญหาส่งออกไปตลาดสหรัฐ ได้น้อยลง แต่กำลังการผลิตในประเทศยังมีอยู่มาก ต้องระบายสินค้าขายตลาดอื่นมากขึ้น
  • บางประเทศคู่ค้าอาจหันไปนำเข้าจากสหรัฐ เพิ่มขึ้นเพื่อลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ จึงอาจนำเข้าสินค้าไทยน้อยลง

5. ตลาดส่งออกหลักอื่น ๆ ของไทยค่อนข้างกระจุกตัวในประเทศที่อาจถูกสหรัฐ เก็บภาษีตอบโต้สูง โดย SCB EIC พบว่า 12 ใน 15 ตลาดคู่ค้าสำคัญของไทย คิดเป็น 73.4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด (ไม่รวมสหรัฐ) เสี่ยงที่จะถูกกำแพงภาษีสหรัฐ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกในอัตรา 17% (รูปที่ 8) การส่งออกไทยไปยังตลาดหลักอื่น ๆ กลุ่มนี้อาจลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจประเทศที่อาจชะลอลงด้วย

6. ปัจจัยหนุนตั้งแต่ต้นปีจะทยอยหมดลง เช่น การเร่งผลิตและส่งออกก่อนสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีจริง อานิสงส์วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น ปัจจัยการส่งออกทองคำจากความกังวลในช่วงความไม่แน่นอนนโยบายการค้าสูง และประเด็นพิเศษทองคำผสม

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...